สิลายูปสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต สิลายูปสูตรที่ ๑
๒๕ ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน กลฺลํ วจนาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ {๒๒๙.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ วีตราคํ เม จิตฺตนฺติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ วีตโทสํ เม จิตฺตนฺติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ วีตโมหํ เม จิตฺตนฺติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อสราคธมฺมํ เม จิตฺตนฺติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อสโทสธมฺมํ เม จิตฺตนฺติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อสโมหธมฺมํ เม จิตฺตนฺติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อนาวตฺติธมฺมํ เม จิตฺตํ กามราคายาติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อนาวตฺติธมฺมํ เม จิตฺตํ รูปราคายาติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อนาวตฺติธมฺมํ เม จิตฺตํ อรูปราคายาติ ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ ฯ ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปญฺญาย จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน กลฺลํ วจนาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วย ปัญญา ในกาลนั้น ควรเรียกภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยปัญญาอย่างไร ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า จิตของเราปราศจากราคะแล้ว จิตของเราปราศจากโทสะแล้ว จิตของเราปราศจากโมหะแล้ว จิตของเราไม่มีราคะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่มีโทสะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่มีโมหะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมาเพื่อรูปราคะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมาเพื่ออรูปราคะเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยปัญญาแล้ว ในกาลนั้น ควรเรียกภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ฯ จบสูตรที่ ๕
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. สัตตาวาสวรรค ๕. ปัญญาสูตร ๕. ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุอบรมจิตดีด้วยปัญญา เมื่อนั้น ภิกษุนั้น ควรกล่าวดังนี้ว่า ‘เรารู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ภิกษุอบรมจิตดีด้วยปัญญา เป็นอย่างไร คือ ภิกษุอบรมจิตดีด้วยปัญญาว่า ๑. จิตของเราปราศจากราคะแล้ว ๒. จิตของเราปราศจากโทสะแล้ว ๓. จิตของเราปราศจากโมหะแล้ว ๔. จิตของเราไม่มีราคะเป็นธรรมดา ๕. จิตของเราไม่มีโทสะเป็นธรรมดา ๖. จิตของเราไม่มีโมหะเป็นธรรมดา ๗. จิตของเราไม่กลับมาในกามภพเป็นธรรมดา ๘. จิตของเราไม่กลับมาในรูปภพเป็นธรรมดา ๙. จิตของเราไม่กลับมาในอรูปภพเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุอบรมจิตดีด้วยปัญญา เมื่อนั้น ภิกษุนั้นควรกล่าวดังนี้ว่า ‘เรารู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ปัญญาสูตรที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๘๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฐมสิลายูปสูตรที่ ๕
ปฐมสิลายูปสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด.
บทว่า สปริจิตํ โหติ ได้แก่ อบรมดีแล้วหรือเจริญดีแล้ว.
บทว่า กลฺลํ วจนาย ได้แก่ ควรเพื่อจะกล่าว.
บทว่า วีตราคํ ได้แก่ ปราศจากราคะ.
บทว่า อสราคธมฺมํ ได้แก่ หมดสภาพที่จะให้ยินดีด้วยราคะ.
บทว่า อนาวตฺติธมฺมํ ได้แก่ หมดสภาพที่จะกลับมา คือไม่ควรเกิดต่อไป. อธิบายว่า มีสภาพดับสนิท โดยไม่มีปฏิสนธิอีกต่อไปนั่นเอง.
ในสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงพระขีณาสพเท่านั้น.
จบอรรถกถาปฐมสิลายูปสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------