อุรุเวลสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุรุเวลสูตรที่ ๒
เอกมิทาหํ ภิกฺขเว สมยํ อุรุเวลายํ วิหรามิ นชฺชา เนรญฺชราย ตีเร อชปาลนิโคฺรเธ ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ ฯ อถโข ภิกฺขเว สมฺพหุลา พฺราหฺมณา ชิณฺณา วุฑฺฒา มหลฺลกา อทฺธคตา วโยอนุปฺปตฺตา เยนาหํ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา มยา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข ภิกฺขเว เต พฺราหฺมณา มํ เอตทโวจุํ สุตํ เมตํ โภ โคตม น สมโณ โคตโม พฺราหฺมเณ ชิณฺเณ วุฑฺเฒ มหลฺลเก อทฺธคเต วโยอนุปฺปตฺเต อภิวาเทติ วา ปจฺจุฏฺเฐติ วา อาสเนน วา นิมนฺเตตีติ ตยิทํ โภ โคตม ตเถว น หิ ภวํ โคตโม พฺราหฺมเณ ชิณฺเณ วุฑฺเฒ มหลฺลเก อทฺธคเต วโยอนุปฺปตฺเต อภิวาเทติ วา ปจฺจุฏฺเฐติ วา อาสเนน วา นิมนฺเตติ ตยิทํ โภ โคตม น สมฺปนฺนเมวาติ ฯ {๒๒.๑} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ นจยิเม อายสฺมนฺโต ชานนฺติ เถรํ วา เถรกรเณ วา ธมฺเมติ วุฑฺโฒ เจปิ ภิกฺขเว โหติ อสีติโก วา นวุติโก วา วสฺสสติโก วา ชาติยา โส จ โหติ อกาลวาที อภูตวาที อนตฺถวาที อธมฺมวาที อวินยวาที อนิธานวตึ วาจํ ภาสิตา อกาเลน อนปเทสํ อปริยนฺตวตึ อนตฺถสญฺหิตํ อถโข โส พาโล เถโรเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ทหโร เจปิ ภิกฺขเว โหติ ยุวา สุสู กาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา โส จ โหติ กาลวาที ภูตวาที อตฺถวาที ธมฺมวาที วินยวาที นิธานวตึ วาจํ ภาสิตา กาเลน สาปเทสํ ปริยนฺตวตึ อตฺถสญฺหิตํ อถโข โส ปณฺฑิโต เถโรเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว เถรกรณา ธมฺมา กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปาสฺส ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา จตุนฺนํ ฌานานํ อาภิเจตสิกานํ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารานํ นิกามลาภี โหติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร เถรกรณา ธมฺมาติ ฯ โย อุทฺธเตน จิตฺเตน สมฺผญฺจ พหุภาสติ อสมาหิตสงฺกปฺโป อสทฺธมฺมรโต มโต อารา โส ถาวเรยฺยมฺหา ปาปทิฏฺฐิ อนาทโร ฯ โย จ สีเลน สมฺปนฺโน สุตวา ปฏิภาณวา สํยุตฺโต ถิรธมฺเมสุ ปญฺญายตฺถํ วิปสฺสติ ปารคู สพฺพธมฺมานํ อขิโล ปฏิภาณวา ปหีนชาติมรโณ พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ตมหํ วทามิ เถโรติ ยสฺส โน สนฺติ อาสวา อาสวานํ ขยา ภิกฺขุ โส เถโรติ ปวุจฺจตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในคราวแรกตรัสรู้ เราอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ ครั้งนั้นแล พวกพราหมณ์มากด้วยกันเป็นผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว เข้าไปหาเรา ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับเรา ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะเราว่า ท่านพระโคดม เราได้สดับมาอย่างนี้ว่าพระสมณโคดมไม่อภิวาท ไม่ลุกรับพราหมณ์ผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ทั้งไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อนี้เป็นอย่างที่เราได้สดับมาหรือ การที่ท่านพระโคดมไม่อภิวาท หรือไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ นั้นไม่สมควรเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายความปริวิตกนี้ได้มีแก่เราว่า ท่านเหล่านี้ย่อมไม่รู้ซึ่งเถระ หรือธรรมอันกระทำให้เป็นเถระ ถ้าแม้บุคคลผู้เฒ่ามีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แต่เกิดมา แต่เขามีปรกติพูดในกาลไม่สมควร พูดไม่จริง พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย กล่าววาจาที่ไม่ควรจดจำไว้ ไม่มีหลักฐาน ไม่มีขอบเขตไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่ควร เขาย่อมถึงซึ่งกาลนับว่า เป็นเถระผู้เขลาโดยแท้ ถ้าแม้เด็กกำลังรุ่น มีผมดำสนิท ยังหนุ่มแน่น อยู่ในปฐมวัยแต่มีปรกติพูดในกาลอันควร พูดจริง พูดเป็นประโยชน์ พูดเป็นธรรม พูดเป็นวินัย กล่าววาจาที่ควรจดจำ มีหลักฐาน มีขอบเขต ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร เขาย่อมถึงซึ่งกาลนับว่า เป็นเถระผู้ฉลาดโดยแท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันกระทำให้เป็นเถระ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ทรงไว้ซึ่งสุตะ สั่งสมซึ่งสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำไว้ คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เถรกรณธรรม ๔ ประการนี้แล ฯ ผู้ใดมีจิตฟุ้งซ่าน มีความดำริไม่มั่นคง เช่นกับมฤค ยินดี ในธรรมของอสัตบุรุษ ย่อมกล่าวคำเพ้อเจ้อเป็นอันมาก ผู้ นั้นมีความเห็นลามก ปราศจากความเอื้อเฟื้อ ตั้งอยู่ไกล จากความเป็นผู้มั่นคง ส่วนผู้ใด สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ สดับ มีปฏิภาณ ประกอบในธรรมอันทำความมั่นคง ย่อม เห็นแจ้งอรรถแห่งอริยสัจด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งธรรม ทั้งปวง ไม่มีกิเลสอันเป็นประดุจหลักตอ มีไหวพริบ มี ชาติและมรณะอันละได้แล้ว เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ สมบูรณ์ เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นเถระ อาสวะของภิกษุใดไม่มี เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย เราเรียกภิกษุนั้นว่าเถระ ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๒. ทุติยอุรุเวลสูตร ๒. ทุติยอุรุเวลสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา สูตรที่ ๒
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อแรกตรัสรู้ เราอาศัยอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ใกล้ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้นแล พราหมณ์จำนวนมากเป็นผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัย เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ว่า ‘ท่านพระโคดมพวกข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระสมณโคดมไม่อภิวาท ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัย หรือไม่เชื้อเชิญให้นั่ง ท่านพระโคดม เรื่องที่ พวกข้าพเจ้าได้ทราบมานั้นจริงทีเดียว เพราะท่านพระโคดมไม่อภิวาท ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัย หรือไม่เชื้อเชิญให้นั่ง การที่ท่าน พระโคดมทำเช่นนั้นไม่สมควรเลย’ เรานั้นได้มีความดำริว่า ‘ท่านเหล่านี้ไม่รู้จักเถระหรือธรรมที่ทำให้เป็นเถระ’ ถึงแม้นับแต่เกิดมา บุคคลจะเป็นคนแก่มีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แต่เขาพูดไม่ถูกเวลา พูดคำไม่จริง พูดไม่อิงประโยชน์ พูดไม่อิงธรรม พูดไม่อิงวินัย พูดคำไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้างอิง ไม่มีที่กำหนด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เหมาะแก่เวลา เขาย่อมถึงการนับว่า ‘เป็นเถระผู้โง่เขลา’ โดยแท้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็ก ยังเป็นหนุ่มรุ่นเยาว์ มีผมดำสนิท ประกอบด้วยความ เป็นหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย แต่เขาพูดถูกเวลา พูดคำจริง พูดอิงประโยชน์ พูดอิง ธรรม พูดอิงวินัย พูดคำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะแก่เวลา เขาย่อมถึงการนับว่า ‘เป็นเถระ ผู้ฉลาด’ โดยแท้ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ทำให้เป็นเถระ ๔ ประการนี้ ธรรมที่ทำให้เป็นเถระ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ @เชิงอรรถ : @ ที่สมควร(เอกมนฺตํ) ในที่นี้หมายถึงที่เหมาะสม เว้นโทษการนั่ง ๖ ประการ คือ (๑)ไกลเกินไป (๒)ใกล้เกิน@ไป (๓)อยู่เหนือลม (๔)สูงเกินไป (๕)อยู่ตรงหน้าเกินไป (๖)อยู่ข้างหลังเกินไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖/๑๕)@ เป็นเถระ หมายถึงผู้มีใจมั่นคง หนักแน่น (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๒/๒๙๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๒. ทุติยอุรุเวลสูตร ๑. เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วย อาจาระและโคจรอยู่ มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๒. เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมากซึ่งธรรมทั้งหลายที่มี ความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ ครบถ้วน ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ ๓. เป็นผู้ได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ๔. ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ทำให้เป็นเถระ ๔ ประการนี้แล” บุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน มีความดำริไม่มั่นคงเหมือนมฤค ยินดีในอสัทธรรม กล่าวคำไร้สาระเป็นอันมาก มีความเห็นต่ำทราม ไม่มีความเอื้อเฟื้อ ย่อมห่างไกลจากความเป็นผู้มั่นคง ส่วนบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีสุตะ มีปฏิภาณ ประกอบอยู่ในธรรมที่มั่นคง ย่อมเห็นแจ้งอรรถแห่งอริยสัจด้วยมรรคปัญญา ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ไม่มีกิเลสเกาะยึดไว้ มีปฏิภาณ ละความเกิดและความตายได้แล้ว เพียบพร้อมด้วยพรหมจรรย์ @เชิงอรรถ : @ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ หมายถึงรู้แจ้งธรรมโดยผลและเหตุด้วยปัญญา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๒/๓๐๐)@ จิตยิ่ง (อาภิเจตสิก) หมายถึงจิตที่บริสุทธิ์ดียิ่ง (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๒/๓๐๐)@ ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง หมายถึงที่สุดคือฝั่ง ๖ ประการ คือ (๑) ฝั่งอภิญญา (๒) ฝั่งปริญญา@(๓) ฝั่งปหานะ (๔) ฝั่งภาวนา (๕) ฝั่งสัจฉิกิริยา (๖) ฝั่งสมาบัติ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๒/๓๐๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๓. โลกสูตร เราเรียกภิกษุผู้ไม่มีอาสวะว่า ‘เถระ’ เราเรียกภิกษุนั้นว่า ‘เถระ’ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ทุติยอุรุเวลสูตรที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยอุรุเวลสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอุรุเวลสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมฺพหุลา คือ พวกพราหมณ์เป็นอันมาก.
บทว่า พฺราหฺมณา ความว่า พวกพราหมณ์มาแล้วพร้อมกันกับพราหมณ์ผู้พูดคำหยาบ.
บทว่า ชิณฺณา วุฑฺฒา ได้แก่ ผู้คร่ำคร่าด้วยชรา เจริญด้วยวัย.
บทว่า มหลฺลกา ได้แก่ แก่โดยชาติ.
บทว่า อทฺธคตา ได้แก่ ล่วงกาลผ่านวัยทั้งสามไปแล้ว.
บทว่า สุตํ เมตํ ได้แก่ ข้อนี้พวกเราฟังมาแล้ว.
บทว่า ตยิทํ โภ โคตม ตเถว ความว่า ท่านพระโคดม ข้อนี้พวกเราฟังมาแล้ว การณ์ก็เป็นจริงอย่างนั้น.
บทว่า ตยิทํ โภ โคตม น สมฺปนฺนเมว ความว่า การไม่ทำอภิวาทเป็นต้นนี้นั้น ไม่สมควรเลย.
ในบทเป็นต้นว่า อกาลวาที มีวินิจฉัยดังนี้.
ชื่อว่า อกาลวาที เพราะพูดไม่รู้จักกาล (พร่ำเพรื่อ).
ชื่อว่า อภูตวาที เพราะพูดแต่เรื่องที่ไม่จริง.
ชื่อว่า อนัตถวาที เพราะพูดแต่เรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่พูดเรื่องที่เป็นประโยชน์.
ชื่อว่า อธัมมวาที เพราะพูดไม่เป็นธรรม ไม่พูดเป็นธรรม.
ชื่อว่า อวินยวาที เพราะพูดไม่เป็นวินัย ไม่พูดเป็นวินัย.
บทว่า อนิธานวตึ วาจํ ภาสิตา ได้แก่ ไม่กล่าววาจาที่ควรจดจำไว้ในหทัย.
บทว่า อกาเลน ได้แก่ โดยกาลไม่ควรจะพูด.
บทว่า อนปเทสํ ได้แก่ พูดขาดที่อ้างอิง ไม่พูดให้มีที่อ้างอิงมีเหตุ.
บทว่า อปริยนฺตวตึ ได้แก่ ไม่รู้จักจบ ไม่พูดมีกำหนด (จบ).
บทว่า อนตฺถสญฺหิตํ ได้แก่ ไม่แสดงให้อาศัยประโยชน์อันเป็นโลกิยะและโลกุตระ.
บทว่า พาโล เถโร เตวฺว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ความว่า นับได้ว่าเป็นเถระอันธพาล (ผู้โง่บอด).
บทเป็นต้นว่า กาลวาที พึงทราบด้วยสามารถแห่งธรรมที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว.
บทว่า ปณฺฑิโต เถโรเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ความว่า นับได้ว่าบัณฑิต เพราะประกอบด้วยความฉลาด ว่าเถระเพราะถึงความเป็นผู้มั่นคง.
บทว่า พหุสฺสุโต โหติ ความว่า ภิกษุนั้นมีสุตะมาก อธิบายว่า นวังคสัตถุศาสน์เป็นอันภิกษุนั้นเรียนแล้ว ด้วยสามารถเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งบาลีและอนุสนธิ.
บทว่า สุตธโร ได้แก่ เป็นผู้รองรับสุตะไว้ได้.
จริงอยู่ พระพุทธวจนะอันภิกษุใดเรียนแต่บาลีประเทศนี้ เลือนหายไปจากบาลีประเทศนี้ ไม่คงอยู่ ดุจน้ำในหม้อทะลุ เธอไม่สามารถจะกล่าวหรือบอกสูตรหรือชาดกอย่างหนึ่ง ในท่ามกลางบริษัทได้ ภิกษุนี้หาชื่อว่า ผู้ทรงสุตะไม่.
ส่วนพระพุทธวจนะอันภิกษุใดเรียนแล้ว ย่อมเป็นอย่างเวลาที่ตนเรียนมาแล้วนั่นแหละ เมื่อเธอไม่ทำการสาธยายตั้ง ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็ไม่เลือนหาย ภิกษุนี้ ชื่อว่าผู้ทรงสุตะ.
บทว่า สุตสนฺนิจโย ได้แก่ ผู้สั่งสมสุตะ.
ก็สุตะอันภิกษุใดสั่งสมไว้ในตู้คือหทัย ย่อมคงอยู่ดุจรอยจารึกที่ศิลา และดุจมันเหลวราชสีห์ที่เขาใส่ไว้ในหม้อทองคำ ภิกษุนี้ ชื่อว่า สั่งสมสุตะ.
บทว่า ธตา คือ ทรงจำไว้ได้คล่องแคล่ว.
จริงอยู่ พระพุทธวจนะอันภิกษุบางรูปเรียนแล้วไม่ทรงจำให้คล่องแคล่ว ไม่หนักแน่น เมื่อถูกเขาพูดว่า ท่านโปรดกล่าวสูตรหรือชาดกโน้นดังนี้ เธอก็กล่าวว่า เราจักสาธยายเทียบเคียง สอบสวนก่อนแล้ว จึงค่อยรู้ พระพุทธวจนะที่ภิกษุบางรูปทรงจำคล่องแคล่วเป็นเสมือนภวังคโสต. เมื่อถูกเขาพูดว่า ท่านโปรดกล่าวสูตรหรือชาดกโน้น ดังนี้ เธอจะยกขึ้นกล่าวสูตรหรือชาดกนั้นได้ทันที. ตรัสว่าธตาทรงหมายถึงข้อนั้น.
บทว่า วจสา ปริจิตา ได้แก่ สาธยายด้วยวาจาได้สูตร ๑๐ หมวด วรรค ๑๐ หมวด ๕๐ หมวด.
บทว่า มนสานุเปกฺขิตา ได้แก่ เพ่งด้วยจิต. พระพุทธวจนะที่ภิกษุใดสาธยายแล้วด้วยวาจา ปรากฏชัดในที่นั้นๆ แก่เธอผู้คิดอยู่ด้วยใจ เหมือนรูปปรากฏชัด แก่บุคคลผู้ยืนตามประทีปดวงใหญ่ ฉะนั้น. ทรงหมายเอาพระพุทธวจนะของภิกษุนั้นจึงตรัสคำนี้.
บทว่า ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา ได้แก่ ใช้ปัญญาขบทะลุปรุโปร่ง ทั้งเหตุทั้งผล.
บทว่า อาภิเจตสิกานํ ความว่า จิตที่บริสุทธิ์ น่าใคร่ หรืออธิจิตท่านเรียกว่า อภิเจตะ ฌาน ๔ เกิดในอภิจิต ชื่ออาภิเจตสิก. อีกนัยหนึ่ง ฌาน ๔ อาศัยอภิเจตะ เหตุนั้น จึงชื่อว่าอาภิเจตสิกะ.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารานํ ได้แก่ อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน.
อัตภาพที่ประจักษ์ ท่านเรียกว่าทิฏฐธรรม. อธิบายว่า เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมนั้น คำนี้เป็นชื่อของรูปาวจรฌานทั้งหลาย จริงอยู่ ผู้ได้ฌานนั่งเข้าฌานเหล่านั้นย่อมได้เนกขัมมสุข อันไม่เศร้าหมอง ในอัตภาพนี้นี่แหละ. เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า ทิฏฐธมฺมสุขวิหารานํ ดังนี้.
บทว่า นิกามลาภี ได้แก่ ได้ตามต้องการ ได้ตามอำนาจ ความปรารถนาของตน. ท่านอธิบายว่า สามารถจะเข้าฌานได้ในขณะที่ปรารถนาแล้ว.
บทว่า อกิจฺฉลาภี ท่านอธิบายว่า สามารถข่มธรรมที่เป็นข้าศึกแล้วเข้าฌานได้สะดวก.
บทว่า อกสิรลาภี ได้แก่ ได้ความไม่ลำบากคือคล่อง. ท่านอธิบายว่า สามารถออกจากฌานได้ตามกำหนด.
จริงอยู่ บางคนได้ฌานเท่านั้น ไม่สามารถจะเข้าได้ในขณะที่ปรารถนา. บางคนสามารถเข้าอย่างนั้นได้ แต่ก็ข่มธรรมที่ทำอันตรายได้โดยยาก. บางคนเข้าได้อย่างนั้น ทั้งข่มธรรมที่ทำอันตรายได้ โดยไม่ยากเลย แต่ก็ไม่สามารถออกจากฌานได้ตามกำหนด เหมือนนาฬิกายนต์. ก็สัมปทา ๓ อย่างนี้มีแก่ผู้ใด ผู้นั้น ท่านเรียกว่าอกสิรลาภีได้คล่อง ดังนี้.
บทเป็นต้นว่า อาสวานํ ขยา มีเนื้อความอันกล่าวมาแล้วทั้งนั้น. ในที่นี้แม้ศีล ก็ตรัสถึงศีลของพระขีณาสพเท่านั้น แม้พาหุสัจจะก็ตรัสพาหุสัจจะของพระขีณาสพเท่านั้นแม้ฌานก็ตรัสฌานที่ใช้สำหรับพระขีณาสพเท่านั้น. ส่วนพระอรหัต ตรัสด้วยบทเป็นต้นว่า อาสวานํ ขยา ดังนี้. แต่กิจของมรรคในที่นี้ พึงทราบว่า ทรงประกาศด้วยผล (อรหัตผล).
บทว่า อุทฺธเตน ได้แก่ ประกอบด้วยอุทธัจจะ. บทว่า สมฺผญฺจ ได้แก่ คำเพ้อเจ้อ.
บทว่า อสมาหิตสงฺกปฺโป ได้แก่ มีความดำริไม่ตั้งมั่น. บทว่า มิโค ได้แก่ เสมือนมฤค. บทว่า อารา แปลว่า ในที่ใกล.
บทว่า ถาวเรยฺยมฺหา ได้แก่ จากความมั่นคง.
บทว่า ปาปทิฏฺฐิ ได้แก่ ความเห็นลามก. บทว่า อนาทโร ได้แก่ เว้นจากความเอื้อเฟื้อ.
บทว่า สุตวา ได้แก่ เข้าถึงโดยสูตร. บทว่า ปฏิภาณวา ความว่า ผู้ประกอบด้วยปฏิภาณสองอย่าง.
บทว่า ปญฺญายตฺถํ วิปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นปรุโปร่ง ซึ่งอรรถแห่งสัจจะ ๔ ด้วยมรรคปัญญาพร้อมด้วยวิปัสสนา.
บทว่า ปารคู สพฺพธมฺมานํ ความว่า ถึงฝั่งแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง เป็นผู้ถึงฝั่งคือที่สุดแห่งธรรมทั้งปวง ด้วยการถึงฝั่ง ๖ อย่าง อย่างนี้คือ ถึงฝั่งแห่งอภิญญา ๑ ถึงฝั่งแห่งปริญญา ๑ ถึงฝั่งแห่งภาวนา ๑ ถึงฝั่งแห่งปหานะ ๑ ถึงฝั่งแห่งสัจฉิกิริยา ๑ ถึงฝั่งแห่งสมาบัติ ๑.
บทว่า อขิโล ได้แก่ เว้นจากตะปู คือราคะเป็นต้น. บทว่า ปฏิภาณวา ได้แก่ ประกอบด้วยปฏิภาณ ๒ อย่าง.
บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ได้แก่ อยู่จบพรหมจรรย์.
คำที่เหลือในสูตรนี้ ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาทุติยอุรุเวลสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------