อารักขสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อารักขสูตร
จตูสุ ภิกฺขเว ฐาเนสุ อตฺตรูเปน อปฺปมาโท สติเจตโสอารกฺโข กรณีโย กตเมสุ จตูสุ มา เม รชนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ รชฺชีติ อตฺตรูเปน อปฺปมาโท สติเจตโสอารกฺโข กรณีโย มา เม โทสนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ ทุสฺสีติ อตฺตรูเปน อปฺปมาโท สติเจตโสอารกฺโข กรณีโย มา เม โมหนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ มุยฺหีติ อตฺตรูเปน อปฺปมาโท สติเจตโสอารกฺโข กรณีโย มา เม มทนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ มชฺชีติ อตฺตรูเปน อปฺปมาโท สติเจตโสอารกฺโข กรณีโย ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน รชนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ น รชฺชติ วีตราคตฺตา โทสนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ น ทุสฺสติ วีตโทสตฺตา โมหนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ น มุยฺหติ วีตโมหตฺตา มทนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ น มชฺชติ วีตมทตฺตา โส นจฺฉมฺภติ น กมฺปติ น เวธติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ น จ ปน สมณวจนเหตุปิ คจฺฉตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงกระทำความไม่ประมาท คือ มีสติ เครื่องรักษาใจโดยสมควรแก่ตน ในฐานะ ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน คือภิกษุพึงกระทำความไม่ประมาท คือ มีสติเครื่องรักษาใจโดยสมควรแก่ตนว่าจิตของเราอย่ากำหนัดในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ๑ จิตของเราอย่าขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ๑ จิตของเราอย่าหลงในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ๑ จิตของเราอย่ามัวเมาในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ๑ ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย ในกาลใดแล จิตของภิกษุไม่กำหนัดในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดเพราะปราศจากความกำหนัด จิตของภิกษุไม่ขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง เพราะปราศจากความขัดเคือง จิตของภิกษุไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลง เพราะปราศจากความหลง จิตของภิกษุไม่มัวเมาในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เพราะปราศจากความมัวเมา ในกาลนั้น เธอย่อมไม่หวาดเสียวไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้ง และย่อมไม่ไปแม้เพราะเหตุแห่งถ้อยคำของสมณะ ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. อารักขสูตร ว่าด้วยสติเครื่องรักษา
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงทำความไม่ประมาท คือ มีสติเครื่องรักษาใจ โดยสมควรแก่ตนในฐานะ ๔ ประการ ฐานะ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ พึงทำความไม่ประมาท คือ มีสติเครื่องรักษาใจโดยสมควรแก่ตนว่า ๑. จิตของเราอย่ากำหนัดในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความกำหนัด ๒. จิตของเราอย่าขัดเคืองในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความขัดเคือง ๓. จิตของเราอย่าหลงในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความหลง ๔. จิตของเราอย่ามัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความมัวเมา ในกาลใด จิตของภิกษุไม่กำหนัดในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความกำหนัดเพราะปราศจากความกำหนัด จิตไม่ขัดเคืองในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความขัดเคืองเพราะปราศจากความขัดเคือง จิตไม่หลงในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความหลงเพราะปราศจาก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๑๗๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. เกสิวรรค ๘. สังเวชนียสูตร ความหลง จิตไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความมัวเมา เพราะปราศจากความมัวเมา ในกาลนั้น ภิกษุนั้นย่อมไม่หวาดผวา ไม่หวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน ไม่ถึงความสะดุ้ง และไม่หลงเชื่อแม้เพราะถ้อยคำของสมณะเป็นเหตุ อารักขสูตรที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอารักขสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในอารักขสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อตฺตรูเปน ได้แก่ ตามอนุรูป คือตามควรแก่ตน. อธิบายว่า ตามความใคร่ประโยชน์เกื้อกูล.
บทว่า รชนีเยสุ ความว่า ในธรรมเป็นปัจจัยแห่งราคะ.
บทว่า ธมฺเมสุ ความว่า ในสภาวะ คืออารมณ์ที่น่าปรารถนา.
นัยในบททั้งปวง พึงทราบอย่างนี้.
บทว่า นจฺฉมฺภติ ความว่า ย่อมไม่หวาดเสียวด้วยอำนาจทิฏฐิ.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้.
บทว่า น จ ปน สมณวจนเหตุปิ คจฺฉติ ความว่า ย่อมไม่เขวไปแม้เพราะเหตุแห่งถ้อยคำของสมณะผู้กล่าววาทะที่เป็นปรปักษ์ คือไม่ละทิฏฐิของตน เขวไปด้วยอำนาจทิฏฐิของสมณะเหล่านั้น.
แม้ในที่นี้ก็ประสงค์เอาพระขีณาสพเท่านั้น.
จบอรรถกถาอารักขสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------