สักกัจจสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต สักกัจจสูตร
อถโข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กินฺนุ โน ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ ฯ อถโข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ สตฺถารํ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺย ธมฺมํ โข ... สงฺฆํ โข ... สิกฺขํ โข ... สมาธึ โข ... อปฺปมาทํ โข ... ปฏิสนฺถารํ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ ฯ {๖๗.๑} อถโข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ อิเม โข เม ธมฺมา ปริสุทฺธา ปริโยทาตา ยนฺนูนาหํ อิเม ธมฺเม คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจยฺยํ เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา เจว ภวิสฺสนฺติ ปริสุทฺธสงฺขตตรา จ เสยฺยถาปิ นาม ปุริโส สุวณฺณนิกฺขํ อธิคจฺเฉยฺย ปริสุทฺธํ ปริโยทาตํ ตสฺส เอวมสฺส อยํ โข เม สุวณฺณนิกฺโข ปริสุทฺโธ ปริโยทาโต ยนฺนูนาหํ อิมํ สุวณฺณนิกฺขํ คนฺตฺวา กมฺมารานํ ทสฺเสยฺยํ เอวํ เม อยํ สุวณฺณนิกฺโข สกมฺมารคโต ปริสุทฺโธ เจว ภวิสฺสติ ปริสุทฺธสงฺขตตโร จาติ เอวเมว เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา ปริโยทาตา ยนฺนูนาหํ อิเม ธมฺเม คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจยฺยํ เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา เจว ภวิสฺสนฺติ ปริสุทฺธสงฺขตตรา จาติ ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กินฺนุ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ อถโข ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ สตฺถารํ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺย ธมฺมํ โข ... สงฺฆํ โข ... สิกฺขํ โข ... สมาธึ โข ... อปฺปมาทํ โข ... ปฏิสนฺถารํ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ {๖๗.๒} อถโข ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ อิเม โข เม ธมฺมา ปริสุทฺธา ปริโยทาตา ยนฺนูนาหํ อิเม ธมฺเม คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจยฺยํ เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา เจว ภวิสฺสนฺติ ปริสุทฺธสงฺขตตรา จ เสยฺยถาปิ นาม ปุริโส สุวณฺณนิกฺขํ อธิคจฺเฉยฺย ปริสุทฺธํ ปริโยทาตํ ตสฺส เอวมสฺส อยํ โข เม สุวณฺณนิกฺโข ปริสุทฺโธ ปริโยทาโต ยนฺนูนาหํ อิมํ สุวณฺณนิกฺขํ คนฺตฺวา กมฺมารานํ ทสฺเสยฺยํ เอวํ เม อยํ สุวณฺณนิกฺโข สกมฺมารคโต ปริสุทฺโธ เจว ภวิสฺสติ ปริสุทฺธสงฺขตตโร จาติ เอวเมว เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา ปริโยทาตา ยนฺนูนาหํ อิเม ธมฺเม คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจยฺยํ เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา เจว ภวิสฺสนฺติ ปริสุทฺธสงฺขตตรา จาติ ฯ สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สตฺถารํ โข สารีปุตฺต ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺย ธมฺมํ โข ... สงฺฆํ โข ... สิกฺขํ โข ... สมาธึ โข ... อปฺปมาทํ โข ... ปฏิสนฺถารํ โข สารีปุตฺต ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ ฯ {๖๗.๓} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเมปิ โส อคารโว {๖๗.๔} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆปิ โส อคารโว {๖๗.๕} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขายปิ โส อคารโว {๖๗.๖} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมิมฺปิ โส อคารโว {๖๗.๗} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเทปิ โส อคารโว {๖๗.๘} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท อคารโว ปฏิสนฺถาเร สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท อคารโว ปฏิสนฺถาเรปิ โส อคารโว ฯ {๖๗.๙} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเมปิ โส สคารโว {๖๗.๑๐} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆปิ โส สคารโว {๖๗.๑๑} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขายปิ โส สคารโว {๖๗.๑๒} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมิมฺปิ โส สคารโว {๖๗.๑๓} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเทปิ โส สคารโว {๖๗.๑๔} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท สคารโว ปฏิสนฺถาเร อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท สคารโว ปฏิสนฺถาเรปิ โส สคารโว อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ {๖๗.๑๕} สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ โข ตฺวํ สารีปุตฺต อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ โส วต สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเมปิ โส อคารโว ฯเปฯ โส วต สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท อคารโว ปฏิสนฺถาเร สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท อคารโว ปฏิสนฺถาเรปิ โส อคารโว โส วต สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส สารีปุตฺต สตฺถริ สคารโว ธมฺเมปิ โส สคารโว ฯเปฯ โส วต สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท สคารโว ปฏิสนฺถาเร อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท สคารโว ปฏิสนฺถาเรปิ โส สคารโว อิมสฺส โข สารีปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความ ปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยอะไรอยู่หนอ จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ลำดับนั้น ท่านคิดเห็นดังนี้ว่าภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่แล จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยธรรม ... อาศัยสงฆ์ ... อาศัยสิกขา ... อาศัยสมาธิ ... อาศัยความไม่ประมาท ... อาศัยปฏิสันถารอยู่แล ... จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ท่านคิดเห็นอีกว่าธรรมเหล่านี้ของเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผิฉะนั้น เราพึงไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาค ธรรมเหล่านี้ของเราจักบริสุทธิ์และจักนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลได้ทองคำอันบริสุทธิ์ผุดผ่องเขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่าทองคำแท่งของเรานี้ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผิฉะนั้น เราพึงนำเอาทองคำแท่งนี้ไปแสดงแก่นายช่างทอง ทองคำแท่งของเรานี้ ไปถึงนายช่างทองเข้าจักบริสุทธิ์และจักนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ ฉะนั้น ฯ ลำดับนั้น เป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์หลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับเกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่าภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยอะไรอยู่หนอ จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ลำดับนั้นข้าพระองค์ได้คิดเห็นดังนี้ว่า ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่แล จะพึงละอกุศล เจริญกุศล สักการะ เคารพ อาศัยธรรม ... อาศัยสงฆ์ ... อาศัยสิกขา ... อาศัยสมาธิ ... อาศัยความไม่ประมาท ... อาศัยปฏิสันถารอยู่แลจะพึงละอกุศล เจริญกุศล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้คิดเห็นดังนี้อีกว่าธรรมเหล่านี้ของเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผิฉะนั้น เราพึงไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่ผู้มีพระภาค ธรรมเหล่านี้ของเราจักบริสุทธิ์และจักนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลได้ทองคำแท่งอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า ทองคำแท่งของเรานี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผิฉะนั้นเราพึงนำเอาทองคำแท่งนี้ไปแสดงแก่นายช่างทอง ทองคำแท่งของเรานี้ไปถึงนายช่างทองเข้า จักบริสุทธิ์และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ ฉะนั้น ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ดีละ ดีละ ภิกษุสักการะเคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่แล จะพึงละอกุศล เจริญกุศล สักการะ เคารพอาศัยธรรม ... อาศัยสงฆ์ ... อาศัยสิกขา ... อาศัยสมาธิ ... อาศัยความไม่ประมาท ... อาศัยปฏิสันถารอยู่แล จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ว่า ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา จักเคารพในธรรม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ชื่อว่าไม่เคารพในธรรมด้วย ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม จักเคารพในสงฆ์ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ชื่อว่าไม่เคารพในสงฆ์ด้วย ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ จักเคารพในสิกขา ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรมในสงฆ์ ชื่อว่าไม่เคารพในสิกขาด้วย ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรมในสงฆ์ ในสิกขา จักเคารพในสมาธิ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ชื่อว่าไม่เคารพในสมาธิด้วย ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ จักเคารพในความไม่ประมาท ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดาในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ชื่อว่าไม่เคารพในความไม่ประมาทด้วยภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท จักเคารพในปฏิสันถาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ชื่อว่าไม่เคารพในปฏิสันถารด้วย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเคารพในพระศาสดาจักไม่เคารพในธรรม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ชื่อว่าเคารพในธรรมด้วย ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม จักไม่เคารพในสงฆ์ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ชื่อว่าเคารพในสงฆ์ด้วย ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ จักไม่เคารพในสิกขา ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ชื่อว่าเคารพในสิกขาด้วย ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขาจักไม่เคารพในสมาธิ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ชื่อว่าเคารพในสมาธิด้วย ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ จักไม่เคารพในความไม่ประมาท ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ในสิกขา ในสมาธิ ชื่อว่าเคารพในความไม่ประมาท ภิกษุเคารพในพระศาสดาในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท จักไม่เคารพในปฏิสันถาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ชื่อว่าเคารพในปฏิสันถารด้วย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ ดีแล้ว ดูกรสารีบุตร ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา จักเคารพในธรรม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ชื่อว่าไม่เคารพในธรรมด้วย ฯลฯ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรมในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท จักเคารพในปฏิสันถารข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดาในธรรม ในสงฆ์ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ชื่อว่าไม่เคารพในปฏิสันถารด้วย ฯ ดูกรสารีบุตร ภิกษุเคารพในพระศาสดา จักไม่เคารพในธรรม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ชื่อว่าเคารพในธรรมด้วย ฯลฯ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท จักไม่เคารพในปฏิสันถาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาทชื่อว่าเคารพในปฏิสันถารด้วย ดูกรสารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร ๖. สักกัจจสูตร ว่าด้วยความเคารพ
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดคำนึงขึ้น อย่างนี้ว่า “ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยอะไรหนอแลอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้” ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรจึงมีความคิดดังนี้ว่า ๑. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ๒. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระธรรม ฯลฯ ๓. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระสงฆ์ ฯลฯ ๔. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยสิกขา ฯลฯ ๕. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยสมาธิ ฯลฯ ๖. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยความไม่ประมาท ฯลฯ ๗. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยปฏิสันถารอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ต่อมา ท่านพระสารีบุตรได้มีความคิดดังนี้ว่า “ธรรมของเราเหล่านี้ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาค ธรรมของเราเหล่านี้จักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุรุษได้ทองคำแท่งอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขามีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ทองคำแท่งของเรานี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปเสนอทองคำแท่งนี้แก่ช่างทอง ทองคำแท่งของเรา นี้ไปถึงช่างทองแล้วจักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใดธรรมของเราเหล่านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาค ธรรมของเราเหล่านี้ก็จักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้” ครั้นในเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรได้ออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ที่หลีกเร้นในที่นี้หมายถึงการอยู่ผู้เดียวด้วยผลสมาบัติ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๗/๑๐๖, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๘/๒๐๓)@หรือทำนิพพานที่สงบสุขให้เป็นอารมณ์เข้าผลสมาบัติในเวลาเช้า (ตามนัย วิ.อ. ๑/๒๒/๒๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความคิดคำนึงขึ้นอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยอะไรหนอแลอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้’ ลำดับนั้นแลข้าพระองค์จึงเกิดความคิดดังนี้ว่า ๑. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ๒. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระธรรม ฯลฯ ๓. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระสงฆ์ ฯลฯ ๔. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยสิกขา ฯลฯ ๕. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยสมาธิ ฯลฯ ๖. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยความไม่ประมาท ฯลฯ ๗. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยปฏิสันถารอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ต่อมา ข้าพระองค์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ธรรมของเรา เหล่านี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาคธรรมของเราเหล่านี้จักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุรุษได้ทองคำแท่งที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เขามีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ทองคำแท่ง ของเรานี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดีเราควรจะไปเสนอทองคำแท่งนี้แก่ช่างทอง ทองคำแท่งของเรานี้ไปถึงช่างทองแล้วจักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้แม้ฉันใด ธรรมของเราเหล่านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาค ธรรมของเราเหล่านี้ก็จักบริสุทธิ์และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ สารีบุตร ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัย ศาสดาอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ฯลฯ อาศัยธรรม ฯลฯ อาศัยสงฆ์ ฯลฯ อาศัยสิกขา ฯลฯ อาศัยสมาธิ ฯลฯ อาศัยความไม่ประมาท ฯลฯ สารีบุตร ภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยปฏิสันถารอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระ ภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ชัดเนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ๑-๒. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา จักมีความ เคารพในพระธรรม ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ก็ชื่อว่า ไม่มีความเคารพในพระธรรมด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๓. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม จักมีความเคารพในพระสงฆ์ ภิกษุผู้ไม่มีความ เคารพในพระศาสดา ไม่มีความเคารพในพระธรรม ก็ชื่อว่าไม่มี ความเคารพในพระสงฆ์ด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๔. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ จักมีความเคารพ ในสิกขา ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความเคารพใน พระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพใน สิกขาด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๕. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพ ในสิกขา จักมีความเคารพในสมาธิ ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพใน พระศาสดา ไม่มีความเคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพใน พระสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพใน สมาธิด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๖. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพ ในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ จักมีความเคารพในความไม่ ประมาท ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความเคารพ ในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพในความไม่ ประมาทด้วย พระพุทธเจ้าข้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร ๗. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพ ในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ไม่มีความเคารพในความไม่ ประมาท จักมีความเคารพในปฏิสันถาร ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพ ในพระศาสดา ไม่มีความเคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพ ในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพใน ปฏิสันถารด้วย พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ๑-๒. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา จักไม่มีความ เคารพในพระธรรม ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ก็ชื่อว่ามี ความเคารพในพระธรรมด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๓. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีเคารพในพระศาสดา มีความเคารพใน พระธรรม จักไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ภิกษุผู้มีความเคารพ ในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม ก็ชื่อว่ามีความเคารพ ในพระสงฆ์ด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๔. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพ ในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ จักไม่มีความเคารพในสิกขา ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ ก็ชื่อว่ามีความเคารพในสิกขาด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๕. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพ ในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา จักไม่มีความเคารพในสมาธิ ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความ เคารพในสิกขา ก็ชื่อว่ามีความเคารพในสมาธิด้วย พระพุทธเจ้าข้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร ๖. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพ ในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ จักไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพใน สมาธิ ก็ชื่อว่ามีความเคารพในความไม่ประมาทด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๗. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพ ในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท จักไม่มี ความเคารพในปฏิสันถาร ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความ เคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ ประมาท ก็ชื่อว่ามีความเคารพในปฏิสันถารด้วย พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ๑-๖. เป็นไปได้ที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา จักมีความเคารพใน พระธรรมด้วย ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ก็ชื่อว่ามีความ เคารพในพระธรรมด้วย พระพุทธเจ้าข้า ฯลฯ ๗. เป็นไปได้ที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ฯลฯ มีความเคารพ ในความไม่ประมาท จักมีความเคารพในปฏิสันถารด้วย ภิกษุผู้มี ความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความ เคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท ก็ชื่อว่ามีความเคารพในปฏิสันถารด้วย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ชัดเนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มี พระภาคตรัสไว้โดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ สารีบุตร ดีจริง สารีบุตร เธอรู้ชัดเนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวไว้โดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร สารีบุตร ๑-๖. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา จักมีความเคารพ ในธรรม ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพ ในธรรมด้วย ฯลฯ ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา ไม่มีความ เคารพในธรรม ไม่มีความเคารพในสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพในความไม่ ประมาทด้วย ๗. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา ไม่มีความ เคารพในธรรม ไม่มีความเคารพในสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท จักมีความเคารพในปฏิสันถาร ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา ไม่มีความเคารพในธรรม ไม่มีความเคารพในสงฆ์ ไม่มีความ เคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ไม่มีความเคารพใน ความไม่ประมาท ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพในปฏิสันถารด้วย สารีบุตร ๑-๖. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา จักไม่มีความ เคารพในธรรม ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา ก็ชื่อว่ามีความ เคารพในธรรมด้วย ฯลฯ ๗. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา มีความเคารพ ในธรรม มีความเคารพในสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความ เคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท จักไม่มีความ เคารพในปฏิสันถาร ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา มีความ เคารพในธรรม มีความเคารพในสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท ก็ชื่อว่า มีความเคารพในปฏิสันถารด้วย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๗. ภาวนาสูตร สารีบุตร ๑-๖. เป็นไปได้ที่ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา จักมีความเคารพใน ธรรมด้วย ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา ก็ชื่อว่ามีความเคารพใน ธรรมด้วย ฯลฯ ๗. เป็นไปได้ที่ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา ฯลฯ มีความเคารพใน ความไม่ประมาท จักมีความเคารพในปฏิสันถารด้วย ภิกษุผู้มี ความเคารพในศาสดา ฯลฯ มีความเคารพในความไม่ประมาท ก็ชื่อว่ามีความเคารพในปฏิสันถารด้วย สารีบุตร เธอพึงทราบเนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวไว้โดยย่อนี้แล โดยพิสดารอย่างนี้” สักกัจจสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสักกัจจสูตรที่ ๖
สักกัจจสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปริสุทฺธา จ ภวิสฺสนฺติ ความว่า ธรรมเหล่านี้จักบริสุทธิ์ ไร้มลทิน โดยประมาณอย่างยิ่ง.
ส อักษร ในบทว่า สกมฺมารคโต นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ถึงช่างทองแล้ว คือถึงเตาของช่างทองแล้ว.
จบอรรถกถาสักกัจจสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------