อุปกิเลสสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุปกิเลสสูตร
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลสา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ กตเม จตฺตาโร อพฺภา ภิกฺขเว จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลสา เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ มหิยา ภิกฺขเว จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลสา เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ธูมรโช ภิกฺขเว จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ราหุ ภิกฺขเว อสุรินฺโท จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร จนฺทิมสุริยานํ อุปกฺกิเลสา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา จนฺทิมสุริยา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ฯ {๕๐.๑} เอวเมว โข ภิกฺขเว จตฺตาโร สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลสา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ กตเม จตฺตาโร สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา สุรํ ปิวนฺติ เมรยํ สุราเมรยปานา อปฺปฏิวิรตา อยํ ภิกฺขเว ปฐโม สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ฯ {๕๐.๒} สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวนฺติ เมถุนสฺมา ธมฺมา อปฺปฏิวิรตา อยํ ภิกฺขเว ทุติโย สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ฯ {๕๐.๓} สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา ชาตรูปรชตํ สาทิยนฺติ ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา อปฺปฏิวิรตา อยํ ภิกฺขเว ตติโย สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ฯ {๕๐.๔} สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา มิจฺฉาชีเวน ชีวิตํ กปฺเปนฺติ มิจฺฉาชีวา อปฺปฏิวิรตา อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลโส เยน อุปกฺกิเลเสน อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ฯ {๕๐.๕} อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร สมณพฺราหฺมณานํ อุปกฺกิเลสา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺตีติ ฯ ราคโทสุปฏิกฺกิฏฺฐา เอเก สมณพฺราหฺมณา อวิชฺชานิวุตา โปสา ปิยรูปาภินนฺทิโน สุรํ ปิวนฺติ เมรยํ ปฏิเสวนฺติ เมถุนํ รชตํ ชาตรูปญฺจ สาทิยนฺติ อวิทฺทสู ฯ มิจฺฉาชีเวน ชีวนฺติ เอเก สมณพฺราหฺมณา เอเต อุปกฺกิเลสา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา เยหิ อุปกฺกิเลเสหิ เอเก สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ อสุทฺธา สรชา มตา ฯ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ตณฺหาทาสา สเนตฺติกา วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ อาทิยนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ โรหิตสฺสวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ สมาธิปญฺหา เทฺว โกธา โรหิตสฺสาปเร ทุเว สุวิทูรวิสาขา วิปลฺลาโส อุปกฺกิเลเสน เต ทสาติ ฯ ปฐโม ปณฺณาสโก นิฏฺฐิโต ฯ -------------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เครื่องมัวหมองของพระจันทร์ และพระอาทิตย์ อันเป็นเหตุให้พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่แผดแสง ไม่ส่องแสง ไม่ไพโรจน์มี ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ เมฆ ๑ หมอก ๑ ควันและละออง ๑ราหูจอมอสูร ๑ เครื่องมัวหมองของพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันเป็นเหตุให้พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่แผดแสง ไม่สว่างไสว ไม่ไพโรจน์ ๔ ประการนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปกิเลสของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ก็มี ๔ ประการ ฉันนั้นเหมือนกัน๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ดื่มสุราและเมรัย ไม่งดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย นี้เป็นอุปกิเลสของสมณพราหมณ์ประการที่ ๑ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเสพเมถุนธรรม ไม่งดเว้นจากเมถุนธรรม นี้เป็นอุปกิเลสของสมณพราหมณ์ประการที่ ๒ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งยินดีทองและเงิน ไม่งดเว้นจากการรับทองและเงิน นี้เป็นอุปกิเลสของสมณ-*พราหมณ์ประการที่ ๓ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ไม่งดเว้นจากมิจฉาชีพ นี้เป็นอุปกิเลสของสมณพราหมณ์ประการที่ ๔ ดูกรภิกษุทั้งหลายอุปกิเลสของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ฯ สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถูกราคะและโทสะ ปกคลุมแล้ว อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว เพลิดเพลินรูปที่น่ารัก ย่อมดื่มสุรา และเมรัย เสพเมถุน เป็นผู้ไม่รู้แจ้ง ยินดีรับทองและเงิน สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ อุป- กิเลสอันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่สง่า ไม่รุ่ง- เรือง ไม่ไพโรจน์ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มีธุลีคือกิเลส เป็นผู้อันความมืดรัดรึงแล้ว เป็นทาสแห่ง ตัณหา อันตัณหานำไปด้วยดี ย่อมยังอัตภาพอันหยาบให้ เจริญ ย่อมยินดีภพใหม่เหล่านี้ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็น เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ตรัสไว้แล้ว ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบโรหิตัสสวรรคที่ ๕ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สมาธิสูตร ๒. ปัญหาสูตร ๓. โกธสูตรที่ ๑ ๔. โกธสูตรที่ ๒ ๕. โรหิตัสสสูตรที่ ๑ ๖. โรหิตัสสสูตรที่ ๒ ๗. สุวิทูรสูตร ๘. วิสาขสูตร ๙. วิปัลลาสสูตร ๑๐. อุปกิเลสสูตร ฯ จบปฐมปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อุปักกิเลสสูตร ว่าด้วยสิ่งมัวหมอง
ภิกษุทั้งหลาย สิ่งมัวหมองที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมอง ไม่ส่องแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ๔ ประการนี้ สิ่งมัวหมอง ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เมฆเป็นสิ่งมัวหมอง ที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมอง ไม่ส่องแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ๒. หมอกเป็นสิ่งมัวหมอง ที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมอง ไม่ส่องแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ๓. ควันและฝุ่นละอองเป็นสิ่งมัวหมอง ที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมอง ไม่ส่องแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ๔. ราหูผู้เป็นจอมอสูรเป็นสิ่งมัวหมอง ที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมอง ไม่ส่องแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ภิกษุทั้งหลาย สิ่งมัวหมองที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมอง ไม่ส่องแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ๔ ประการนี้แล เช่นเดียวกันแล อุปกิเลสที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมัวหมอง ไม่สง่า ไม่ผ่องใส ไม่รุ่งเรือง ๔ ประการนี้ อุปกิเลส ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๘๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. โรหิตัสสวรรค ๑๐. อุปักกิเลสสูตร ๑. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งดื่มสุราและเมรัย ไม่เว้นขาดจากการดื่ม สุราและเมรัย นี้เป็นอุปกิเลสที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มัวหมอง ไม่สง่า ไม่ผ่องใส ไม่รุ่งเรือง ประการที่ ๑ ๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเสพเมถุนธรรม ไม่เว้นขาดจากการเสพ เมถุนธรรม นี้เป็นอุปกิเลสที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์มัวหมอง ไม่สง่า ไม่ผ่องใส ไม่รุ่งเรือง ประการที่ ๒ ๓. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งยินดีทองและเงิน ไม่เว้นขาดจากการรับทอง และเงิน นี้เป็นอุปกิเลสที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์มัวหมอง ไม่สง่า ไม่ผ่องใส ไม่รุ่งเรือง ประการที่ ๓ ๔. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งดำเนินชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ไม่เว้นขาดจาก มิจฉาชีพ นี้เป็นอุปกิเลสที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์มัวหมอง ไม่สง่า ไม่ผ่องใส ไม่รุ่งเรือง ประการที่ ๔ ภิกษุทั้งหลาย อุปกิเลสที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมัวหมอง ไม่สง่า ไม่ผ่องใส ไม่รุ่งเรือง ๔ ประการนี้แล สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถูกราคะและโทสะปกคลุม ถูกอวิชชาหุ้มห่อ ยินดีรูปที่น่ารัก ดื่มสุราและเมรัย เสพเมถุน เป็นคนมืดบอด ยินดีทองและเงิน สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ดำเนินชีวิตด้วยมิจฉาชีพ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสอุปกิเลสที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มัวหมอง ไม่สง่า ไม่ผ่องใส เป็นที่รู้กันว่าไม่บริสุทธิ์ มีธุลี ถูกความมืดปกคลุม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๘๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. โรหิตัสสวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค เป็นทาสแห่งตัณหา ถูกตัณหาชักนำ ให้อัตภาพหยาบเจริญเติบโต ย่อมยินดีการเกิดใหม่ อุปักกิเลสสูตรที่ ๑๐ จบ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สมาธิภาวนาสูตร ๒. ปัญหพยากรณสูตร ๓. ปฐมโกธครุสูตร ๔. ทุติยโกธครุสูตร ๕. โรหิตัสสสูตร ๖. ทุติยโรหิตัสสสูตร ๗. สุวิทูรสูตร ๘. วิสาขสูตร ๙. วิปัลลาสสูตร ๑๐. อุปักกิเลสสูตร ปฐมปัณณาสก์ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๘๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุปกิเลสสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในอุปกิเลสสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุปกฺกิเลสา ความว่า ชื่อว่าอุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) เพราะทำความมัวหมอง ไม่ให้ผ่องใส.
บทว่า มหิยา คือ หมอก. บทว่า ธูมรโช ได้แก่ ควันและผงคลี.
บทว่า ราหุ ความว่า หมอก ควันและผงคลี ทั้งสามข้างต้น เป็นอุปกิเลสที่ไม่ถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ส่วนราหู พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปกิเลสที่ถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์.
บทว่า สมณพฺราหฺมณา น ตปนฺติ น ภาสนฺติ น วิโรจนฺติ ความว่า ย่อมไม่งาม ด้วยความงามโดยคุณ ไม่สุกใสด้วยความสุกใสโดยคุณ ย่อมไม่ไพโรจน์ด้วยความไพโรจน์โดยคุณ.
บทว่า สุราเมรยปานา อปฺปฏิวิรตา ความว่า ไม่เว้นจากการดื่มสุรา ๕ อย่างและเมรัย ๔ อย่าง.
บทว่า อวิชฺชานิวุตา ความว่า เป็นคนถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว คือปกปิดไว้แล้ว.
บทว่า ปิยรูปาภินนฺทิโน ความว่า เพลิดเพลิน ยินดี ปิยรูป (สิ่งที่รัก) สิ่งเป็นที่ยินดี.
บทว่า สาทิยนฺติ คือ ย่อมรับ.
บทว่า อวิทฺทสุ คือ อันธพาล.
บทว่า สเนตฺติกา ความว่า นำไปด้วยเชือกคือตัณหา.
บทว่า กฏสึ คือ อัตภาพ.
บทว่า โฆรํ คือ ร้าย.
ทั้งในพระสูตรนี้ทั้งในคาถา ตรัสแต่วัฏฏะอย่างเดียว.
จบอรรถกถาอุปกิเลสสูตรที่ ๑๐ จบโรหิตัสสวรรควรรณนาที่ ๕ จบปฐมปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สมาธิสูตร
๒. ปัญหาสูตร
๓. โกธสูตรที่ ๑
๔. โกธสูตรที่ ๒
๕. โรหิตัสสสูตรที่ ๑
๖. โรหิตัสสสูตรที่ ๒
๗. สุวิทูรสูตร
๘. วิสาขสูตร
๙. วิปัลลาสสูตร
๑๐. อุปกิเลสสูตร ฯ จบปฐมปัณณาสก์ -----------------------------------------------------