๓. สีหสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สีหสูตร ว่าด้วยพญาราชสีห์
ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาเย็น พญาราชสีห์ออกจากที่อาศัย บิดกาย ชำเลืองดูรอบๆ ทั้ง ๔ ทิศ บันลือสีหนาท ๓ ครั้งแล้วหลีกไปหาเหยื่อ โดยมาก สัตว์ดิรัจฉานที่ได้ฟังพญาราชสีห์บันลือสีหนาทย่อมถึงความกลัว หวาดหวั่น และ สะดุ้ง สัตว์พวกที่อาศัยอยู่ในโพรงก็หลบเข้าโพรง พวกที่อยู่ในน้ำก็ดำลงในน้ำ พวกที่อยู่ในป่าก็หนีเข้าป่า พวกสัตว์ปีกก็บินขึ้นสู่อากาศ พญาช้างที่ถูกล่ามไว้ด้วยเครื่องผูกคือเชือกหนังที่มั่นคงแข็งแรง ในหมู่บ้าน ตำบล และเมืองหลวง ก็ตัดทำลาย เครื่องผูกเหล่านั้น ตกใจกลัว ถ่ายมูตรและกรีส หนีไปทางใดทางหนึ่ง บรรดาสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย พญาราชสีห์เป็นสัตว์มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีศักดิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ มูตร หมายถึงปัสสาวะ กรีส หมายถึงอุจจาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๕๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. จักกวรรค ๓. สีหสูตร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดตถาคต อุบัติในโลก เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเอง โดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึก ผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระผู้มีพระภาค แสดงธรรมว่า ‘สักกายะ เป็นอย่างนี้ สักกายสมุทัย (เหตุเกิดสักกายะ) เป็นอย่างนี้ สักกายนิโรธ (ความดับสักกายะ) เป็นอย่างนี้ สักกายนิโรธ-คามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสักกายะ) เป็นอย่างนี้’ เมื่อนั้นเทวดาพวกที่มีอายุยืน มีวรรณะ มีสุขมาก สถิตอยู่ในวิมานสูงเป็นเวลานาน ฟังธรรมเทศนา ของตถาคตแล้ว โดยมากย่อมถึงความกลัว หวาดหวั่น สะดุ้งว่า “ผู้เจริญทั้งหลายทราบมาว่า พวกเราเป็นผู้ไม่เที่ยง แต่ได้สำคัญตนว่า ‘เที่ยง’ เป็นผู้ไม่ยั่งยืน แต่ได้สำคัญตนว่า ‘ยั่งยืน’ เป็นผู้ไม่คงที่ แต่ได้สำคัญตนว่า ‘คงที่’ ท่านผู้เจริญทั้งหลายพวกเราเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ เกี่ยวเนื่องอยู่ในสักกายะ” ดังนี้ บรรดาชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ตถาคตเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีศักดิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ อย่างนั้นเหมือนกัน เมื่อใดพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา หาบุคคลเปรียบเทียบมิได้ ตรัสรู้ยิ่งแล้ว @เชิงอรรถ : @ คำว่า ตถาคต นี้ ท่านกล่าวอธิบายไว้โดยเหตุ ๘ อย่าง คือ (๑) เรียกว่าตถาคต เพราะเสด็จมาแล้ว@อย่างนั้น (๒) เรียกว่าตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น (๓) เรียกว่าตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะ@อันแท้ (๔) เรียกว่าตถาคต เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งธรรมอันแท้ตามความเป็นจริง (๕) เรียกว่า@ตถาคต เพราะทรงเห็นแท้จริง (๖) เรียกว่าตถาคต เพราะตรัสวาจาจริง (๗) เรียกว่าตถาคต เพราะ@ทรงทำจริง (๘) เรียกว่าตถาคต เพราะอรรถว่าครอบงำ (องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๓๓/๓๕๔)@ ชื่อว่าเป็นพระผู้มีพระภาค เพราะ (๑) ทรงมีโชค (๒) ทรงทำลายข้าศึกคือกิเลส (๓) ทรงประกอบด้วย@ภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความเป็นใหญ่เหนือจิตของตน, โลกุตตรธรรม, ยศ, สิริ, ความสำเร็จประโยชน์@ตามต้องการ และความเพียร) (๔) ทรงจำแนกแจกแจงธรรม (๕) ทรงเสพอริยธรรม (๖) ทรงคลาย@ตัณหาในภพทั้ง ๓ (๗) ทรงเป็นที่เคารพของชาวโลก (๘) ทรงอบรมพระองค์ดีแล้ว (๙) ทรงมีส่วนแห่ง@ปัจจัย ๔ เป็นต้น (วิ.อ. ๑/๑/๑๑๕-๑๑๘) @อนึ่ง พุทธคุณทั้ง ๙ บทนี้ ดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๖๔/๒๔๗ (เชิงอรรถที่ ๑)@ สักกายะ หมายถึงอุปาทานขันธ์ ๕ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๓/๓๓๓) @ หาบุคคลเปรียบเทียบมิได้ หมายถึงไม่มีคู่แข่ง คือไม่มีใครอื่นที่จะกล้าปฏิญญาว่า ‘เราเป็นพระพุทธเจ้า’@ได้เหมือนพระตถาคต (องฺ.เอกก.อ. ๑/๑๗๔/๑๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๕๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. จักกวรรค ๔. อัคคัปปสาทสูตร ประกาศธรรมจักร คือ สักกายะ เหตุเกิดสักกายะ ความดับสักกายะ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ให้ถึงความดับทุกข์ แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก เมื่อนั้นเทวดาที่มีอายุยืน มีวรรณะ มียศ หวาดหวั่น ฟังคำของตถาคต ผู้เป็นอรหันต์ หลุดพ้นแล้ว ผู้คงที่ ได้ถึงความสะดุ้งดุจเนื้อกลัวราชสีห์ ด้วยคิดว่า ‘ท่านผู้เจริญ ทราบว่า พวกเราเป็นผู้ไม่เที่ยง ยังไม่ก้าวล่วงสักกายะ’ สีหสูตรที่ ๓ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต สีหสูตร
สีโห ภิกฺขเว มิคราชา สายณฺหสมยํ อาสยา นิกฺขมติ อาสยา นิกฺขมิตฺวา วิชมฺภติ วิชมฺภิตฺวา สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกติ สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกตฺวา ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทติ ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทิตฺวา โคจราย ปกฺกมติ เย โข ปน เต ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตา ปาณา สีหสฺส มิครญฺโญ นทโต สทฺทํ สุณนฺติ เต เยภุยฺเยน ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ อาปชฺชติ พิลํ พิลาสยา ปวิสนฺติ อุทกํ อุทกาสยา ปวิสนฺติ วนํ วนาสยา ปวิสนฺติ อากาสํ ปกฺขิโน ภชนฺติ เยปิ เต ภิกฺขเว รญฺโญ นาคา คามนิคมราชธานีสุ ทเฬฺหหิ วรตฺเตหิ พนฺธเนหิ พทฺธา เตปิ ตานิ พนฺธนานิ สญฺฉินฺทิตฺวา สมฺปทาเลตฺวา ภีตา มุตฺตกรีสํ จชมานา เยน วา เตน วา ปลายนฺติ เอวํมหิทฺธิโก โข ภิกฺขเว สีโห มิคราชา ติรจฺฉานคตานํ ปาณานํ เอวํมเหสกฺโข เอวํมหานุภาโว ฯ {๓๓.๑} เอวเมว โข ภิกฺขเว ยทา ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส ธมฺมํ เทเสติ อิติ สกฺกาโย อิติ สกฺกายสฺส สมุทโย อิติ สกฺกายสฺส นิโรโธ อิติ สกฺกายสฺส นิโรธคามินี ปฏิปทาติ เยปิ เต ภิกฺขเว เทวา ทีฆายุกา วณฺณวนฺโต สุขพหุลา อุจฺเจสุ วิมาเนสุ จิรฏฺฐิติกา เตปิ ตถาคตสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา เยภุยฺเยน ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ อนิจฺจา วต กิร โภ มยํ สมานา นิจฺจมฺหาติ อมญฺญิมฺหา อธุวา วต กิร โภ มยํ สมานา ธุวาติ อมญฺญิมฺหา อสสฺสตา วต กิร โภ มยํ สมานา สสฺสตมฺหาติ อมญฺญิมฺหา มยํ กิร โภ อนิจฺจา อธุวา อสสฺสตา สกฺกายปริยาปนฺนาติ เอวํมหิทฺธิโก โข ภิกฺขเว ตถาคโต สเทวกสฺส โลกสฺส เอวํมเหสกฺโข เอวํมหานุภาโวติ ฯ ยถา พุทฺโธ อภิญฺญาย ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ สเทวกสฺส โลกสฺส สตฺถา อปฺปฏิปุคฺคโล สกฺกายญฺจ นิโรธญฺจ สกฺกายสฺส จ สมฺภวํ อริยฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ เยปิ ทีฆายุกา เทวา วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน ภีตา สนฺตาสมาปาทุํ สีหสฺเสวิตเร มิคา อวีติวตฺตา สกฺกายํ อนิจฺจา กิร โภ มยํ สุตฺวา อรหโต วากฺยํ วิปฺปมุตฺตสฺส ตาทิโนติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สีหมฤคราช ย่อมออกจากที่อาศัยเวลาเย็น ครั้นออกจากที่อาศัยแล้ว ย่อมเหยียดหยัด ครั้นเหยียดหยัดแล้ว ย่อมเหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบ ครั้นเหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบแล้ว ย่อมบันลือสีหนาท ๓ครั้ง แล้วย่อมก้าวหน้าไปหาเหยื่อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดแลได้ฟังเสียงของสีหมฤคราชผู้บันลืออยู่ สัตว์เหล่านั้นโดยมากย่อมกลัว สลดใจและหวาดสะดุ้ง จำพวกอยู่โพรงก็เข้าโพรง จำพวกอาศัยน้ำก็ลงน้ำ จำพวกอาศัยป่าก็เข้าป่า จำพวกมีปีกย่อมบินขึ้นสู่อากาศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างตัวประเสริฐแห่งพระราชาแม้เหล่าใด ที่ถูกผูกไว้ในคามนิคมและราชธานีทั้งหลายด้วยเครื่องผูก คือเชือกหนังอันมั่นคง ช้างตัวประเสริฐแม้เหล่านั้น พึงทำลายเครื่องผูกเหล่านั้นขาดไป มีความกลัว ถึงถ่ายมูตรและกรีสหนีไปตามทางที่จะไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สีหมฤคราชมีฤทธิ์มากอย่างนี้แล มีศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าเหล่าสัตว์ดิรัจฉาน ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ตถาคตบังเกิดขึ้นในโลก เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว ในกาลนั้นย่อมแสดงธรรมว่า สักกายะดังนี้ เหตุแห่งสักกายะดังนี้ ความดับแห่งสักกายะดังนี้ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งสักกายะดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาแม้เหล่าใดมีอายุยืน มีรัศมี มีความสุขมาก สถิตอยู่ยั่งยืนในวิมานอันสูงเทวดาแม้เหล่านั้น ฟังธรรมเทศนาของตถาคตแล้ว โดยมากย่อมกลัว สลดใจหวาดสะดุ้งว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่าพวกเราไม่เที่ยงหนอ อย่าได้สำคัญว่าเที่ยง พวกเราไม่ยั่งยืนหนอ อย่าได้สำคัญว่ายั่งยืน พวกเราไม่คงที่หนอ อย่าได้สำคัญว่าคงที่ ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเราไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่นับเนื่องในสักกายะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้แล เป็นผู้มีศักดานุภาพยิ่งใหญ่อย่างนี้ กว่าโลกทั้งเทวโลก ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดา หาบุคคลเปรียบมิได้ ตรัสรู้ แล้ว ทรงประกาศธรรมจักรแก่โลกทั้งเทวโลก ทรงแสดง ธรรมคือสักกายะ ได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความ ดับทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันมีปรกติ ยังสัตว์ให้ถึงความระงับทุกข์ ฉันใด เทวดาผู้มีอายุยืนแม้ เหล่าใด มีรัศมี มียศ เป็นผู้กลัวถึงความสะดุ้ง ดุจ มฤคที่กลัวต่อราชสีห์ ก็ฉันนั้น เทวดาเหล่านั้น เป็นผู้- ก้าวล่วงสักกายะเพราะสดับถ้อยคำของพระอรหันต์ ผู้หลุดพ้น ผู้คงที่ว่า ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า พวกเราไม่เที่ยง ฯ จบสูตรที่ ๓