สัปปุริสสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต สัปปุริสสูตรที่ ๒
๓๘ สปฺปุริโส ภิกฺขเว กุเล ชายมาโน พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ มาตาปิตูนํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ ปุตฺตทารสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ ทาสกมฺมกรโปริสสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ มิตฺตามจฺจานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ ปุพฺพเปตานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ รญฺโญ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ เทวตานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ สมณพฺราหฺมณานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มหาเมโฆ สพฺพสสฺสานิ สมฺปาเทนฺโต พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย ฯเปฯ โหติ เอวเมว โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส กุเล ชายมาโน พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ มาตาปิตูนํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ ปุตฺตทารสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ ทาสกมฺมกรโปริสสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ มิตฺตามจฺจานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ ปุพฺพเปตานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ รญฺโญ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ เทวตานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหติ สมณพฺราหฺมณานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย โหตีติ ฯ พหูนํ วต อตฺถาย สปฺปญฺโญ ฆรมาวสํ มาตรํ ปิตรํ ปุพฺเพ รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ปูเชติ สหธมฺเมน ปุพฺเพ กตมนุสฺสรํ อนาคาเร ปพฺพชิเต อปาเป พฺรหฺมจาริโน นิวิฏฺฐสทฺโธ ปูเชติ ญตฺวา ธมฺเม จ เปสโล รญฺโญ หิโต เทวหิโต ญาตีนํ สขีนํ หิโต สพฺเพสํ ส หิโต โหติ สทฺธมฺเม สุปติฏฺฐิโต วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ ส โลกํ ภชเต สิวนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัปบุรุษเมื่อเกิดในตระกูล ย่อมเกิดเพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก คือ ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่มารดาบิดา ๑ แก่บุตรภรรยา ๑ แก่หมู่คนผู้เป็นทาสกรรมกร ๑ แก่มิตรอำมาตย์ ๑ แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ๑ แก่พระราชา ๑ แก่เทวดาทั้งหลาย ๑ แก่สมณพราหมณ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาเมฆเมื่อตกให้ข้าวกล้าเจริญงอกงาม ย่อมตกเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก ฉันใด สัปบุรุษก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเกิดในตระกูล ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก คือ ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่มารดาบิดา ... แก่สมณพราหมณ์ ฯ สัปบุรุษผู้มีปัญญาอยู่ครองเรือน เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทั้ง กลางคืนกลางวัน บำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก ในชั้นต้นระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำไว้ก่อน ย่อมบูชามารดา บิดาโดยชอบธรรม สัปบุรุษผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว และมีศีล เป็นที่รัก ทราบธรรมแล้ว ย่อมบูชาบรรพชิตผู้ไม่ครองเรือน ผู้ไม่มีบาปประพฤติพรหมจรรย์ สัปบุรุษนั้นเป็นผู้เกื้อกูลต่อ พระราชา ต่อเทวดา ต่อญาติและสหายทั้งหลาย ตั้งมั่นแล้ว ในสัทธรรม เป็นผู้เกื้อกูลแก่คนทั้งปวง สัปบุรุษนั้น กำจัด มลทินคือความตระหนี่ได้แล้ว ย่อมประสบโลกอันเกษม ฯ จบสูตรที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. สัปปุริสสูตร ว่าด้วยคุณประโยชน์ของสัตบุรุษ
ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเมื่อเกิดในตระกูล ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อ เกื้อกูล เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก คือ ๑. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มารดาบิดา ๒. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่บุตรภรรยา ๓. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ทาส กรรมกร และคนใช้@เชิงอรรถ : @ เลือกให้ในที่นี้หมายถึงเลือกสิ่งที่ไม่ดีออก แล้วถวายแต่สิ่งที่ดีด้วยการแสวงหาปฏิคาหก คือ พระทักขิไณย-@บุคคลและการตั้งความปรารถนาว่า ‘ถวายแก่ท่านรูปนี้จักมีผลมาก ถวายแก่ท่านรูปนี้จักไม่มีผลมาก’@(องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๓๗/๒๕๖-๒๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๙๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. ทานวรรค ๘. สัปปุริสสูตร ๔. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มิตรและอำมาตย์ ๕. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ๖. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่พระราชา ๗. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เหล่าเทวดา ๘. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่สมณพราหมณ์ ภิกษุทั้งหลาย ก้อนเมฆใหญ่เมื่อตกลงมาให้ข้าวกล้าทั้งปวงเจริญงอกงาม ย่อมตกเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเมื่อเกิดในตระกูล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเกิดเพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก คือ ๑. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มารดาบิดา ๒. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่บุตรภรรยา ๓. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ทาส กรรมกร และคนใช้ ๔. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มิตรและอำมาตย์ ๕. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ๖. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่พระราชา ๗. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เหล่าเทวดา ๘. ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่สมณพราหมณ์ สัตบุรุษผู้มีปัญญาอยู่ครองเรือน เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนและกลางวัน ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เมื่อระลึกถึงอุปการคุณที่มารดาบิดาทำไว้ก่อน ย่อมบูชามารดาบิดาโดยชอบธรรม สัตบุรุษผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว และมีศีลเป็นที่รัก รู้ธรรมแล้ว @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ สัตตกนิบาต ข้อ ๖๔ หน้า ๑๒๗ ในเล่มนี้ @ โดยชอบธรรม ในที่นี้หมายถึงโดยการบูชาด้วยปัจจัยที่มีเหตุ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๓๘/๒๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๙๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. ทานวรรค ๙. อภิสันทสูตร ย่อมบูชาบรรพชิตผู้ไม่ครองเรือน ผู้ไม่มีบาป ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ สัตบุรุษผู้เกื้อกูลแก่พระราชา เกื้อกูลแก่เทวดา เกื้อกูลแก่ญาติและสหายทั้งหลาย ตั้งมั่นดีแล้วในสัทธรรม เป็นผู้เกื้อกูลแก่คนทั้งปวง สัตบุรุษนั้นกำจัดมลทินคือความตระหนี่ได้แล้ว ย่อมถึงโลกอันเกษม สัปปุริสสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยสัปปุริสสูตรที่ ๘
สัปปุริสสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อตฺถาย ได้แก่ เพื่อต้องการประโยชน์.
บทว่า หิตาย สุขาย ได้แก่ เพื่อต้องการเกื้อกูล เพื่อต้องการสุข.
บทว่า ปุพฺพเปตานํ ได้แก่ พวกญาติผู้ไปสู่ปรโลก.
ในพระสูตรนี้ เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ย่อมได้แก่พระเจ้าจักรพรรดิ์ พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ในครั้งพุทธกาล ย่อมได้แก่พระพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้า. ก็ท่านเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ญาติเหล่านั้นตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า พหุนฺนํ วต อตฺถาย สปฺปญฺโญ ฆรมาวสํ ได้แก่ บุคคลผู้มีปัญญา เมื่ออยู่ครองเรือนย่อมอยู่เพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มากเท่านั้น.
บทว่า ปุพฺเพ แปลว่า ก่อนทีเดียว.
บทว่า ปุพฺเพตมนุสฺสรํ ได้แก่ เมื่อหวลระลึกถึงอุปการคุณที่กระทำไว้ก่อนของบิดามารดา.
บทว่า สหธมฺเมน ความว่า บูชาด้วยการบูชาด้วยปัจจัยพร้อมทั้งเหตุ.
บทว่า อปาเป พฺรหฺมจาริโน ความว่า นอบน้อม คือถึงความประพฤติอ่อนน้อมแก่ท่านเหล่านั้น.
บทว่า เปสโล แปลว่า ผู้มีศีลเป็นที่รัก.
จบอรรถกถาทุติยสัปปุริสสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------