อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๗

สักกัจจสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๗1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


อถโข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กินฺนุ โน ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ ฯ อถโข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ สตฺถารํ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺย ธมฺมํ โข ... สงฺฆํ โข ... สิกฺขํ โข ... สมาธึ โข ... อปฺปมาทํ โข ... ปฏิสนฺถารํ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ ฯ {๖๗.๑} อถโข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ อิเม โข เม ธมฺมา ปริสุทฺธา ปริโยทาตา ยนฺนูนาหํ อิเม ธมฺเม คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจยฺยํ เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา เจว ภวิสฺสนฺติ ปริสุทฺธสงฺขตตรา จ เสยฺยถาปิ นาม ปุริโส สุวณฺณนิกฺขํ อธิคจฺเฉยฺย ปริสุทฺธํ ปริโยทาตํ ตสฺส เอวมสฺส อยํ โข เม สุวณฺณนิกฺโข ปริสุทฺโธ ปริโยทาโต ยนฺนูนาหํ อิมํ สุวณฺณนิกฺขํ คนฺตฺวา กมฺมารานํ ทสฺเสยฺยํ เอวํ เม อยํ สุวณฺณนิกฺโข สกมฺมารคโต ปริสุทฺโธ เจว ภวิสฺสติ ปริสุทฺธสงฺขตตโร จาติ เอวเมว เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา ปริโยทาตา ยนฺนูนาหํ อิเม ธมฺเม คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจยฺยํ เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา เจว ภวิสฺสนฺติ ปริสุทฺธสงฺขตตรา จาติ ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กินฺนุ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ อถโข ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ สตฺถารํ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺย ธมฺมํ โข ... สงฺฆํ โข ... สิกฺขํ โข ... สมาธึ โข ... อปฺปมาทํ โข ... ปฏิสนฺถารํ โข ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ {๖๗.๒} อถโข ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ อิเม โข เม ธมฺมา ปริสุทฺธา ปริโยทาตา ยนฺนูนาหํ อิเม ธมฺเม คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจยฺยํ เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา เจว ภวิสฺสนฺติ ปริสุทฺธสงฺขตตรา จ เสยฺยถาปิ นาม ปุริโส สุวณฺณนิกฺขํ อธิคจฺเฉยฺย ปริสุทฺธํ ปริโยทาตํ ตสฺส เอวมสฺส อยํ โข เม สุวณฺณนิกฺโข ปริสุทฺโธ ปริโยทาโต ยนฺนูนาหํ อิมํ สุวณฺณนิกฺขํ คนฺตฺวา กมฺมารานํ ทสฺเสยฺยํ เอวํ เม อยํ สุวณฺณนิกฺโข สกมฺมารคโต ปริสุทฺโธ เจว ภวิสฺสติ ปริสุทฺธสงฺขตตโร จาติ เอวเมว เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา ปริโยทาตา ยนฺนูนาหํ อิเม ธมฺเม คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจยฺยํ เอวํ เม อิเม ธมฺมา ปริสุทฺธา เจว ภวิสฺสนฺติ ปริสุทฺธสงฺขตตรา จาติ ฯ สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สตฺถารํ โข สารีปุตฺต ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺย ธมฺมํ โข ... สงฺฆํ โข ... สิกฺขํ โข ... สมาธึ โข ... อปฺปมาทํ โข ... ปฏิสนฺถารํ โข สารีปุตฺต ภิกฺขุ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา อุปนิสฺสาย วิหรนฺโต อกุสลํ ปชเหยฺย กุสลํ ภาเวยฺยาติ ฯ {๖๗.๓} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเมปิ โส อคารโว {๖๗.๔} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆปิ โส อคารโว {๖๗.๕} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขายปิ โส อคารโว {๖๗.๖} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมิมฺปิ โส อคารโว {๖๗.๗} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเทปิ โส อคารโว {๖๗.๘} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท อคารโว ปฏิสนฺถาเร สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท อคารโว ปฏิสนฺถาเรปิ โส อคารโว ฯ {๖๗.๙} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเมปิ โส สคารโว {๖๗.๑๐} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆปิ โส สคารโว {๖๗.๑๑} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขายปิ โส สคารโว {๖๗.๑๒} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมิมฺปิ โส สคารโว {๖๗.๑๓} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเทปิ โส สคารโว {๖๗.๑๔} โส วต ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท สคารโว ปฏิสนฺถาเร อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท สคารโว ปฏิสนฺถาเรปิ โส สคารโว อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ {๖๗.๑๕} สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ โข ตฺวํ สารีปุตฺต อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ โส วต สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเมปิ โส อคารโว ฯเปฯ โส วต สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท อคารโว ปฏิสนฺถาเร สคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว ธมฺเม อคารโว สงฺเฆ อคารโว สิกฺขาย อคารโว สมาธิสฺมึ อคารโว อปฺปมาเท อคารโว ปฏิสนฺถาเรปิ โส อคารโว โส วต สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส สารีปุตฺต สตฺถริ สคารโว ธมฺเมปิ โส สคารโว ฯเปฯ โส วต สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท สคารโว ปฏิสนฺถาเร อคารโว ภวิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โย โส สารีปุตฺต ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว ธมฺเม สคารโว สงฺเฆ สคารโว สิกฺขาย สคารโว สมาธิสฺมึ สคารโว อปฺปมาเท สคารโว ปฏิสนฺถาเรปิ โส สคารโว อิมสฺส โข สารีปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร ๖. สักกัจจสูตร ว่าด้วยความเคารพ

ข้อ ๗๐

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดคำนึงขึ้น อย่างนี้ว่า “ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยอะไรหนอแลอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้” ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรจึงมีความคิดดังนี้ว่า ๑. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ๒. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระธรรม ฯลฯ ๓. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระสงฆ์ ฯลฯ ๔. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยสิกขา ฯลฯ ๕. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยสมาธิ ฯลฯ ๖. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยความไม่ประมาท ฯลฯ ๗. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยปฏิสันถารอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ต่อมา ท่านพระสารีบุตรได้มีความคิดดังนี้ว่า “ธรรมของเราเหล่านี้ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาค ธรรมของเราเหล่านี้จักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุรุษได้ทองคำแท่งอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขามีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ทองคำแท่งของเรานี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปเสนอทองคำแท่งนี้แก่ช่างทอง ทองคำแท่งของเรา นี้ไปถึงช่างทองแล้วจักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใดธรรมของเราเหล่านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาค ธรรมของเราเหล่านี้ก็จักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้” ครั้นในเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรได้ออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ที่หลีกเร้นในที่นี้หมายถึงการอยู่ผู้เดียวด้วยผลสมาบัติ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๗/๑๐๖, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๘/๒๐๓)@หรือทำนิพพานที่สงบสุขให้เป็นอารมณ์เข้าผลสมาบัติในเวลาเช้า (ตามนัย วิ.อ. ๑/๒๒/๒๐๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความคิดคำนึงขึ้นอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยอะไรหนอแลอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้’ ลำดับนั้นแลข้าพระองค์จึงเกิดความคิดดังนี้ว่า ๑. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ๒. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระธรรม ฯลฯ ๓. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระสงฆ์ ฯลฯ ๔. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยสิกขา ฯลฯ ๕. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยสมาธิ ฯลฯ ๖. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยความไม่ประมาท ฯลฯ ๗. ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยปฏิสันถารอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ต่อมา ข้าพระองค์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ธรรมของเรา เหล่านี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาคธรรมของเราเหล่านี้จักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุรุษได้ทองคำแท่งที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เขามีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ทองคำแท่ง ของเรานี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดีเราควรจะไปเสนอทองคำแท่งนี้แก่ช่างทอง ทองคำแท่งของเรานี้ไปถึงช่างทองแล้วจักบริสุทธิ์ และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้แม้ฉันใด ธรรมของเราเหล่านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทางที่ดี เราควรจะไปกราบทูลธรรมเหล่านี้แด่พระผู้มีพระภาค ธรรมของเราเหล่านี้ก็จักบริสุทธิ์และนับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ สารีบุตร ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัย ศาสดาอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ ฯลฯ อาศัยธรรม ฯลฯ อาศัยสงฆ์ ฯลฯ อาศัยสิกขา ฯลฯ อาศัยสมาธิ ฯลฯ อาศัยความไม่ประมาท ฯลฯ สารีบุตร ภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยปฏิสันถารอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระ ภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ชัดเนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้ว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ๑-๒. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา จักมีความ เคารพในพระธรรม ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ก็ชื่อว่า ไม่มีความเคารพในพระธรรมด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๓. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม จักมีความเคารพในพระสงฆ์ ภิกษุผู้ไม่มีความ เคารพในพระศาสดา ไม่มีความเคารพในพระธรรม ก็ชื่อว่าไม่มี ความเคารพในพระสงฆ์ด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๔. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ จักมีความเคารพ ในสิกขา ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความเคารพใน พระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพใน สิกขาด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๕. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพ ในสิกขา จักมีความเคารพในสมาธิ ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพใน พระศาสดา ไม่มีความเคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพใน พระสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพใน สมาธิด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๖. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพ ในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ จักมีความเคารพในความไม่ ประมาท ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความเคารพ ในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพในความไม่ ประมาทด้วย พระพุทธเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๒}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร ๗. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ไม่มีความ เคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพ ในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ไม่มีความเคารพในความไม่ ประมาท จักมีความเคารพในปฏิสันถาร ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพ ในพระศาสดา ไม่มีความเคารพในพระธรรม ไม่มีความเคารพ ในพระสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพใน ปฏิสันถารด้วย พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ๑-๒. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา จักไม่มีความ เคารพในพระธรรม ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ก็ชื่อว่ามี ความเคารพในพระธรรมด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๓. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีเคารพในพระศาสดา มีความเคารพใน พระธรรม จักไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ภิกษุผู้มีความเคารพ ในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม ก็ชื่อว่ามีความเคารพ ในพระสงฆ์ด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๔. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพ ในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ จักไม่มีความเคารพในสิกขา ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ ก็ชื่อว่ามีความเคารพในสิกขาด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๕. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพ ในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา จักไม่มีความเคารพในสมาธิ ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความ เคารพในสิกขา ก็ชื่อว่ามีความเคารพในสมาธิด้วย พระพุทธเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๓}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร ๖. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพ ในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ จักไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพใน สมาธิ ก็ชื่อว่ามีความเคารพในความไม่ประมาทด้วย พระพุทธเจ้าข้า ๗. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพ ในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท จักไม่มี ความเคารพในปฏิสันถาร ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ มีความ เคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ ประมาท ก็ชื่อว่ามีความเคารพในปฏิสันถารด้วย พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ๑-๖. เป็นไปได้ที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา จักมีความเคารพใน พระธรรมด้วย ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ก็ชื่อว่ามีความ เคารพในพระธรรมด้วย พระพุทธเจ้าข้า ฯลฯ ๗. เป็นไปได้ที่ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ฯลฯ มีความเคารพ ในความไม่ประมาท จักมีความเคารพในปฏิสันถารด้วย ภิกษุผู้มี ความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในพระธรรม มีความ เคารพในพระสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท ก็ชื่อว่ามีความเคารพในปฏิสันถารด้วย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ชัดเนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มี พระภาคตรัสไว้โดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ สารีบุตร ดีจริง สารีบุตร เธอรู้ชัดเนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวไว้โดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๔}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๖. สักกัจจสูตร สารีบุตร ๑-๖. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา จักมีความเคารพ ในธรรม ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพ ในธรรมด้วย ฯลฯ ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา ไม่มีความ เคารพในธรรม ไม่มีความเคารพในสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพในความไม่ ประมาทด้วย ๗. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา ไม่มีความ เคารพในธรรม ไม่มีความเคารพในสงฆ์ ไม่มีความเคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท จักมีความเคารพในปฏิสันถาร ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพในศาสดา ไม่มีความเคารพในธรรม ไม่มีความเคารพในสงฆ์ ไม่มีความ เคารพในสิกขา ไม่มีความเคารพในสมาธิ ไม่มีความเคารพใน ความไม่ประมาท ก็ชื่อว่าไม่มีความเคารพในปฏิสันถารด้วย สารีบุตร ๑-๖. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา จักไม่มีความ เคารพในธรรม ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา ก็ชื่อว่ามีความ เคารพในธรรมด้วย ฯลฯ ๗. เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา มีความเคารพ ในธรรม มีความเคารพในสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความ เคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท จักไม่มีความ เคารพในปฏิสันถาร ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา มีความ เคารพในธรรม มีความเคารพในสงฆ์ มีความเคารพในสิกขา มีความเคารพในสมาธิ มีความเคารพในความไม่ประมาท ก็ชื่อว่า มีความเคารพในปฏิสันถารด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๕๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๗. ภาวนาสูตร สารีบุตร ๑-๖. เป็นไปได้ที่ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา จักมีความเคารพใน ธรรมด้วย ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา ก็ชื่อว่ามีความเคารพใน ธรรมด้วย ฯลฯ ๗. เป็นไปได้ที่ภิกษุผู้มีความเคารพในศาสดา ฯลฯ มีความเคารพใน ความไม่ประมาท จักมีความเคารพในปฏิสันถารด้วย ภิกษุผู้มี ความเคารพในศาสดา ฯลฯ มีความเคารพในความไม่ประมาท ก็ชื่อว่ามีความเคารพในปฏิสันถารด้วย สารีบุตร เธอพึงทราบเนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวไว้โดยย่อนี้แล โดยพิสดารอย่างนี้” สักกัจจสูตรที่ ๖ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสักกัจจสูตรที่ ๖

สักกัจจสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปริสุทฺธา จ ภวิสฺสนฺติ ความว่า ธรรมเหล่านี้จักบริสุทธิ์ ไร้มลทิน โดยประมาณอย่างยิ่ง.

ส อักษร ในบทว่า สกมฺมารคโต นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ถึงช่างทองแล้ว คือถึงเตาของช่างทองแล้ว.

จบอรรถกถาสักกัจจสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา