ปริพาชกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปริพาชกสูตร
เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา ปริพฺพาชกา สิปฺปินิยา ตีเร ปริพฺพาชการาเม ปฏิวสนฺติ เสยฺยถีทํ อนฺนภาโร วธโร สกุลุทายี จ ปริพฺพาชโก อญฺเญ จ อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา ปริพฺพาชกา ฯ อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน สิปฺปินิยา ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา เต ปริพฺพชเก เอตทโวจ จตฺตารีมานิ ปริพฺพาชกา ธมฺมปทานิ อคฺคญฺญานิ รตฺตญฺญานิ วํสญฺญานิ โปราณานิ อสํกิณฺณานิ อสํกิณฺณปุพฺพานิ น สํกียนฺติ น สํกียิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐานิ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ กตมานิ จตฺตาริ อนภิชฺฌา ปริพฺพาชกา ธมฺมปทํ อคฺคญฺญํ รตฺตญฺญํ วํสญฺญํ โปราณํ อสํกิณฺณํ อสํกิณฺณปุพฺพํ น สํกียติ น สํกียิสฺสติ อปฺปฏิกุฏฺฐํ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ อพฺยาปาโท ปริพฺพาชกา ธมฺมปทํ ... ฯ สมฺมาสติ ปริพฺพาชกา ธมฺมปทํ ... ฯ สมฺมาสมาธิ ปริพฺพาชกา ธมฺมปทํ อคฺคญฺญํ รตฺตญฺญํ วํสญฺญํ โปราณํ อสํกิณฺณํ อสํกิณฺณปุพฺพํ น สํกียติ น สํกียิสฺสติ อปฺปฏิกุฏฺฐํ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ อิมานิ โข ปริพฺพาชกา จตฺตาริ ธมฺมปทานิ อคฺคญฺญานิ รตฺตญฺญานิ วํสญฺญานิ โปราณานิ อสํกิณฺณานิ อสํกิณฺณปุพฺพานิ น สํกียนฺติ น สํกียิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐานิ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ {๓๐.๑} โย โข ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย อหเมตํ อนภิชฺฌํ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย อภิชฺฌาลุํ กาเมสุ ติพฺพสาราคํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ เอตุ วทตุ พฺยาหรตุ ปสฺสามิสฺสานุภาวนฺติ โส วต ปริพฺพาชกา อนภิชฺฌํ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย อภิชฺฌาลุํ กาเมสุ ติพฺพสาราคํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๓๐.๒} โย โข ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย อหเมตํ อพฺยาปาทํ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย พฺยาปนฺนจิตฺตํ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ เอตุ วทตุ พฺยาหรตุ ปสฺสามิสฺสานุภาวนฺติ โส วต ปริพฺพาชกา อพฺยาปาทํ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย พฺยาปนฺนจิตฺตํ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๓๐.๓} โย โข ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย อหเมตํ สมฺมาสตึ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย มุฏฺฐสฺสตึ อสมฺปชานํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ เอตุ วทตุ พฺยาหรตุ ปสฺสามิสฺสานุภาวนฺติ โส วต ปริพฺพาชกา สมฺมาสตึ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย มุฏฺฐสฺสตึ อสมฺปชานํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๓๐.๔} โย โข ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย อหเมตํ สมฺมาสมาธึ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย อสมาหิตํ วิพฺภนฺตจิตฺตํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ เอตุ วทตุ พฺยาหรตุ ปสฺสามิสฺสานุภาวนฺติ โส วต ปริพฺพาชกา สมฺมาสมาธึ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย อสมาหิตํ วิพฺภนฺตจิตฺตํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๓๐.๕} โย โข ปริพฺพาชกา อิมานิ จตฺตาริ ธมฺมปทานิ ครหิตพฺพํ ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺย ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม จตฺตาโร สหธมฺมิกา วาทานุปาตา คารยฺหา ฐานา อาคจฺฉนฺติ กตเม จตฺตาโร อนภิชฺฌํ เจ ภวํ ธมฺมปทํ ครหติ ปฏิกฺโกสติ เย จ หิ อภิชฺฌาลู กาเมสุ ติพฺพสาราคา สมณา วา พฺราหฺมณา วา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ อพฺยาปาทํ เจ ภวํ ธมฺมปทํ ครหติ ปฏิกฺโกสติ เย จ หิ พฺยาปนฺนจิตฺตา ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปา สมณา วา พฺราหฺมณา วา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ สมฺมาสตึ เจ ภวํ ธมฺมปทํ ครหติ ปฏิกฺโกสติ เย จ หิ มุฏฺฐสฺสตี อสมฺปชานา สมณา วา พฺราหฺมณา วา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ สมฺมาสมาธึ เจ ภวํ ธมฺมปทํ ครหติ ปฏิกฺโกสติ เย จ หิ อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา สมณา วา พฺราหฺมณา วา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ {๓๐.๖} โย โข ปริพฺพาชกา อิมานิ จตฺตาริ ธมฺมปทานิ ครหิตพฺพํ ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺย ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม อิเม จตฺตาโร สหธมฺมิกา วาทานุปาตา คารยฺหา ฐานา อาคจฺฉนฺติ ฯ เยปิ เต ปริพฺพาชกา อเหสุํ อุกฺกลา วสฺสภญฺญา อเหตุกวาทา อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา เตปิ อิมานิ จตฺตาริ ธมฺมปทานิ น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ ตํ กิสฺส เหตุ นินฺทาพฺยาโรสนอุปารมฺภภยาติ ฯ อพฺยาปนฺโน สทา สโต อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต อภิชฺฌาวินเย สิกฺขํ อปฺปมตฺโตติ วุจฺจตีติ ฯ อุรุเวลวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ เทฺว อุรุเวลา โลโก กาฬโก พฺรหฺมจริยปญฺจมํ กุหํ สนฺตุฏฺฐิ วํโส จ ธมฺมปทํ ปริพฺพาชเกน จาติ ฯ -----------
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุง ราชคฤห์ ก็โดยสมัยนั้นแล พวกปริพาชกผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง มากด้วยกัน อาศัยอยู่ในปริพาชการาม ใกล้ฝั่งแม่น้ำสิปปินี คือ อันนภารปริพาชก วธรปริพาชกและสุกุลทายิปริพาชก รวมทั้งปริพาชกผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเหล่าอื่นด้วย ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้นในเวลาเย็น เสด็จเข้าไปทางปริพาชการามริมฝั่งแม่น้ำสิปปินี ครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ถวายครั้นประทับนั่งแล้ว ได้ตรัสกะปริพาชกเหล่านั้นว่า ดูกรปริพาชกทั้งหลาย บทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ บัณฑิตสรรเสริญว่าเป็นเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายนักปราชญ์ย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียดบทแห่งธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บทแห่งธรรมคืออนภิชฌา ๑ บทแห่งธรรมคือ อพยาบาท ๑ บทแห่งธรรม คือ สัมมาสติ ๑ บทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิ ๑ดูกรปริพาชกทั้งหลาย บทแห่งธรรม ๔ ประการนี้แล บัณฑิตสรรเสริญว่าเป็นเลิศเป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจายไม่เคยกระจัดกระจาย บัณฑิตย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกคืนบทแห่งธรรมคืออนภิชฌานี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มากไปด้วยอภิชฌา ผู้มี ราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแล บอกคืนบทแห่งธรรมคืออนภิชฌาแล้ว จักบัญญัติสมณะ หรือพราหมณ์ผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกคืนบทแห่งธรรมคืออพยาบาทนี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจอัน เศร้าหมอง เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าวจงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแลบอกคืนบทแห่งธรรมคืออพยาบาทแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจอันเศร้าหมอง นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกคืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสตินี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีสติหลงลืม ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมาจงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแลบอกคืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสติแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีสติหลงลืม ผู้ไม่มี สัมปชัญญะ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกคืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นผู้มีจิตหมุนเวียน ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมาจงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแลบอกคืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้มีจิตหมุนเวียน นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ บุคคลใดแลพึงสำคัญบทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ว่า ควรติเตียน ควรคัดค้าน ฐานะอันบัณฑิตพึงติเตียน ซึ่งกระทบกระเทือนวาทะอันประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมมาถึงบุคคลนั้นในปัจจุบันเทียว บทแห่งธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ถ้าบุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คือ อนภิชฌา และสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ถ้าบุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คืออพยาบาท สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจอันเศร้าหมอง บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญถ้าบุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คือ สัมมาสติ สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ถ้าบุคคล ย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คือ สัมมาสมาธิ สมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้มีจิตหมุนเวียน บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ฯ บุคคลใดพึงสำคัญบทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ว่า ควรติเตียน ควรคัดค้านฐานะอันบัณฑิตพึงติเตียน ซึ่งกระทบกระเทือนวาทะอันประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเข้าถึงบุคคลนั้นในปัจจุบันเทียว ปริพาชกชื่อวัสสะและภัญญะผู้อยู่ในอุกกลชนบทเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะ ได้สำคัญบทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ว่าไม่ควรติเตียน ไม่ควรคัดค้าน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกลัวต่อนินทา กลัวต่อความกระทบกระเทือน และกลัวต่อความติเตียน ฯ บุคคลผู้ไม่พยาบาท มีสติในกาลทุกเมื่อ มีจิตตั้งมั่นใน ภายใน ศึกษาในความกำจัดอภิชฌาอยู่ เราเรียกว่าเป็นผู้ ไม่ประมาท ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบอุรุเวลวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุรุเวลสูตรที่ ๑ ๒. อุรุเวลสูตรที่ ๒ ๓. โลกสูตร ๔. กาฬกสูตร ๕. พรหมจริยสูตร ๖. กุหสูตร ๗. สันตุฏฐิสูตร ๘. อริยวังสสูตร ๙. ธรรมปทสูตร ๑๐. ปริพาชกสูตร ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ปริพพาชกสูตร ว่าด้วยปริพาชก
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุง ราชคฤห์ สมัยนั้นแล ปริพาชกหลายท่านที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกัน อาศัยอยู่ในปริพาชการาม ริมฝั่งแม่น้ำสิปปินี คือ อันนภารปริพาชก วธรปริพาชก สกุลุทายี-ปริพาชก และปริพาชกท่านอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกัน ครั้นในเวลาเย็นพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปยังปริพาชการาม ริมฝั่งแม่น้ำสิปปินีประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ได้ตรัสกับปริพาชกเหล่านั้นดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ออกจากที่หลีกเร้น หมายถึงออกจากผลสมาบัติ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๐/๓๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๔๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๑๐. ปริพพาชกสูตร “ปริพาชกทั้งหลาย ธรรมบท ๔ ประการนี้ที่รู้กันว่าล้ำเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่าเป็นอริยวงศ์ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้าง ไม่ถูกลบล้างจักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน ธรรมบท ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อนภิชฌาเป็นธรรมบทที่รู้กันว่าล้ำเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่าเป็น อริยวงศ์ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้าง ไม่ถูก ลบล้าง จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน ๒. อพยาบาทเป็นธรรมบท ฯลฯ ๓. สัมมาสติเป็นธรรมบท ฯลฯ ๔. สัมมาสมาธิเป็นธรรมบทที่รู้กันว่าล้ำเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่าเป็น อริยวงศ์ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้าง ไม่ถูก ลบล้าง จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน ปริพาชกทั้งหลาย ธรรมบท ๔ ประการนี้แลที่รู้กันว่าล้ำเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่าเป็นอริยวงศ์ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้าง ไม่ถูกลบล้างจักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจักบอกคืน อนภิชฌาที่เป็นธรรมบทนั้นแล้วบัญญัติบุคคลผู้มีอภิชฌา มีราคะแรงกล้าในกามทั้งหลายว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์’ในเรื่องนั้นเราพึงกล่าวกับบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า ‘ผู้ที่ถูกบัญญัติว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์นั้นจงมา จงกล่าว จงพูด เราจักดูอานุภาพของเขา’ เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลนั้นจักบอกคืนอนภิชฌาที่เป็นธรรมบทแล้ว บัญญัติบุคคลผู้มีอภิชฌา มีราคะแรงกล้าในกามทั้งหลายว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจักบอกคืนอพยาบาทที่เป็นธรรมบทนั้นแล้วบัญญัติบุคคลผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งจิตชั่วร้ายว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์’ในเรื่องนั้นเราพึงกล่าวกับบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า ‘ผู้ที่ถูกบัญญัติว่าเป็นสมณะหรือ@เชิงอรรถ : @ บอกคืน ในที่นี้หมายถึงปฏิเสธ คัดค้าน ไม่ยกย่องนับถือ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๐/๓๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๔๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค ๑๐. ปริพพาชกสูตร พราหมณ์นั้นจงมา จงกล่าว จงพูด เราจักดูอานุภาพของเขา’ เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลนั้นจักบอกคืนอพยาบาทที่เป็นธรรมบทแล้ว บัญญัติบุคคลผู้มีจิตพยาบาทมีความดำริแห่งจิตชั่วร้ายว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจักบอกคืนสัมมาสติที่เป็นธรรมบทนั้นแล้วบัญญัติบุคคลผู้หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์’ ในเรื่องนั้นเราพึงกล่าวกับบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า ‘ผู้ที่ถูกบัญญัติว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์นั้นจงมา จงกล่าว จงพูด เราจักดูอานุภาพของเขา’ เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลนั้นจักบอกคืนสัมมาสติที่เป็นธรรมบทแล้ว บัญญัติบุคคลผู้มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจักบอกคืนสัมมาสมาธิที่เป็นธรรมบทนั้นแล้วบัญญัติบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตกวัดแกว่งว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์’ ในเรื่องนั้นเราพึงกล่าวกับบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า ‘ผู้ที่ถูกบัญญัติว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์นั้นจงมา จงกล่าว จงพูด เราจักดูอานุภาพของเขา’ เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลนั้นจักบอกคืนสัมมาสมาธิที่จัดเป็นธรรมบทแล้ว บัญญัติบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตกวัดแกว่งว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ บุคคลใดสำคัญธรรมบท ๔ ประการนี้ว่าควรติเตียน ควรคัดค้าน บุคคลนั้นย่อมได้รับฐานะ ๔ ประการ พร้อมทั้งเหตุคล้อยตามวาทะไม่ชอบธรรม ที่น่าติเตียนในปัจจุบัน ฐานะ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ถ้าติเตียน คัดค้านอนภิชฌาที่จัดเป็นธรรมบท ก็ชื่อว่าเป็นผู้บูชา สรรเสริญสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีอภิชฌา มีราคะแรงกล้าในกาม ทั้งหลาย ๒. ถ้าติเตียน คัดค้านอพยาบาทที่จัดเป็นธรรมบท ก็ชื่อว่าเป็นผู้บูชา สรรเสริญสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งจิต ชั่วร้าย @เชิงอรรถ : @ ฐานะ ในที่นี้หมายถึงปัจจัย (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๐/๓๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๔๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. อุรุเวลวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ๓. ถ้าติเตียน คัดค้านสัมมาสติที่จัดเป็นธรรมบท ก็ชื่อว่าเป็นผู้บูชา สรรเสริญสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ ๔. ถ้าติเตียน คัดค้านสัมมาสมาธิที่จัดเป็นธรรมบท ก็ชื่อว่าเป็นผู้ บูชาสรรเสริญสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตกวัดแกว่ง บุคคลใดสำคัญธรรมบท ๔ ประการนี้ว่าควรติเตียน ควรคัดค้าน บุคคลนั้นย่อมได้รับฐานะ ๔ ประการพร้อมทั้งเหตุคล้อยตามวาทะไม่ชอบธรรม ที่น่าติเตียนในปัจจุบัน ปริพาชกชื่อวัสสะและภัญญะ ผู้อยู่ในอุกกลชนบท เป็นอเหตุกวาทะอกิริยวาทะ นัตถิกวาทะ สำคัญธรรมบท ๔ ประการนี้ว่าไม่ควรติเตียน ไม่ควรคัดค้าน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกลัวการนินทา การกระทบกระทั่ง และการกล่าวให้ร้าย” บุคคลผู้ไม่พยาบาท มีสติทุกเมื่อ มีจิตตั้งมั่นดีภายใน ผู้ศึกษาในธรรมเป็นเครื่องกำจัดอภิชฌา เราเรียกว่า ผู้ไม่ประมาท ปริพพาชกสูตรที่ ๑๐ จบ อุรุเวลวรรคที่ ๓ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปฐมอุรุเวลสูตร ๒. ทุติยอุรุเวลสูตร ๓. โลกสูตร ๔. กาฬการามสูตร ๕. พรหมจริยสูตร ๖. กุหสูตร ๗. สันตุฏฐิสูตร ๘. อริยวังสสูตร ๙. ธัมมปทสูตร ๑๐. ปริพพาชกสูตร @เชิงอรรถ : @ อเหตุกวาทะ หมายถึงลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๐/๓๒๖) @ อกิริยวาทะ หมายถึงลัทธิที่ถือว่าการกระทำไม่ว่าจะดีหรือชั่วย่อมไม่มีผล (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๐/๓๒๖)@ นัตถิกวาทะ หมายถึงลัทธิที่ถือว่าทานที่บุคคลให้แล้ว ไม่มีผล (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๐/๓๒๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๔๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปริพาชกสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในปริพาชกสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อภิญฺญาตา ได้แก่ ผู้มีชื่อที่รู้จักกันคือปรากฏ.
บทว่า อนฺนภาโร เป็นต้น เป็นชื่อของปริพาชกเหล่านั้น.
บทว่า ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากผลสมาบัติ. ก็ผลสมาบัตินั้น ท่านประสงค์ว่าที่เร้นในที่นี้.
บทว่า ปจฺจกฺขาย คือ คัดค้าน. บทว่า อภิชฺฌาลุํ คือ ผู้มีตัณหา.
บทว่า กาเมสุ ติพฺพสาราคํ ความว่า ผู้มีราคะความกำหนัดมากในวัตถุกาม.
บทว่า ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ ความว่า เมื่อเขากล่าวคำนั้น เราจะกล่าวอย่างนี้ในเหตุนั้น.
บทว่า ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺย ความว่า ผู้ใดมาสำคัญว่าควรคัดค้าน คือว่าควรห้าม.
บทว่า สหธมฺมิกา ได้แก่ พร้อมกับเหตุ.
บทว่า วาทานุปาตา ความว่า ก็เบียดเบียนวาทะที่ประกอบด้วยธรรม ก็ตกไปตามวาทะที่ไม่ประกอบด้วยธรรม. อธิบายว่า ประพฤติตามวาทะ.
บทว่า คารยฺหา ฐานา คือ ปัจจัยอันควรติเตียน.
บทว่า อาคจฺฉนฺติ คือ ย่อมเข้าถึง.
บทว่า อุกฺกลา คือ ชาวชนบทอุกกละ.
บทว่า วสฺสภญฺญา คือ ปริพาชก ๒ คน ชื่อวัสสะและภัญญะ.
บทว่า อเหตุกวาทา ความว่า ทั้ง ๒ คนเป็นผู้มีวาทะเป็นต้นอย่างนี้ว่า เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลายดังนี้.
บทว่า อกิริยวาทา ความว่า ผู้มีวาทะปฏิเสธกิริยวาทะอย่างนี้ว่า เมื่อบุคคลทำอยู่ บาปไม่ชื่อว่าอันบุคคลทำดังนี้.
บทว่า นตฺถิกวาทา ความว่า ผู้มีวาทะเป็นต้นอย่างนี้ว่า ทานที่ทายกให้แล้วไม่มีผลดังนี้.
คนทั้ง ๒ เหล่านั้นเป็นผู้ดิ่งลงในทัสนะทั้ง ๓ เหล่านี้.
ถามว่า ก็ในคนเหล่านั้น กำหนดได้อย่างไร?
ตอบว่า ก็ผู้ใดถือลัทธิเห็นปานนี้ นั่งสาธยายพิจารณาอยู่ในสถานที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน มิจฉาสติของผู้นั้นย่อมตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นั้นว่า เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เมื่อบุคคลทำอยู่ บาปย่อมไม่ชื่อว่าอันบุคคลทำ ฯลฯ ทานที่ทายกให้แล้วไม่มีผล ฯลฯ เพราะกายแตก ย่อมขาดสูญ ดังนี้ จิตย่อมแน่วแน่ ชวนจิตทั้งหลายย่อมแล่นไป ในชวนจิตที่หนึ่ง ผู้นั้นยังเป็นผู้แก้ไขได้ ในชวนจิตที่สองเป็นต้นก็อย่างนั้นในชวนจิตที่เจ็ด ผู้นั้นแม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็แก้ไขไม่ได้กลับมา ย่อมเป็นเช่นเดียวกับอริฏฐภิกษุและกัณฏกสามเณร.
บรรดาทัสนะ ๓ อย่างนั้น บางคนหยั่งสู่ทัสนะเดียว บางคน ๒ ทัสนะ บางคน ๓ ทัสนะ เขาย่อมชื่อว่านิยตมิจฉาทิฏฐิกะทั้งนั้น เขาต้องห้ามทางสวรรค์และต้องห้ามทางพระนิพพาน ไม่ควรจะไปสู่สวรรค์ ในลำดับแห่งอัตภาพนั้น จะต้องกล่าวไปใย ถึงพระนิพพานเล่า.
อธิบายว่า สัตว์ผู้นี้เป็นผู้เฝ้าแผ่นดิน ชื่อว่าเป็นตอในวัฏฏะ. โดยมากสัตว์เห็นปานนี้ไม่ออกจากภพ ถึงวัสสะและภัญญะปริพาชกก็เป็นเช่นนี้.
บทว่า นินฺทาพฺยาโรสนาอุปารมฺภภยา ความว่า เพราะตนกลัวนินทา กลัวเกลียดชัง และกลัวเขาว่าร้ายดังนี้.
บทว่า อภิชฺฌาวินเย สิกฺขํ ความว่า พระอรหัต เรียกว่าธรรมเครื่องกำจัดอภิชฌา ผู้ศึกษาในพระอรหัตอยู่ เรียกว่าผู้ไม่ประมาทดังนี้.
ตรัสทั้งวัฏฏะทั้งวิวัฏฏะไว้ในพระสูตรแล้ว จึงตรัสผลสมาบัติไว้ในพระคาถา ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปริพาชกสูตรที่ ๑๐ จบอุรุเวลวรรควรรณนาที่ ๓ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุรุเวลสูตรที่ ๑
๒. อุรุเวลสูตรที่ ๒
๓. โลกสูตร
๔. กาฬกสูตร
๕. พรหมจริยสูตร
๖. กุหสูตร
๗. สันตุฏฐิสูตร
๘. อริยวังสสูตร
๙. ธรรมปทสูตร
๑๐. ปริพาชกสูตร ฯ -----------------------------------------------------