อุรุเวลสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อุรุเวลวคฺโค ตติโย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรคที่ ๓ อุรุเวลสูตรที่ ๑
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ เอกมิทาหํ ภิกฺขเว สมยํ อุรุเวลายํ วิหรามิ นชฺชา เนรญฺชราย ตีเร อชปาลนิโคฺรเธ ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ทุกฺขํ โข อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส กนฺนุโข อหํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหเรยฺยนฺติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ อปริปูรสฺส โข เม สีลกฺขนฺธสฺส ปาริปูริยา อญฺญํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหเรยฺยํ น โข ปนาหํ ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อญฺญํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา อตฺตนา สีลสมฺปนฺนตรํ ยมหํ สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหเรยฺยํ อปริปูรสฺส โข เม ... สมาธิกฺขนฺธสฺส ... ปญฺญากฺขนฺธสฺส ... วิมุตฺติกฺขนฺธสฺส ปาริปูริยา อญฺญํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหเรยฺยํ น โข ปนาหํ ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อญฺญํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา อตฺตนา วิมุตฺติสมฺปนฺนตรํ ยมหํ สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหเรยฺยนฺติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ โยปายํ ธมฺโม มยา อภิสมฺพุทฺโธ ตเมว ธมฺมํ สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหเรยฺยนฺติ ฯ {๒๑.๑} อถโข ภิกฺขเว พฺรหฺมา สหมฺปติ มม เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต มม ปุรโต ปาตุรโหสิ ฯ อถโข ภิกฺขเว พฺรหฺมา สหมฺปติ เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ทกฺขิณชานุมณฺฑลํ ปฐวิยํ นิหนฺตฺวา เยนาหํ เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา มํ เอตทโวจ เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคต เยปิ เต ภนฺเต อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา เตปิ ภควนฺโต ธมฺมํเยว สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรึสุ เยปิ เต ภนฺเต ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา เตปิ ภควนฺโต ธมฺมํเยว สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหริสฺสนฺติ ภควาปิ ภนฺเต เอตรหิ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ธมฺมํเยว สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรตูติ อิทมโวจ พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวา อถาปรํ เอตทโวจ เย จ อตีตา สมฺพุทฺธา เย จ พุทฺธา อนาคตา โย เจตรหิ สมฺพุทฺโธ พหุนฺนํ โสกนาสโน สพฺเพ สทฺธมฺมครุโน วิหรึสุ วิหาติ จ อถาปิ วิหริสฺสนฺติ เอสา พุทฺธาน ธมฺมตา ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน มหตฺตมภิกงฺขตา สทฺธมฺโม ครุกาตพฺโพ สรํ พุทฺธาน สาสนนฺติ ฯ อิทมโวจ ภิกฺขเว พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายิ ฯ อิธ ขฺวาหํ ภิกฺขเว พฺรหฺมุโน อชฺเฌสนํ วิทิตฺวา อตฺตโน จ ปฏิรูปํ โยปายํ ธมฺโม มยา อภิสมฺพุทฺโธ ตเมว ธมฺมํ สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา อุปนิสฺสาย วิหาสึ ยโต จ โข ภิกฺขเว สงฺโฆปิ มหตฺเตน สมนฺนาคโต อถ เม สงฺเฆปิ คารโวติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในคราวแรกตรัสรู้เราอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราในอุรุเวลาประเทศ เมื่อเราหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ ความปริวิตกแห่งใจได้บังเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เราจะพึงสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์คนไหนหนอแล แล้วอาศัยอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้ปริวิตกต่อไปว่า เราจะพึงสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่น ผู้มีศีลสมบูรณ์กว่าตน ซึ่งเราจะพึงสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ เราจะพึงสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่น แล้วอาศัยอยู่เพื่อความบริบูรณ์แห่งสมาธิขันธ์ ... แห่งปัญญาขันธ์ ... แห่งวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่น ผู้มีสมาธิสมบูรณ์กว่าตน ... มีปัญญาสมบูรณ์กว่าตน ... มีวิมุตติสมบูรณ์กว่าตนในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มาร-*โลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เราได้ปริวิตกต่อไปว่า ไฉนหนอแล เราพึงสักการะเคารพธรรมที่เราตรัสรู้นั้นอาศัยเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ ได้อันตรธานจากพรหมโลกไปปรากฏข้างหน้าเรา เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดี-*พรหมกระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกมณฑลเข่าเบื้องขวาลงที่แผ่นดินประนมอัญชลีมาทางเรา แล้วกล่าวคำนี้กะเราว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดได้มีแล้วในอดีตกาล แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้เหล่านั้นสักการะเคารพพระธรรมนั่นเทียว อาศัยอยู่แล้ว พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดจักมีในอนาคตแม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็จักสักการะเคารพพระธรรมนั่นเทียวอาศัยอยู่แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็จงสักการะเคารพพระธรรมนั่นแหละอาศัยอยู่เถิด ท้าวสหัมบดีพรหม ครั้นได้กล่าวไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ได้กล่าวคาถาประพันธ์ต่อไปว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตเหล่าใดด้วย พระพุทธเจ้าใน อนาคตเหล่าใดด้วย และพระพุทธเจ้าในบัดนี้ด้วย ผู้ยัง ความโศกของสัตว์เป็นอันมากให้เสื่อมคลาย ล้วนเคารพ พระสัทธรรมอยู่ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ กุลบุตรผู้รักษาตน จำนงความเป็นใหญ่ เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงทำ ความเคารพพระสัทธรรม ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวประพันธ์คาถานี้ ครั้นแล้วอภิวาทเรา กระทำประทักษิณแล้วหายไปในที่นั้นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้การที่เราทราบการเชื้อเชิญของพรหมแล้วสักการะเคารพอาศัยธรรมที่เราตรัสรู้นั้นนั่นแหละอยู่ เป็นการสมควรแก่ตน เมื่อใด แม้สงฆ์ประกอบไปด้วยความเป็นใหญ่แล้ว เมื่อนั้น เราก็เคารพแม้ในสงฆ์ ฯ จบสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๑. ปฐมอุรุเวลสูตร ๓. อุรุเวลวรรค หมวดว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา ๑. ปฐมอุรุเวลสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา สูตรที่ ๑
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อแรกตรัสรู้ เราอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา เรานั้นหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความรำพึงขึ้นมาอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงย่อมอยู่เป็นทุกข์ เราพึงสักการะ เคารพอาศัยสมณะหรือพราหมณ์คนไหนหนอแลอยู่’ ดังนี้ เรานั้นได้มีความดำริว่า ‘เราพึงสักการะ เคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์อื่นอยู่เพื่อความบริบูรณ์แห่งสีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์เทวดา และมนุษย์ที่มีศีลสมบูรณ์กว่าเรา ที่เราจะพึงสักการะ เคารพ อาศัยอยู่ เราพึงสักการะ เคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์อื่นอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ ฯลฯ เราพึงสักการะ เคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์อื่นอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ ฯลฯ เราพึงสักการะ เคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์อื่นอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ที่มีวิมุตติสมบูรณ์กว่าเรา ที่เราจะพึงสักการะ เคารพ อาศัยอยู่’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๑. ปฐมอุรุเวลสูตร เรานั้นได้มีความดำริว่า ‘ทางที่ดี เราควรจะสักการะ เคารพ อาศัยธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนั่นแลอยู่’ ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหมกำหนดรู้ความรำพึงด้วยใจ หายตัวจากพรหม-โลกมาปรากฏต่อหน้าเราเปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้าฉะนั้นครั้นแล้วท้าวเธอห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกเข่าด้านขวาลงบนแผ่นดิน ประนมมือมาทางเรา ได้กล่าวกับเราดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา-สัมพุทธเจ้าในอดีตทรงสักการะ เคารพ อาศัยธรรมอยู่ พระผู้มีพระภาคอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตจักสักการะ เคารพ อาศัยธรรมอยู่ แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุบันก็ขอจงสักการะ เคารพ อาศัยธรรมอยู่เถิด’ ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ‘พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุบัน ผู้ขจัดความโศกของสัตว์เป็นจำนวนมากให้พินาศไป ทุกพระองค์ล้วนเคารพพระสัทธรรมอยู่ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล กุลบุตรผู้ใฝ่ประโยชน์ มุ่งหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพพระสัทธรรม’ ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสหัมบดีพรหมครั้นกล่าวคาถาประพันธ์นี้แล้วจึงไหว้เรา ทำประทักษิณแล้วหายไปในที่นั้นเอง ภิกษุทั้งหลาย การที่เราทราบการเชื้อเชิญของพรหมและสักการะ เคารพ อาศัยธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนั่นแลอยู่ เป็นการสมควรแก่เราแต่เมื่อใดสงฆ์ประกอบด้วยความเป็นใหญ่ เมื่อนั้นเราก็มีความเคารพในสงฆ์”ปฐมอุรุเวลสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ ความเป็นใหญ่ มี ๔ ประการ คือ (๑) ใหญ่ด้วยภิกษุผู้รัตตัญญู (๒) ใหญ่ด้วยความไพบูลย์@(๓) ใหญ่ด้วยพรหมจรรย์ (๔) ใหญ่ด้วยความเลิศด้วยลาภ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๑/๒๙๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อุรุเวลวรรควรรณนาที่ ๓ อรรถกถาอุรุเวลสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอุรุเวลสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุรุเวลา ในบทว่า อุรุเวลายํ นี้ ได้แก่ เขตทรายกองใหญ่. อธิบายว่า ทรายกองใหญ่.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในข้อนี้อย่างนี้ว่า ทรายเรียกว่าอุรุ เขตแดนเรียกว่าเวลา. ทรายที่เขาขนมาเพราะละเมิดกติกาเป็นเหตุ ชื่อว่าอุรุเวลา.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ กุลบุตรหมื่นคนบวชเป็นดาบสอยู่ในประเทศนั้น ในวันหนึ่ง ประชุมพร้อมกันแล้วได้ตั้งกติกากันว่า ชื่อว่ากายกรรม วจีกรรม ย่อมปรากฏแก่ชนเหล่าอื่นได้ ส่วนมโนกรรมไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น บุคคลใดตรึกถึงกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก. บุคคลอื่นชื่อว่า จะตักเตือนบุคคลนั้นไม่มี บุคคลนั้นตักเตือนตนด้วยตนเองแล้ว เอาใบไม้ห่อทรายนำมาเกลี่ยลงในที่นี้. นี้จัดเป็นทัณฑกรรมของบุคคลนั้น.
ตั้งแต่นั้นมา ผู้ใดตรึกวิตกเช่นนั้น ผู้นั้นเอาใบไม้ห่อทรายมาเกลี่ยลงในที่นั้น จึงเกิดเป็นกองทรายใหญ่โดยลำดับ ในที่นั้น ด้วยประการฉะนี้ ต่อมา หมู่คนที่เกิดในภายหลังจึงล้อมกองทรายใหญ่นั้น ทำให้เป็นเจติยสถาน. ท่านหมายถึงเจติยสถานนั้น จึงกล่าวว่า อุรุเวลาติ มหาเวลา มหาวาลิการาสีติ อตฺโถ ดังนี้ ท่านหมายถึงข้อนั้นเองจึงกล่าวไว้. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในข้อนี้อย่างนี้ว่า ทรายเรียกว่าอุรุ เขตแดนเรียกว่าเวลา ทรายที่เขานำมาเพราะเหตุละเมิดกติกาเป็นเหตุ ชื่ออุรุเวลา.
ด้วยบทว่า นชฺชา เนรญฺชราย ตีเร ทรงแสดงว่า เราอาศัยอุรุเวลคามพักอยู่ แทบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา.
บทว่า อชปาลนิโคฺรเธ ความว่า พวกคนเลี้ยงแพะนั่งบ้าง ยืนบ้าง ในร่มเงาของต้นนิโครธนั้น เพราะเหตุนั้น ต้นนิโครธนั้น จึงเรียกว่าอชปาลนิโครธ. อธิบายว่า ภายใต้ต้นอชปาลนิโครธนั้น.
บทว่า ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ ความว่า เป็นผู้ตรัสรู้ครั้งแรก.
บทว่า อุทปาทิ ความว่า วิตกนี้เกิดในสัปดาห์ที่ ๕.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงเกิดขึ้น.
ตอบว่า เพราะเป็นอาจิณปฏิบัติและอาเสวนปัจจัยชาติก่อน ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในเหตุข้อนั้น พึงนำติตติรชาดกมาแสดงเพื่อประกาศอาเสวนะ การซ่องเสพในชาติก่อน.
ได้ยินว่า นกกระทา ลิงและช้าง เมื่ออยู่ในประเทศแห่งหนึ่ง จึงแสดงต้นไทรว่า บรรดาพวกเรา ผู้ใดเป็นผู้แก่ เราทั้งหลายจักเคารพในผู้นั้นอยู่. ทบทวนกันอยู่ว่า บรรดาพวกเราใครหนอเป็นผู้แก่. รู้ว่านกกระทาเป็นผู้แก่ จึงทำความอ่อนน้อมต่อนกกระทานั้น เป็นผู้พร้อมเพรียง ยินดีกะกันและกันอยู่ ก็ได้มีสวรรค์เป็นเบื้องหน้า.
เทววดาผู้สถิตอยู่ ณ ต้นไม้ ทราบเหตุนั้นจึงกล่าวคาถานี้ว่า
เย วุฑฺฒมปจายนฺนิ นรา ธมฺมสฺส โกวิทา ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ ปาสํสา สมฺปราเย จ สุคฺคติ นรชนเหล่าใด ฉลาดในธรรม ย่อมอ่อนน้อม ผู้ใหญ่ นรชนเหล่านั้นได้รับสรรเสริญในโลก นี้ และในสัมปรายภพก็มีสุคติ ดังนี้.
พระตถาคตแม้เกิดในกำเนิดอเหตุกดิรัจฉานอย่างนี้ ยังทรงชอบพระทัยการอยู่อย่างมีความเคารพ บัดนี้ เหตุไรจักไม่ทรงชอบพระทัยเล่า.
บทว่า อคารโว คือ เว้นความเคารพในบุคคลอื่น. อธิบายว่า ไม่ตั้งใครไว้ในฐานะควรเคารพ.
บทว่า อปฺปติสฺโส คือ เว้นความยำเกรง. อธิบายว่า ไม่ตั้งใครไว้ในฐานะผู้ใหญ่.
ในบทว่า สมณํ วา พฺรหฺมณํ วา นี้ ท่านประสงค์เอาสมณะและพราหมณ์ผู้สงบบาป และผู้ลอยบาปแล้วเท่านั้น.
บทว่า สกฺกตฺวา ครุกตฺวา ความว่า ทำสักการะและเข้าไปตั้งความเคารพ.
ในบทว่า สเทวเก โลเก เป็นอาทิ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้
สเทวกะ แปลว่า พร้อมกับเทวดาทั้งหลาย ก็บรรดามารและพรหมทั้งหลายที่ทรงถือเอาด้วยเทวศัพท์ในบทนี้ ชื่อว่ามาร ผู้มีอำนาจย่อมใช้อำนาจเหนือสัตว์ทั้งปวงชื่อว่าท้าวมหาพรหมผู้มีอานุภาพใหญ่ ย่อมแผ่แสงสว่างไปในหนึ่งจักรวาลด้วยนิ้วหนึ่ง ในสองจักรวาลด้วยสองนิ้ว ย่อมแผ่แสงสว่างไปในหนึ่งจักรวาลด้วยนิ้วทั้ง ๑๐จึงแยกตรัสว่า สมารเก สพฺรหฺมเก ด้วยดำริว่า ชนทั้งหลายอย่าได้กล่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์กว่าด้วยศีลนี้. ชื่อว่า สมณะทั้งหลายก็เหมือนกันเป็นพหูสูต ด้วยอำนาจนิกายหนึ่งเป็นต้น มีศีลเป็นบัณฑิต. แม้พราหมณ์ทั้งหลาย เป็นพหูสูต ด้วยอำนาจวิชารู้พื้นที่เป็นต้น เป็นบัณฑิต จึงตรัสว่า สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย ด้วยทรงดำริว่า ชนทั้งหลายอย่าได้กล่าวว่าสมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์กว่า ด้วยศีลนี้. ส่วนบทว่า สเทวมนุสฺสาย นี้ทรงถือเอาเพื่อทรงแสดงโดยสิ้นเชิง ครั้นทรงถือเอาแล้วจึงตรัส. อนึ่ง ในคำนี้ สามบทแรกตรัสด้วยอำนาจโลก สองบทหลังตรัสด้วยอำนาจหมู่สัตว์.
บทว่า สีลสมฺปนฺนตรํ ความว่า ผู้สมบูรณ์กว่า คือผู้ยิ่งกว่าด้วยศีล.
ก็ในข้อนี้ ธรรม ๔ มีศีลเป็นต้น ตรัสทั้งโลกิยะทั้งโลกุตระ.
วิมุตติญาณทัสสนะ และปัจเวกขณญาณ เป็นโลกิยะอย่างเดียว.
บทว่า ปาตุรโหสิ ความว่า สหัมบดีพรหมคิดว่า พระศาสดานี้ เมื่อไม่ทรงเห็นผู้ที่ยิ่งกว่าพระองค์ด้วยศีลเป็นต้น ตั้งแต่อเวจีจนถึงภวัคคพรหม ทรงดำริว่า เราจักทำสักการะโลกุตรธรรม ๙ ที่เราแทงตลอดแล้วเข้าอาศัยอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริถึงเหตุ ทรงดำริถึงประโยชน์ คุณวุฒิพิเศษ จำเราจักไปทำอุตสาหะให้เกิดแด่พระองค์ ดังนี้ จึงได้ปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์. อธิบายว่า ได้ยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์.
ในบทว่า วิหํสุ วิหรนฺติ จ นี้พึงทราบวินิจฉัยดังนี้
ผู้ใดพึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอันมาก แม้ในปัจจุบัน เพราะพระบาลีว่า วิหรนฺติ ดังนี้ ผู้นั้นพึงถูกคัดค้าน ด้วยบาลีนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ดังนี้. พึงแสดงความไม่มีพระพุทธะทั้งหลายอื่นแก่ผู้นั้นด้วยสูตรทั้งหลายเป็นอาทิว่า
น เม อาจริโย อตฺถิ สทิโส เม น วิชฺชติ สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เม ปฏิปุคฺคโล เราไม่มีอาจารย์ ไม่มีคนเสมือนเรา คนที่จะเทียบเราไม่มีในโลก ทั้งเทวโลก.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงทรงเคารพพระสัทธรรม.
บทว่า มหตฺตมภิกงฺขตา ความว่า ปรารถนาความเป็นใหญ่.
บทว่า สรํ พุทฺธาน สาสนํ ความว่า เมื่อมาระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด.
บทว่า มหตฺเตน สมนฺนาคโต ความว่า แม้สงฆ์ประกอบด้วยความเป็นใหญ่ ๔ อย่างนี้ คือ
ความเป็นใหญ่โดยเป็นรัตตัญญู รู้ราตรีนาน ๑
ความเป็นใหญ่โดยความไพบูลย์ ๑
ความเป็นใหญ่โดยพรหมจรรย์ ๑
ความเป็นใหญ่โดยความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ ๑.
บทว่า อถ เม สงฺเฆปิ คารโว ความว่า เมื่อนั้นเราก็เกิดความเคารพแม้ในสงฆ์.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความเคารพในสงฆ์ในเวลาไร.
ตอบว่า ในเวลาพระนางปชาบดีถวายผ้าคู่ จริงอยู่ ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสถึงผ้าคู่ที่พระนางมหาปชาบดีน้อมเข้าไปถวายแด่พระองค์ว่า โคตมี พระนางจงถวายในสงฆ์เถิด เมื่อพระนางถวายในสงฆ์แล้ว ทั้งเราทั้งสงฆ์ก็จักเป็นอันพระนางบูชาแล้ว ชื่อว่าทรงทำความเคารพในสงฆ์.
จบอรรถกถาอุรุเวลสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------