อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๔๑

อานันทสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต อานันทสูตร

ข้อ ๒๔๑

๓๗ เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ ตตฺร โข อายสฺมา อานนฺโท ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขเวติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา อานนฺโท เอตทโวจ อจฺฉริยํ อาวุโส อพฺภุตํ อาวุโส ยาวญฺจิทํ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน โอกาสาธิคโม อนุพุทฺโธ สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ตเทว นาม จกฺขุํ ภวิสฺสติ เต รูปา ตญฺจายตนํ โน ปฏิสํเวทิสฺสติ ตเทว นาม โสตํ ภวิสฺสติ เต สทฺทา ตญฺจายตนํ โน ปฏิสํเวทิสฺสติ ตเทว นาม ฆานํ ภวิสฺสติ เต คนฺธา ตญฺจายตนํ โน ปฏิสํเวทิสฺสติ สา จ นาม ชิวฺหา ภวิสฺสติ เต รสา ตญฺจายตนํ โน ปฏิสํเวทิสฺสติ โส จ นาม กาโย ภวิสฺสติ เต โผฏฺฐพฺพา ตญฺจายตนํ โน ปฏิสํเวทิสฺสตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ สญฺญี เมว นุ โข อาวุโส อานนฺท ตทายตนํ โน ปฏิสํเวเทติ อุทาหุ อสญฺญีติ ฯ สญฺญี เมว โข อาวุโส ตทายตนํ ปฏิสํเวเทติ โน อสญฺญีติ ฯ กึสญฺญี ปนาวุโส ตทายตนํ โน ปฏิสํเวเทตีติ ฯ {๒๔๑.๑} อิธาวุโส ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอวํสญฺญีปิ โข อาวุโส ตทายตนํ โน ปฏิสํเวเทติ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอวํสญฺญีปิ โข อาวุโส ตทายตนํ โน ปฏิสํเวเทติ ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอวํสญฺญีปิ โข อาวุโส ตทายตนํ โน ปฏิสํเวเทติ ฯ {๒๔๑.๒} เอกมิทาหํ อาวุโส สมยํ สาเกเต วิหรามิ อญฺชนวเน มิคทาเย อถโข อาวุโส ชฏิลภาคิกา ภิกฺขุนี เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เอกมนฺตํ ฐิตา โข อาวุโส ชฏิลภาคิกา ภิกฺขุนี มํ เอตทโวจ ยายํ ภนฺเต อานนฺท สมาธิ น จาภินโต น จาปนโต น สสงฺขารนิคฺคยฺหวาริตวโต วิมุตฺตตฺตา ฐิโต ฐิตตฺตา สนฺตุสิโต สนฺตุสิตตฺตา โน ปริตสฺสติ อยํ ภนฺเต อานนฺท สมาธิ กึผโล วุตฺโต ภควตาติ เอวํ วุตฺเต ตาหํ อาวุโส ชฏิลภาคิกํ ภิกฺขุนึ เอตทโวจํ ยายํ ภคินิ สมาธิ น จาภินโต น จาปนโต น สสงฺขารนิคฺคยฺหวาริตวโต วิมุตฺตตฺตา ฐิโต ฐิตตฺตา สนฺตุสิโต สนฺตุสิตตฺตา โน ปริตสฺสติ อยํ ภคินิ สมาธิ อญฺโญ ผโล วุตฺโต ภควตาติ เอวํสญฺญีปิ โข อาวุโส ตทายตนํ โน ปฏิสํเวเทตีติ ฯ

สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้กรุงโกสัมพี ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้การบรรลุโอกาส เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกความร่ำไร เพื่อดับเสียซึ่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน จักษุชื่อว่าจักเป็นจักษุนั้นแล คือ รูปเหล่านั้นจักไม่เสวยอายตนะนั้น และอายตนะนั้นจักไม่เสวยรูปเหล่านั้น หูชื่อว่าจักเป็นหูนั้นแล คือ เสียงเหล่านั้นจักไม่เสวยอายตนะนั้น และอายตนะนั้นจักไม่เสวยเสียงเหล่านั้น จมูกชื่อว่าจักเป็นจมูกนั้นแล คือกลิ่นเหล่านั้นจักไม่เสวยอายตนะนั้น และอายตนะนั้นจักไม่เสวยกลิ่นเหล่านั้นลิ้นชื่อว่าจักเป็นลิ้นนั้นแล คือ รสเหล่านั้นจักไม่เสวยอายตนะนั้น และอายตนะนั้นจักไม่เสวยรสเหล่านั้น กายชื่อว่าจักเป็นกายนั้นแล คือ โผฏฐัพพะเหล่านั้นจักไม่เสวยอายตนะนั้น และอายตนะนั้นจักไม่เสวยโผฏฐัพพะเหล่านั้น เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอาวุโสอานนท์ ผู้มีสัญญาหรือไม่มีสัญญาหนอ ย่อมไม่เสวยอายตนะนั้น ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูกรอาวุโส ผู้มีสัญญาแล ย่อมไม่เสวยอายตนะนั้น ผู้ไม่มีสัญญาไม่เสวยอายตนะนั้น ฯ อุ. ดูกรอาวุโส ก็ผู้มีสัญญาอย่างไร จึงไม่เสวยอายตนะนั้น ฯ อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุอากาสา-*นัญจายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด ดูกรอาวุโส แม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้ ก็ไม่เสวยอายตนะนั้น ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า วิญญาณไม่มีที่สุดดูกรอาวุโส แม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้ก็ไม่เสวยอายตนะนั้น ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรหน่อยหนึ่งไม่มี ดูกรอาวุโส แม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้ก็ไม่เสวยอายตนะนั้น ฯ ดูกรอาวุโส สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ อัญชนมิคทายวัน ใกล้เมืองสาเกตครั้งนั้นแล ภิกษุณีชื่อชฎิลภาคิกา เข้าไปหาผมถึงที่อยู่ ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามผมว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ สมาธิใดอันบุคคลยังไม่น้อมไปแล้ว ไม่นำไปปราศแล้ว มีการข่มการห้ามซึ่งธรรมอันเป็นไปกับสังขารไม่ได้ ตั้งมั่นแล้วเพราะหลุดพ้นจากกิเลส เป็นสันโดษเพราะตั้งมั่น ไม่สะดุ้งเพราะเป็นสันโดษ สมาธินี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีอะไรเป็นผล เมื่อชฎิลภาคิกาภิกษุณีกล่าวอย่างนี้แล้ว ผมได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นว่า ดูกรน้องหญิงสมาธิใดอันบุคคลไม่น้อมไปแล้ว ไม่นำไปปราศแล้ว มีการข่มการห้ามซึ่งธรรมอันเป็นไปกับสังขารไม่ได้ ตั้งมั่นแล้วเพราะหลุดพ้นจากกิเลส เป็นสันโดษเพราะตั้งมั่น ไม่สะดุ้งเพราะเป็นสันโดษ สมาธินี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีอรหัตเป็นผล ดูกรอาวุโส แม้ผู้ที่มีสัญญาอย่างนี้แล ก็ไม่เสวยอายตนะนั้น ฯ จบสูตรที่ ๖

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖. อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์

ข้อ ๓๗

สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระอานนท์จึงได้กล่าวดังนี้ว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ ได้ตรัสรู้วิธีบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงโสกะ(ความเศร้าโศก) และปริเทวะ(ความร่ำไร) เพื่อดับทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน คือ จักษุ (ตา) ชื่อว่าจักเป็นจักษุนั้นนั่นเอง คือ รูปเหล่านั้นก็จักไม่รับรู้ อายตนะนั้น และอายตนะนั้นก็จักไม่รับรู้รูปเหล่านั้น @เชิงอรรถ : @ วิธีบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ มีความหมายดังนี้ คำว่า ที่คับแคบ มีความหมาย ๒ นัย คือ นัยที่ ๑@หมายถึงที่คับแคบสำหรับปุถุชนผู้ครองเรือน ได้แก่ กามคุณ ๕ นัยที่ ๒ หมายถึงที่คับแคบสำหรับผู้@บำเพ็ญฌาน ได้แก่ นิวรณ์ ๕ เป็นต้น คำว่า วิธีบรรลุช่องว่าง หมายถึงภาวะที่ปลอดจากกิเลสต่างๆ@ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ และอรหัตตมรรค แต่ละภาวะก็ปลอดจากกิเลสต่างกัน@เช่น ปฐมฌานปลอดจากนิวรณ์ ๕ จตุตถฌานปลอดจากสุขและทุกข์ ดู ที.ม. ๑๐/๒๘๘/๑๘๓,@ที.ม.อ. ๒/๒๘๘/๒๕๕, องฺ.นวก.ฏีกา ๓/๓๗/๓๖๙ ประกอบ @ ญายธรรม หมายถึงอริยมัคคธรรม (สํ.ม. ๑๙/๒๔/๑๕, สํ.ม.อ. ๓/๒๑-๓๐/๑๙๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๕๑๓}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. มหาวรรค ๖. อานันทสูตร โสตะ (หู) ชื่อว่าจักเป็นโสตะนั้นนั่นเอง คือ เสียงเหล่านั้นจักไม่รับรู้อายตนะนั้นและอายตนะนั้นก็จักไม่รับรู้เสียงเหล่านั้น ฆานะ (จมูก) ชื่อว่าจักเป็นฆานะนั้นนั่นเอง คือ กลิ่นเหล่านั้นจักไม่รับรู้อายตนะนั้นและอายตนะนั้นก็จักไม่รับรู้กลิ่นเหล่านั้น ชิวหา (ลิ้น) ชื่อว่าจักเป็นชิวหานั้นนั่นเอง คือ รสเหล่านั้นจักไม่รับรู้อายตนะนั้นและอายตนะนั้นก็จักไม่รับรสเหล่านั้น กาย ชื่อว่าจักเป็นกายนั้นนั่นเอง คือ โผฏฐัพพะเหล่านั้นจักไม่รับรู้อายตนะนั้นและอายตนะนั้นก็จักไม่รับรู้โผฏฐัพพะเหล่านั้น” เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายี ได้ถามท่านพระ อานนท์ดังนี้ว่า “ท่านอานนท์ คนผู้มีสัญญาเท่านั้น หรือว่าคนไม่มีสัญญา ไม่รับรู้อายตนะนั้น” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ผู้มีอายุ คนมีสัญญานั้นก็ไม่รับรู้อายตนะได้ หรือ คนไม่มีสัญญาก็ไม่รับรู้อายตนะนั้นได้” ท่านพระอุทายีถามว่า “ผู้มีอายุ คนผู้มีสัญญาอย่างไร จึงไม่รับรู้อายตนะนั้น” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ผู้มีอายุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้บรรลุอากาสานัญจายตน-ฌานโดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญาไม่กำหนดนานัตตสัญญา ภิกษุผู้มีสัญญาอย่างนี้แล ย่อมไม่รับรู้อายตนะนั้น ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตน- ฌาน โดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่ ภิกษุผู้มีสัญญาอย่างนี้แล ย่อมไม่รับรู้อายตนะนั้น ภิกษุล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ ภิกษุผู้มีสัญญาอย่างนี้แล ย่อมไม่รับรู้อายตนะนั้น@เชิงอรรถ : @ พระอุทายี ในที่นี้คือพระกาฬุทายีเถระ (องฺ.นวก.อ. ๓/๓๗/๓๑๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๕๑๔}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. มหาวรรค ๗. โลกายติกสูตร ผู้มีอายุ ครั้งหนึ่ง ผมพักอยู่ ณ อัญชนมิคทายวัน เมืองสาเกต ครั้งนั้นแล ภิกษุณีชื่อชฏิลภาคิกาเข้าไปหาผมจนถึงที่อยู่ ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ครั้นแล้วได้กล่าวกับผมดังนี้ว่า ‘ท่านอานนท์ผู้เจริญ สมาธิใดอันกิเลสน้อมไปไม่ได้ นำไปไม่ได้ ไม่มีการข่มห้ามกิเลสด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง ชื่อว่าตั้งมั่นแล้วเพราะหลุดพ้น ชื่อว่ายินดีเพราะตั้งมั่น ชื่อว่าไม่สะดุ้งเพราะยินดี สมาธินี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีอะไรเป็นผล’ เมื่อชฏิลภาคิกาภิกษุณีกล่าวอย่างนี้แล้ว ผมได้กล่าวกับภิกษุณีนั้นว่า ‘น้องหญิง สมาธิใดอันกิเลสน้อมไปไม่ได้ นำไปไม่ได้ ไม่มีการข่มห้ามกิเลสด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง ชื่อว่าตั้งมั่นแล้วเพราะหลุดพ้น ชื่อว่ายินดีเพราะตั้งมั่น ชื่อว่าไม่สะดุ้งเพราะยินดี สมาธินี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีอรหัตเป็นผล’ ผู้มีอายุ ภิกษุผู้มีสัญญาอย่างนี้ ย่อมไม่รับรู้อายตนะนั้น” อานันทสูตรที่ ๖ จบ ๗. โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ชำนาญคัมภีร์โลกายัต

ข้อ ๓๘

ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้ชำนาญในคัมภีร์โลกายัต ๒ คน เข้าไปเฝ้าพระ ผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ท่านปูรณะ กัสสปะ เป็นสัพพัญญู เห็นสิ่งทั้งปวง ปฏิญญาญาณทัสสนะอย่างเบ็ดเสร็จว่า ‘เมื่อเราเดิน ยืน หลับ และตื่นอยู่ ญาณทัสสนะได้ปรากฏต่อเนื่องตลอดไป’ เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารู้เห็นโลกอันไม่มีที่สุดด้วยญาณอันไม่มีที่สุด’ ท่านพระโคดม แม้แต่ท่านนิครนถ นาฎบุตรนี้ก็เป็น สัพพัญญู เห็นสิ่งทั้งปวง ปฏิญญาญาณทัสสนะอย่างเบ็ดเสร็จว่า ‘เมื่อเราเดิน ยืน หลับ และตื่นอยู่ ญาณทัสสนะได้ปรากฏต่อเนื่องตลอดไป’ เธอกล่าวอย่างนี้ว่า@เชิงอรรถ : @ น้อมไปไม่ได้ ในที่นี้หมายถึงไม่น้อมไปตามอำนาจราคะ (องฺ.นวก.อ. ๓/๓๗/๓๑๑)@ นำไปไม่ได้ ในที่นี้หมายถึงไม่ถูกชักนำไปตามอำนาจโทสะ (องฺ.นวก.อ. ๓/๓๗/๓๑๑)@ โลกายัต หมายถึงวิตัณฑวาทศาสตร์ คือ ศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์ โดยการอ้างทฤษฎีและ@ประเพณีทางสังคมมาหักล้างสัจธรรม มุ่งแสดงให้เห็นว่าตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจธรรมแต่อย่างใด@(ที.สี.อ. ๑/๒๕๖/๒๒๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๕๑๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๖

อานันทสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สมฺพาเธ ได้แก่ ในที่คับแคบคือกามคุณ ๕.

บทว่า โอกาสาธิคโม ได้แก่ ถึงโอกาส.

บทว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ได้แก่ เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายถึงความบริสุทธิ์.

บทว่า สมติกฺกมาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การล่วงไป.

บทว่า อตฺถงฺคมาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การดับไป.

บทว่า ญายสฺส อธิคมาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การบรรลุมรรคพร้อมด้วยวิปัสสนา.

บทว่า นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การทำนิพพานอันหาปัจจัยมิได้ให้ประจักษ์.

บทว่า ตเทว นามํ จกฺขุํ ภวิสฺสติ ได้แก่ จักษุนั่นเองคือปสาทจักษุ จักแตกต่างกันไปก็หามิได้.

บทว่า เต รูปา ได้แก่ รูปารมณ์นั้นเองจักมาสู่คลอง (ปสาทจักษุ).

บทว่า ตญฺจายตนํ โน ปฏิสํเวทิสฺสติ ได้แก่ บุคคลผู้ไม่มีสัญญา จักไม่รู้รูปายตนะนั้น.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อุทายี ได้แก่ พระกาฬุทายิเถระ.

บทว่า สญฺญเมว นุ โข ได้แก่ เป็นผู้มีจิตหรือหนอ.

ม อักษรเป็นเพียงบทสนธิ.

บทว่า กึ สญฺญี ได้แก่ เป็นผู้มีสัญญาด้วยสัญญาชนิดไหน.

บทว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ความว่า ถามว่า เพราะเหตุไร พระอานนท์จึงถือเอารูปสัญญานี้ การเสวยอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น ย่อมมีแก่ท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยปฐมฌานเป็นต้นหรือ.

ตอบว่า ไม่มี ก็กสิณรูปยังเป็นอารมณ์อยู่เพียงใด รูปชื่อว่ายังไม่ล่วงไปอยู่เพียงนั้น รูปนั้นจักอาจเพื่อเป็นปัจจัย เพราะยังไม่ล่วงไป แต่ก็รูปนั้น เพราะยังไม่ล่วงไปจึงชื่อว่าไม่มี พระอานนท์ถือเอาคำนี้นั่นแลเพื่อแสดงว่า เพราะรูปไม่มี จึงไม่อาจเป็นปัจจัยได้.

บทว่า ชฏิลคาหิยา ได้แก่ ภิกษุณีผู้อยู่ในเมืองชฎิลคหะ.

ในบทว่า น จาภิณโต เป็นต้น พึงทราบเนื้อความต่อไปนี้.

สมาธิ ชื่อว่าข่มห้ามด้วยการชักชวนไม่ได้ เพราะไม่น้อมไปด้วยอำนาจของราคะ ไม่นำออกไปด้วยอำนาจของโทสะ ข่มห้ามกิเลสทั้งหลายแล้วตั้งอยู่ด้วยการชักชวน ด้วยการประกอบไม่ได้ แต่เกิดขึ้นได้ในเมื่อตัดกิเลสได้แล้ว.

บทว่า วิมุตฺตตฺตา ฐิโต ได้แก่ ชื่อว่าตั้งอยู่แล้ว เพราะพ้นจากกิเลสทั้งหลาย.

บทว่า ฐิตตฺตา สนฺตุสิโต ได้แก่ ชื่อว่าสันโดษ เพราะตั้งมั่นแล้วนั่นเอง.

บทว่า สนฺตุสิตตฺตา โน ปริตสฺสติ ได้แก่ ไม่ถึงความสะดุ้ง เพราะเป็นผู้สันโดษแล้ว.

ด้วยบทว่า อยํ ภนฺเต อานนฺท สมาธิ กึผโล นี้ พระเถรีถือเอาสมาธิในอรหัตผลแล้วถามว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ สมาธินี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นผลของอะไร ดุจถือเอาผลตาลแล้วถามว่า ผลนี้ชื่อผลอะไรดังนี้.

บทว่า อญฺญา ผโล วุตฺโต ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระอรหัตว่า อญฺญา ชื่อว่าสมาธิในอรหัตผลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว.

บทว่า เอวํสญฺญีปิ ความว่า แม้มีสัญญาด้วยสัญญาในอรหัตผลนี้ ก็ไม่เสวยอายตนะนั้น เพราะเหตุนั้น ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงสมาธิในอรหัตผลด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาอานันทสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา