อัจฉริยสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อัจฉริยสูตรที่ ๒
ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาตุภาวา จตฺตาโร อจฺฉริยา อพฺภุตธมฺมา ปาตุภวนฺติ กตเม จตฺตาโร อาลยารามา ภิกฺขเว ปชา อาลยรตา อาลยสมฺมุทิตา สา ตถาคเตน อนาลเย ธมฺเม เทสิยมาเน สุสฺสุติ โสตํ โอทหติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาตุภาวา อยํ ปฐโม อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม ปาตุภวติ ฯ {๑๒๘.๑} มานารามา ภิกฺขเว ปชา มานรตา มานสมฺมุทิตา สา ตถาคเตน มานวินเย ธมฺเม เทสิยมาเน สุสฺสุติ โสตํ โอทหติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาตุภาวา อยํ ทุติโย อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม ปาตุภวติ ฯ {๑๒๘.๒} อนุปสมารามา ภิกฺขเว ปชา อนุปสมรตา อนุปสมสมฺมุทิตา สา ตถาคเตน โอปสมิเก ธมฺเม เทสิยมาเน สุสฺสุติ โสตํ โอทหติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาตุภาวา อยํ ตติโย อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม ปาตุภวติ ฯ {๑๒๘.๓} อวิชฺชาคตา ภิกฺขเว ปชา อนฺธภูตา ปริโยนทฺธา สา ตถาคเตน อวิชฺชาวินเย ธมฺเม เทสิยมาเน สุสฺสุติ โสตํ โอทหติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาตุภาวา อยํ จตุตฺโถ อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม ปาตุภวติ ฯ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาตุภาวา อิเม จตฺตาโร อจฺฉริยา อพฺภุตธมฺมา ปาตุภวนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการ ย่อม ปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีอาลัย (คือกามคุณ) เป็นที่รื่นรมย์ยินดีในอาลัย บันเทิงในอาลัย เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันหาความอาลัยมิได้อยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๑ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีมานะ (ความถือตัว) เป็นที่รื่นรมย์ ยินดีในมานะ บันเทิงในมานะ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันเป็นเครื่องปราบปรามมานะอยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๒ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีความไม่สงบเป็นที่รื่นรมย์ ยินดีแล้วในความไม่สงบ บันเทิงในความไม่สงบ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันกระทำความสงบอยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๓ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา เป็นผู้มืด ถูกอวิชชารัดรึงไว้ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันเป็นเครื่องปราบปรามอวิชชาอยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๔ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันต-*สัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ จบสูตรที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร ว่าด้วยเหตุอัศจรรย์ของพระตถาคต สูตรที่ ๒
ภิกษุทั้งหลาย เหตุอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๔ ประการย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. หมู่สัตว์ผู้ยังหมกมุ่นในอาลัย ยินดีในอาลัย บันเทิงในอาลัย เมื่อ ตถาคตแสดงธรรมที่ไม่มีอาลัยก็ตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งใจ ใฝ่รู้ นี้เป็นเหตุอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๑ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. หมู่สัตว์ผู้ยังหมกมุ่นในความถือตัว ยินดีในความถือตัว บันเทิงใน ความถือตัว เมื่อตถาคตแสดงธรรมที่กำจัดความถือตัวก็ตั้งใจฟัง ด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งใจใฝ่รู้ นี้เป็นเหตุอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ประการที่ ๒ ย่อมปรากฏเพราะความปรากฏของตถาคตอรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้า @เชิงอรรถ : @ อาลัย หมายถึงกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) หรือหมายถึงวัฏฏะทั้ง ๓@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๒๘/๓๗๗-๓๗๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๑๙๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๓. ภยวรรค ๙. อานันทอัจฉริยสูตร ๓. หมู่สัตว์ผู้ยังหมกมุ่นในความไม่สงบ ยินดีในความไม่สงบ บันเทิง ในความไม่สงบ เมื่อตถาคตแสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบ ก็ตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งใจใฝ่รู้ นี้เป็นเหตุอัศจรรย์ไม่เคย ปรากฏประการที่ ๓ ย่อมปรากฏเพราะความปรากฏของตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔. หมู่สัตว์ผู้ยังตกอยู่ในอวิชชาเป็นผู้มืดบอด ถูกอวิชชาหุ้มห่อ เมื่อ ตถาคตแสดงธรรมที่กำจัดอวิชชา ก็ตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งใจใฝ่รู้ นี้เป็นเหตุอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏประการที่ ๔ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๔ ประการนี้แลย่อมปรากฏเพราะความปรากฏของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
เบญจกามคุณหรือวัฏฏะทั้งสิ้น ชื่อว่าอาลัย เพราะอรรถว่าพึงถูกตัณหาและทิฏฐิยึดไว้.
ชื่อว่าอารามะ เพราะเป็นที่ยินดี. อาลัยเป็นที่ยินดีของหมู่สัตว์นี้ เหตุนั้น หมู่สัตว์นี้จึงชื่ออาลยารามะ มีอาลัยเป็นที่ยินดี. ชื่อว่าอาลยรตะ เพราะยินดีแล้วในอาลัย. ชื่อว่าอาลยสัมมุทิตะ เพราะบันเทิงแล้วในอาลัย.
บทว่า อนาลเย ธมฺเม ความว่า อริยธรรมอาศัยวิวัฏฏนิพพานที่ตรงกันข้ามกับอาลัย.
บทว่า สุสฺสุสติ คือ เป็นผู้ใคร่จะฟัง.
บทว่า โสตํ โอทหติ แปลว่า เงี่ยโสต.
บทว่า อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ ความว่า เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงธรรม.
บทว่า มาโน คือ ความสำคัญหรือวัฏฏะทั้งสิ้นนั้นแล ชื่อว่ามานะ เพราะอรรถว่าหมู่สัตว์พึงสำคัญ.
บทว่า มานวินเย ธมฺเม คือ ธรรมที่เป็นเครื่องกำจัดเสียงซึ่งมานะ. ธรรมที่ตรงกันข้ามกับความสงบ ชื่อว่าอนุปสมะหรือวัฏฏะนั่นเอง ชื่อว่าอนุปสมะ เพราะอรรถว่าไม่สงบแล้ว.
บทว่า โอปสมิเก ได้แก่ ธรรมที่ทำความสงบคืออาศัยวิวัฏฏะคือนิพพาน. ชื่อว่าอวิชชาคตะ เพราะไปคือประกอบด้วยอวิชชา. ชื่อว่าอันธภูตะ เพราะเป็นดุจคนตาบอด เพราะถูกกองมืดคืออวิชชาปกคลุมไว้. ชื่อว่าปรโยนัทธา เพราะหุ้มไว้รอบด้าน.
ในบทว่า อวิชฺชาวินเย พระอรหัตเรียกว่าธรรมเป็นเครื่องกำจัดอวิชชา เมื่อธรรมที่อาศัยธรรมเป็นเครื่องกำจัดอวิชชานั้น อันพระตถาคตแสดงอยู่.
ในสูตรนี้ตรัสวัฏฏะไว้ ๔ ฐานะ ตรัสวิวัฏฏะไว้ ๔ ฐานะ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------