๑๐. มัณฑเปยยกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาวคฺเค มณฺฑเปยฺยกถา
๕๓๐มณฺฑเปยฺยมิทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมจริยํ สตฺถริ สมฺมุขีภูเต ติวิโธ มณฺโฑ สตฺถริ สมฺมุขีภูเต เทสนามณฺโฑ ปฏิคฺคหมณฺโฑ พฺรหฺมจริยมณฺโฑ ฯ {๕๓๐.๑} กตโม เทสนามณฺโฑ ฯ จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ อาจิกฺขณา เทสนา ปญฺญปนา ปฏฺฐปนา วิวรณา วิภชนา อุตฺตานีกมฺมํ จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ฯเปฯ จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ปญฺจนฺนํ พลานํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อาจิกฺขณา เทสนา ปญฺญปนา ปฏฺฐปนา วิวรณา วิภชนา อุตฺตานีกมฺมํ อยํ เทสนามณฺโฑ ฯ {๕๓๐.๒} กตโม ปฏิคฺคหมณฺโฑ ฯ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา เย วา ปนญฺเญปิ เกจิ วิญฺญาตาโร อยํ ปฏิคฺคหมณฺโฑ ฯ {๕๓๐.๓} กตโม พฺรหฺมจริยมณฺโฑ ฯ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ อยํ พฺรหฺมจริยมณฺโฑ ฯ
๕๓๑อธิโมกฺขมณฺโฑ สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ กสโฏ อสฺสทฺธิยํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ กสโฏ โกสชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สตินฺทฺริยํ ปมาโท กสโฏ ปมาทํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ กสโฏ อุทฺธจฺจํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ทสฺสนมณฺโฑ ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชา กสโฏ อวิชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมณฺโฑ สทฺธาพลํ อสฺสทฺธิยํ กสโฏ อสฺสทฺธิยํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สทฺธาพลสฺส อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ โกสชฺเช อกมฺปิยมณฺโฑ วิริยพลํ โกสชฺชํ กสโฏ โกสชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา วิริยพลสฺส โกสชฺเช อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปมาเท อกมฺปิยมณฺโฑ สติพลํ ปมาโท กสโฏ ปมาทํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สติพลสฺส ปมาเท อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมณฺโฑ สมาธิพลํ อุทฺธจฺจํ กสโฏ อุทฺธจฺจํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมาธิพลสฺส อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ {๕๓๑.๑} อวิชฺชาย อกมฺปิยมณฺโฑ ปญฺญาพลํ อวิชฺชา กสโฏ อวิชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ปญฺญาพลสฺส อวิชฺชาย อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปมาโท กสโฏ ปมาทํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฏฺฐานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปวิจยมณฺโฑ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อวิชฺชา กสโฏ อวิชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปวิจยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค โกสชฺชํ กสโฏ โกสชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปคฺคหมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ผรณมณฺโฑ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปริฬาโห กสโฏ ปริฬาหํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ผรณมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุปสมมณฺโฑ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ทุฏฺฐุลฺลํ กสโฏ ทุฏฺฐุลฺลํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปสมมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุทฺธจฺจํ กสโฏ อุทฺธจฺจํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อวิกฺเขปมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปฏิสงฺขานมณฺโฑ อุเปกฺขาสมฺโพฌงฺโค อปฺปฏิสงฺขานํ กสโฏ อปฺปฏิสงฺขานํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปฏิสงฺขานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ทสฺสนมณฺโฑ สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ กสโฏ มิจฺฉาทิฏฺฐึ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาทิฏฺฐิยา ทสฺสนมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อภิโรปนมณฺโฑ สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺโป {๕๓๑.๒} กสโฏ มิจฺฉาสงฺกปฺปํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาสงฺกปฺปสฺส อภิโรปนมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปริคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจา กสโฏ มิจฺฉาวาจํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาวาจาย ปริคฺคหมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ สมุฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺโต กสโฏ มิจฺฉากมฺมนฺตํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมากมฺมนฺตสฺส สมุฏฺฐานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ โวทานมณฺโฑ สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีโว กสโฏ มิจฺฉาอาชีวํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาอาชีวสฺส โวทานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายาโม กสโฏ มิจฺฉาวายามํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาวายามสฺส ปคฺคหมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมาสติ มิจฺฉาสติ กสโฏ มิจฺฉาสตึ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาสติยา อุปฏฺฐานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิ กสโฏ มิจฺฉาสมาธึ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาสมาธิสฺส อวิกฺเขปมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ฯ
๕๓๒อตฺถิ มณฺโฑ อตฺถิ เปยฺยํ อตฺถิ กสโฏ อธิโมกฺขมณฺโฑ สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สตินฺทฺริยํ ปมาโท กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ทสฺสนมณฺโฑ ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชา กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมณฺโฑ สทฺธาพลํ อสฺสทฺธิยํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ โกสชฺเช อกมฺปิยมณฺโฑ วิริยพลํ โกสชฺชํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปมาเท อกมฺปิยมณฺโฑ สติพลํ ปมาโท กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมณฺโฑ สมาธิพลํ อุทฺธจฺจํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อวิชฺชาย อกมฺปิยมณฺโฑ ปญฺญาพลํ อวิชฺชา กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปมาโท กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปวิจยมณฺโฑ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อวิชฺชา กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค โกสชฺชํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ผรณมณฺโฑ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปริฬาโห กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุปสมมณฺโฑ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ทุฏฺฐุลฺลํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุทฺธจฺจํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปฏิสงฺขานมณฺโฑ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อปฺปฏิสงฺขานํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ฯ
๕๓๓ทสฺสนมณฺโฑ สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อภิโรปนมณฺโฑ สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺโป กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปริคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจา กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ สมุฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺโต กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ โวทานมณฺโฑ สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีโว กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายาโม กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมาสติ มิจฺฉาสติ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิ กสโฏ {๕๓๓.๑} โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ทสฺสนมณฺโฑ สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนมณฺโฑ สมฺมาสงฺกปฺโป ปริคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวาจา สมุฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมากมฺมนฺโต โวทานมณฺโฑ สมฺมาอาชีโว ปคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวายาโม อุปฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมาสติ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปวิจยมณฺโฑ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ปคฺคหมณฺโฑ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ผรณมณฺโฑ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปสมมณฺโฑ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ปฏิสงฺขานมณฺโฑ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมณฺโฑ สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยมณฺโฑ วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยมณฺโฑ สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมณฺโฑ สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยมณฺโฑ ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขมณฺโฑ สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธินฺทฺริยํ ทสฺสนมณฺโฑ ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยํ มณฺโฑ อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ มณฺโฑ นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺโค มณฺโฑ เหตฏฺเฐน มคฺโค มณฺโฑ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา มณฺโฑ ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา มณฺโฑ อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา มณฺโฑ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ มณฺโฑ อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา มณฺโฑ เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา มณฺโฑ อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธา มณฺโฑ {๕๓๓.๒} สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ มณฺโฑ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ มณฺโฑ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ มณฺโฑ มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข มณฺโฑ ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา มณฺโฑ ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ มณฺโฑ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ มณฺโฑ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ มณฺโฑ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน มณฺโฑ มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน มณฺโฑ ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน มณฺโฑ เวทนา สโมสรณฏฺเฐน มณฺโฑ สมาธิ ปมุขฏฺเฐน มณฺโฑ สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน มณฺโฑ ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน มณฺโฑ วิมุตฺติ สารฏฺเฐน มณฺโฑ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน มณฺโฑติ ฯ มณฺฑเปยฺยกถา ฯ ภาณวารํ ฯ มหาวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺส วคฺคสฺส อุทฺทานํ ภวติ ญาณทิฏฺฐิ จ อสฺสาสา อินฺทฺริยํ วิโมกฺขปญฺจมา คติกมฺมวิปลฺลาสา มคฺโค มณฺเฑน เต ทสาติ เอส นิกายวโร ฐปิโต อสฺสโม ปฐโม จ ปวโร วรมคฺโคติ ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑๐. มัณฑเปยยกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์ที่ใสและน่าดื่ม
ภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ใสและน่าดื่ม เมื่อพระศาสดายังปรากฏอยู่ ความใสมี ๓ ประการ คือ ๑. ความใสคือเทศนา ๒. ความใสคือผู้รับ ๓. ความใสคือพรหมจรรย์ ความใสคือเทศนา เป็นอย่างไร คือ การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนกการทำให้ง่ายซึ่งอริยสัจ ๔ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ฯลฯ พละ ๕ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ การบอกการแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่ายซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นความใสคือเทศนา (๑) ความใสคือผู้รับ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ หรือท่านผู้รู้แจ้งพวกใดพวกหนึ่ง นี้เป็นความใสคือผู้รับ (๒) ความใสคือพรหมจรรย์ เป็นอย่างไร คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ๒. สัมมาสังกัปปะ ๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมันตะ ๕. สัมมาอาชีวะ ๖. สัมมาวายามะ ๗. สัมมาสติ ๘. สัมมาสมาธิ นี้เป็นความใสคือพรหมจรรย์ (๓)
ความใสคือความน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ ความไม่มีศรัทธาเป็น กาก บุคคลทิ้งความไม่มีศรัทธาอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความน้อมใจเชื่อของสัทธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม @เชิงอรรถ : @ เป็นกาก หมายถึงเป็นของขุ่นมัวเว้นจากความผ่องใส (ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๙/๒๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑๐. มัณฑเปยยกถา ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยินทรีย์ ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือการประคองไว้ของวิริยินทรีย์เพราะเหตุนั้น วิริยินทรีย์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสตินทรีย์ ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความตั้งมั่นของสตินทรีย์ เพราะเหตุนั้นสตินทรีย์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธินทรีย์ อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความไม่ฟุ้งซ่านของสมาธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สมาธินทรีย์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือการเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์ อวิชชาเป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือการเห็นของปัญญินทรีย์ เพราะเหุตนั้น ปัญญินทรีย์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ ความไม่มีศรัทธาเป็นกาก บุคคลทิ้งความไม่มีศรัทธาอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธาของสัทธาพละ เพราะเหตุนั้น สัทธาพละจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าวิริยพละ ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้านของวิริยพละ เพราะเหตุนั้น วิริยพละจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสติพละ ความ ประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่ประมาทของสติพละ เพราะเหตุนั้น สติพละจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ชื่อว่าสมาธิพละ อุทธัจจะเป็นกากบุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะของสมาธิพละ เพราะเหตุนั้น สมาธิพละจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑๐. มัณฑเปยยกถา ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ อวิชชาเป็นกากบุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาของปัญญาพละ เพราะเหตุนั้น ปัญญาพละจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความตั้งมั่นของสติสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น สติสัมโพชฌงค์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือการเลือกเฟ้น ชื่อว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อวิชชาเป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือการเลือกเฟ้นของธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ ความเกียจคร้านเป็นกากบุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือการประคองไว้ของวิริย-สัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น วิริยสัมโพชฌงค์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความแผ่ซ่าน ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ ความเร่าร้อนเป็นกาก บุคคลทิ้งความเร่าร้อนอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความแผ่ซ่านของปีติสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น ปีติสัมโพชฌงค์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความสงบ ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ความชั่วหยาบเป็นกาก บุคคลทิ้งความชั่วหยาบอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความสงบของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความไม่ฟุ้งซ่านของสมาธิสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือการพิจารณา ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ การไม่พิจารณาเป็นกากบุคคลทิ้งการไม่พิจารณาอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือการพิจารณาของอุเบกขา-สัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์จึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือการเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาทิฏฐิอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือการเห็นของสัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น สัมมาทิฏฐิจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑๐. มัณฑเปยยกถา ความใสคือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ มิจฉาสังกัปปะเป็นกากบุคคลทิ้งมิจฉาสังกัปปะอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความตรึกตรองของสัมมา-สังกัปปะ เพราะเหตุนั้น สัมมาสังกัปปะจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือการกำหนด ชื่อว่าสัมมาวาจา มิจฉาวาจาเป็นกาก บุคคลทิ้ง มิจฉาวาจาอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือการกำหนดของสัมมาวาจา เพราะเหตุนั้นสัมมาวาจาจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ มิจฉากัมมันตะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉากัมมันตะอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือสมุฏฐานของสัมมากัมมันตะ เพราะเหตุนั้น สัมมากัมมันตะจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความผ่องแผ้ว ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ มิจฉาอาชีวะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาอาชีวะอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความผ่องแผ้วของสัมมาอาชีวะเพราะเหตุนั้น สัมมาอาชีวะจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาวายามะ มิจฉาวายามะเป็นกากบุคคลทิ้งมิจฉาวายามะอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือการประคองไว้ของสัมมาวายามะเพราะเหตุนั้น สัมมาวายามะจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสติ มิจฉาสติเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาสติอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความตั้งมั่นของสัมมาสติ เพราะเหตุนั้น สัมมาสติจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม ความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาสมาธิอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความไม่ฟุ้งซ่านของสัมมาสมาธิ เพราะเหตุนั้น สัมมาสมาธิจึงชื่อว่ามีความใสและน่าดื่ม
ความใสมีอยู่ ความน่าดื่มมีอยู่ กากก็มีอยู่ ความใสคือความน้อม ใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ ความไม่มีศรัทธาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในสัทธินทรีย์นั้นเป็นความน่าดื่ม @เชิงอรรถ : @ อรรถรส หมายถึงสามัญญผล ๔ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล@(องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๓๕/๔๓๖) @ ธรรมรส หมายถึงมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค@(องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๓๕/๔๓๖) @ วิมุตติรส หมายถึงอมตนิพพาน (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๓๕/๔๓๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑๐. มัณฑเปยยกถา ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยินทรีย์ ความเกียจคร้านเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในวิริยินทรีย์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสตินทรีย์ ความประมาทเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในสตินทรีย์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธินทรีย์ อุทธัจจะเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในสมาธินทรีย์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์ อวิชชาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุตติรสในปัญญินทรีย์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ ความไม่มีศรัทธาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในสัทธาพละนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าวิริยพละ ความเกียจคร้านเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในวิริยพละนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสติพละ ความประมาทเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในสติพละนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ชื่อว่าสมาธิพละ อุทธัจจะเป็นกากอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในสมาธิพละนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ อวิชชาเป็นกากอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในปัญญาพละนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ความประมาทเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในสติสัมโพชฌงค์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือการเลือกเฟ้น ชื่อว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อวิชชาเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ ความเกียจคร้านเป็นกากอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในวิริยสัมโพชฌงค์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความแผ่ซ่าน ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ ความเร่าร้อนเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในปีติสัมโพชฌงค์นั้นเป็นความน่าดื่ม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑๐. มัณฑเปยยกถา ความใสคือความสงบ ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ความชั่วหยาบเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ อุทธัจจะเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือการพิจารณา ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ การไม่พิจารณาเป็นกากอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือการเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุตติรสในสัมมาทิฏฐินั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ มิจฉาสังกัปปะเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในสัมมาสังกัปปะนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือการกำหนด ชื่อว่าสัมมาวาจา มิจฉาวาจาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในสัมมาวาจานั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ มิจฉากัมมันตะเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในสัมมากัมมันตะนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความผ่องแผ้ว ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ มิจฉาอาชีวะเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในสัมมาอาชีวะนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาวายามะ มิจฉาวายามะเป็นกากอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสในสัมมาวายามะนั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือการตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสติ มิจฉาสติเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุตติรสในสัมมาสตินั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุตติรสในสัมมาสมาธินั้นเป็นความน่าดื่ม ความใสคือการเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ ความใสคือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ ความใสคือการกำหนด ชื่อว่าสัมมาวาจา ความใสคือสมุฏฐาน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๑๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑๐. มัณฑเปยยกถา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ ความใสคือความผ่องแผ้ว ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาวายามะ ความใสคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสติความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ ความใสคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ความใสคือการเลือกเฟ้น ชื่อว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ ความใสคือความแผ่ซ่าน ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ ความใสคือความสงบ ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ ความใสคือการพิจารณา ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าวิริยพละ ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสติพละ ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะชื่อว่าสมาธิพละ ความใสคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ ความใสคือความน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ ความใสคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยินทรีย์ ความใสคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสตินทรีย์ ความใสคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธินทรีย์ ความใสคือการเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์ ความใสที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ความใสที่ชื่อว่าพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว ความใสที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะนำออก ความใสที่ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ ความใสที่ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะมีสภาวะตั้งมั่นความใสที่ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะมีสภาวะเริ่มตั้งไว้ ความใสที่ชื่อว่าอิทธิบาทเพราะมีสภาวะให้สำเร็จ ความใสที่ชื่อว่าสมถะ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ความใสที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็น ความใสที่ชื่อว่าสมถะและวิปัสสนาเพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ความใสที่ชื่อว่าธรรมที่เป็นคู่กัน เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน ความใสที่ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะสำรวม ความใสที่ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ความใสที่ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีสภาวะเห็น ความใสที่ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะมีสภาวะหลุดพ้น ความใสที่ชื่อว่าวิชชาเพราะมีสภาวะรู้แจ้ง ความใสที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะปล่อย ความใสที่ชื่อว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๑๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค ญาณในความสิ้นไป เพราะมีสภาวะตัดขาด ความใสที่ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะมีสภาวะสงบ ความใสที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล ความใสที่ชื่อว่ามนสิการ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน ความใสที่ชื่อว่าผัสสะ เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม ความใสที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่รวม ความใสที่ชื่อว่าสมาธิเพราะมีสภาวะเป็นประธาน ความใสที่ชื่อว่าสติ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ความใสที่ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้น ความใสที่ชื่อว่าวิมุตติเพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร ความใสที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด ฉะนี้แล มัณฑเปยยกถา จบ จตุตถภาณวาร จบ มหาวรรคที่ ๑ จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา ๓. อานาปานัสสติกถา ๔. อินทริยกถา ๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา ๗. กัมมกถา ๘. วิปัลลาสกถา ๙. มัคคกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา วรรคที่ ๑ นี้เป็นวรรคอันยอดเยี่ยม ไม่มีวรรคอื่นเสมอ ท่านผู้ทรงนิกายตั้งไว้แล้ว ฉะนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๑๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามัณฑเปยยกถา
บัดนี้จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพิจารณาแห่งมัณฑเปยยกถา (ของใสที่ควรดื่มเทียบด้วยคุณธรรม) อันเป็นเบื้องต้นส่วนหนึ่งของพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่มรรคนั้นเป็นธรรม ผ่องใสควรดื่ม ตรัสไว้แล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มณฺฑเปยฺยํ เป็นพรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่ม.
ชื่อว่า มณฺโฑ ด้วยอรรถว่าผ่องใสเหมือนอย่างเนยใสที่สมบูรณ์ สะอาด ใส ท่านเรียกว่า สัปปิมัณฑะ ความผ่องใสของเนยใส ฉะนั้น.
ชื่อว่า เปยฺยํ ด้วยอรรถว่า ควรดื่ม.
ชนทั้งหลายดื่มของควรดื่มใดแล้วลงไปในระหว่างถนน หมดความรู้ แม้ผ้านุ่งเป็นต้นของตนก็ไม่อยู่กับตัว ของควรดื่มนั้นแม้ใสก็ไม่ควรดื่ม. ส่วนศาสนพรหมจรรย์ คือไตรสิกขานี้ของเรา ชื่อว่าใส เพราะสมบูรณ์ เพราะไม่มีมลทิน เพราะผ่องใส และชื่อว่าควรดื่ม เพราะนำ ประโยชน์สุขมาให้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่าเป็นพรหมจรรย์ผ่องใส ควรดื่ม.
ชื่อว่า มณฺฑเปยฺยํ เพราะมีความผ่องใสควรดื่ม. นั้นคืออะไร.
คือศาสนพรหมจรรย์.
เพราะเหตุไร ไตรสิกขาจึงชื่อว่าพรหมจรรย์.
นิพพานชื่อว่าพรหม เพราะอรรถว่าสูงสุด ไตรสิกขาเป็นความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่ความสูงสุด เพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่นิพพาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นพรหมจรรย์ ศาสนพรหมจรรย์ก็คือไตรสิกขานั้นนั่นเอง
บทว่า สตฺถา สมฺมุขีภูโต พระศาสดามีอยู่เฉพาะหน้านี้ เป็นคำแสดงถึงเหตุในบทนี้.
ก็เพราะพระศาสดามีอยู่เฉพาะหน้า ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงประกอบความเพียร ดื่มพรหมจรรย์อันผ่องใสนี้เถิด เพราะเมื่อดื่มยาใสข้างนอกไม่ได้อยู่ต่อหน้าหมอ ย่อมมีความสงสัยว่า เราไม่รู้ขนาดหรือการเอาขึ้นเอาลง แต่อยู่ต่อหน้าหมดก็หมดสงสัยด้วยคิดว่า หมอจักรู้จักดื่ม. พระศาสดาผู้เป็นพระธรรมสามีของพวกเรามีอยู่เฉพาะหน้าอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นจึงชักชวนในการดื่มพรหมจรรย์อันผ่องใสว่า พวกท่านจงทำความเพียรแล้วดื่มเถิด.
ชื่อว่า สตฺถา เพราะตามสั่งสอนตามสมควร ซึ่งทิฏฐธรรมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถในบทนี้ แม้โดยนัยแห่งนิเทศมีอาทิว่า สตฺถา ภควา สตฺถวาโห พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงนำหมู่ ชื่อว่าสัตถวาหะ ชื่อว่า สมฺมุขีภูโต เพราะมีหน้าปรากฏอยู่.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๘๘๕
พึงทราบวินิจฉัยในมัณฑเปยยนิเทศดังต่อไปนี้.
บทว่า ติธตฺตมณฺโฑ ความผ่องใสมีอยู่ ๓ ประการ ชื่อว่า ติธตฺตํ ความผ่องใสในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้ามี ๓ ประการ ชื่อว่า ติธตฺตมณฺโฑ ความว่า ความผ่องใสมี ๓ อย่าง.
บทว่า สตฺถริ สมฺมุขีภูเต ในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้านี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความผ่องใส ๓ ประการอันบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง แม้เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพาน ความผ่องใส ๓ ประการยังเป็นไปอยู่โดยเอกเทศ.
อนึ่ง ในนิเทศแห่งบทนั้น พึงทราบว่าท่านมิได้กล่าวว่า สตฺถริ สมฺมุขีภูเต แล้วกล่าวว่า กตโม เทสนามณฺโฑ ความผ่องใสแห่งเทศนาเป็นไฉน.
บทว่า เทสนามณฺโฑ ความผ่องใสแห่งเทศนา คือธรรมเทศนานั่นแหละเป็นความผ่องใส.
บทว่า ปฏิคฺคหมณฺโฑ ความผ่องใสแห่งการรับ คือผู้รับเทศนานั่นแหละเป็นผู้ผ่องใส.
บทว่า พฺรหฺมจริยมณฺโฑ ความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์ คือมรรคพรหมจรรย์นั่นแหละเป็นความผ่องใส.
บทว่า อาจิกฺขนา การบอก คือการกล่าวโดยชื่อว่า ชื่อทั้งหลายเหล่านี้แห่งสัจจะเป็นต้นควรแสดง.
บทว่า เทสนา การแสดง คือการชี้แจง.
บทว่า ปญฺญปนา การบัญญัติ คือการให้รู้ หรือการตั้งไว้ในมุขคือญาณ.
จริงอยู่ เมื่อตั้งอาสนะไว้ ท่านกล่าวว่าปูอาสนะ.
บทว่า ปฏฺฐปนา การแต่งตั้ง คือการบัญญัติ. ความว่า ความเป็นไป หรือการตั้งไว้ในมุขคือญาณ.
บทว่า วิวรณา การเปิดเผย คือทำการเปิดเผย. ความว่า ชี้แจงเปิดเผย.
บทว่า วิภชนา การจำแนก คือทำการจำแนก. ความว่า ชี้แจงโดยการจำแนก.
บทว่า อุตฺตานีกมฺมํ การทำให้ง่าย คือการทำความปรากฎ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาจิกฺขนา เป็นบทแสดงเหตุของบท ๖ บทมีเทศนาเป็นต้น.
ท่านกล่าว ๖ บทมีเทศนาเป็นต้น เพื่อขยายความแห่งบทว่า อาจิกฺขนา.
ใน ๖ บทนั้น บทว่า เทสนา คือการแสดงโดยยกหัวข้อขึ้นก่อนโดยสังเขป ด้วยสามารถแห่งอุคฆปฏิตัญญูบุคคล เพราะอุคฆปฏิตัญญูบุคคลย่อมรู้แจ้งแทงตลอดบทที่ท่านกล่าวโดยสังเขป และกล่าวขึ้นก่อน.
บทว่า ปญฺญปนา คือ การบัญญัติด้วยการชี้แจงบทที่ท่านย่อไว้ก่อนโดยพิสดาร ด้วยความพอใจของความคิดและด้วยความเฉียบแหลมของปัญญาแห่งธรรมเหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งวิปัญจิตัญญูบุคคล.
บทว่า ปฏฺฐปนา คือ การบัญญัติด้วยการทำให้พิสดารยิ่งขึ้น ด้วยการชี้แจงเฉพาะนิเทศที่ท่านชี้แจงธรรมเหล่านั้นไว้แล้ว.
บทว่า วิวรณา คือ การเปิดเผยบทแม้ที่ท่านชี้แจงไว้แล้วด้วยการพูดบ่อยๆ.
บทว่า วิภชนา คือ การจำแนกด้วยการทำการจำแนกแม้บทที่ท่านกล่าวไว้แล้วบ่อยๆ.
บทว่า อุตฺตานีกมฺมํ คือ ทำให้ง่ายด้วยกล่าวทำบทที่ท่านเปิดเผยแล้วโดยพิสดาร และด้วยกล่าวชี้แจงบทที่ท่านจำแนกไว้แล้ว. เทศนานี้ย่อมมีเพื่อการแทงตลอดแม้ของไนยบุคคลทั้งหลาย.
บทว่า เย วา ปนญฺเญปิ เกจิ หรือท่านผู้รู้แจ้งพวกใดพวกหนึ่ง ท่านหมายถึงวินิปาติกะ (พวกตกอยู่ในอบาย) มีมารดาของท่านปิยังกระเป็นต้น
บทว่า วิญฺญาตาโร ผู้รู้แจ้ง คือผู้รู้แจ้งโลกุตรธรรมด้วยการแทงตลอด.
จริงอยู่ ท่านผู้รู้แจ้งเหล่านี้มีภิกษุเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิคฺคหา ผู้รับเพราะรับพระธรรมเทศนาด้วยสามารถการแทงตลอด.
บทว่า อยเมว เป็นอาทิมีความดังที่ท่านกล่าวไว้แล้ว นิเทศแห่งปฐมฌาน.
อริยมรรค ท่านกล่าวว่าเป็นพรหมจรรย์ เพราะประพฤติเพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันประเสริฐ เพราะไหลไปโดยนิพพาน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงประกอบอินทรีย์ พละ โพชฌงค์และองค์แห่งมรรค อันมีอยู่ในขณะแห่งมรรค แห่งความผ่องใสในการน้อมใจเชื่อนั้นด้วยบทมีอาทิว่า อธิโมกฺขมณฺโฑ ความผ่องใสแห่งการน้อมใจเชื่อในวิธีแห่งพรหมจรรย์มีความผ่องใส ควรดื่ม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อธิโมกฺขมณฺโฑ คือความผ่องใสอันได้แก่การน้อมใจเชื่อ.
บทว่า กสโฏ เป็นกาก คือขุ่นปราศจากความเลื่อมใส.
บทว่า ฉฑฺเฑตฺวา ทิ้งแล้ว คือละด้วยตัดขาด.
บทว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ดื่มความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อของสัทธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใส ควรดื่ม.
อธิบายว่า แม้เมื่อความที่ความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อ ไม่เป็นอื่นจากสัทธินทรีย์ ท่านก็กล่าวทำเป็นอย่างอื่นด้วยสามารถแห่งโวหาร. ลูกหินบด แม้เมื่อลูกหินบดไม่เป็นเป็นอย่างอื่นมีอยู่ท่านก็เรียกว่า สรีระแห่งลูกหินบดฉันใด.
อนึ่ง ในบาลี ท่านกล่าวภาวะแม้ไม่เป็นอย่างอื่นจากธรรมดา ในบทมีอาทิว่า ผุสิตตฺตํ ความเป็นสิ่งสัมผัสได้ ดุจเป็นอย่างอื่นฉันใด.
อนึ่ง ในอรรถกถา ท่านกล่าวถึงลักษณะแม้ไม่เป็นอย่างอื่นจากธรรมดาในบทมีอาทิว่า ผุสนลกฺขโณ ผสฺโส ผัสสะมีลักษณะถูกต้อง ดุจเป็นอย่างอื่นฉันใด
พึงทราบข้ออุปมานี้ฉันนั้น.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๗
อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในบทที่ยังไม่เคยกล่าวดังต่อไปนี้.
บทว่า ปริฬาโห ความเร่าร้อน คือความเดือดร้อนเพราะกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อปีติซึ่งมีลักษณะอิ่มเอิบ.
บทว่า ทุฏฺฐุลฺลํ ความชั่วหยาบ คือความหยาบ ความไม่สงบด้วยอำนาจกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบ.
บทว่า อปฺปฏิสงฺขา ความไม่พิจารณา คือการนำความไม่สงบมาด้วยอำนาจกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการพิจารณา.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะทรงชี้แจงถึงวิธีแห่งพรหมจรรย์ มีความผ่องใส ควรดื่ม โดยปริยายอื่นจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อตฺถิ มณฺโฑ ความผ่องใสมีอยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ คือ ในสัทธินทรีย์นั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อตฺถรโส อรรถรส คือความน้อมไปแห่งสัทธินทรีย์เป็นอรรถ สัทธินทรีย์เป็นธรรม สัทธินทรีย์นั่นแหละชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นจากกิเลสต่างๆ ความถึงพร้อมแห่งอรรถนั้น ชื่อว่า อตฺถรโส อรรถรส. ความถึงพร้อมแห่งธรรมนั้น ชื่อว่า ธมฺมรโส ธรรมรส. ความถึงพร้อมแห่งวิมุตตินั้นชื่อว่าวิมุตติรส.
อีกอย่างหนึ่ง ความยินดีในการได้อรรถ ชื่อว่าอรรถรส. ความยินดีในการได้ธรรม ชื่อว่าธรรมรส. ความยินดีในการได้วิมุตติ ชื่อว่าวิมุตติรส.
บทว่า รติ ความยินดี คือสัมปยุตด้วยรสนั้น หรือปีติมีรสนั้นเป็นอารมณ์.
พึงทราบอรรถแม้ในบทที่เหลือโดยนัยนี้.
ในปริยายนี้ ท่านกล่าวอรรถว่าพรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่ม ชื่อว่า มณฺฑเปยฺยํ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่มด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์ พละ โพชฌงค์และองค์แห่งมรรคตามลำดับแห่งโพธิปักขิยธรรมมีอินทรีย์เป็นต้นอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์อันตั้งอยู่ในที่สุดอีก จึงทรงกระทำมรรคให้เป็นธรรมถึงก่อน เพราะมรรคเป็นประธาน แล้วจึงทรงแสดงองค์แห่งมรรค โพชฌงค์ พละและอินทรีย์.
บทมีอาทิว่า อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา มณฺโฑ อินทรีย์เป็นความผ่องใส เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ คืออินทรีย์เป็นโลกิยะและโลกุตระ เป็นความผ่องใส ตามที่ประกอบไว้.
พึงทราบบทนั้นโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
อนึ่ง ในบทนี้ว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา มณฺโฑ สัจจะเป็นความผ่องใส เพราะอรรถว่าเป็นสัจจะแท้ พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า สัจจญาณเป็นสัจจะ เพราะไม่มีทุกขสมุทัย เป็นความผ่องใส ดุจในมหาหัตถิปทสูตร.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๔๐
จบอรรถกถามัณฑเปยยกถา และ จบอรรถกถามหาวรรค -----------------------------------------------------
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ญาณกถา
๒. ทิฐิกถา
๓. อานาปานกถา
๔. อินทริยกถา
๕. วิโมกขกถา
๖. คติกถา
๗. กรรมกถา
๘. วิปัลลาสกถา
๙. มรรคกถา
๑๐. มัณฑเปยยกถา ฯ
นิกายอันประเสริฐนี้ เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่ ๑ ไม่มีวรรคอื่นเสมอ ท่านตั้งไว้แล้ว ฉะนี้แล ฯ -----------------------------------------------------