ตัณหาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต ตัณหาสูตร
๒๓ นว ภิกฺขเว ตณฺหามูลเก ธมฺเม เทเสสฺสามิ ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตเม ภิกฺขเว นว ตณฺหามูลกา ธมฺมา ตณฺหํ ปฏิจฺจ ปริเยสนา ปริเยสนํ ปฏิจฺจ ลาโภ ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย วินิจฺฉยํ ปฏิจฺจ ฉนฺทราโค ฉนฺทราคํ ปฏิจฺจ อชฺโฌสานํ อชฺโฌสานํ ปฏิจฺจ ปริคฺคโห ปริคฺคหํ ปฏิจฺจ มจฺฉริยํ มจฺฉริยํ ปฏิจฺจ อารกฺโข อารกฺขาธิกรณํ ทณฺฑาทานสตฺถาทานกลหวิคฺคหวิวาทา ตุวํตุวํเปสุญฺญมุสาวาทา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว นว ตณฺหามูลกา ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ ประการ เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ประการเป็นไฉน การแสวงหาเพราะอาศัยตัณหา ๑ การได้เพราะอาศัยการแสวงหา ๑ การวินิจฉัยเพราะอาศัยการได้ ๑ ฉันทราคะเพราะอาศัยการวินิจฉัย ๑ความหมกมุ่นเพราะอาศัยฉันทราคะ ๑ ความหวงแหนเพราะอาศัยความหมกมุ่น ๑ความตระหนี่เพราะอาศัยความหวงแหน ๑ การจัดการอารักขาเพราะอาศัยความตระหนี่ ๑ ธรรมอันเป็นบาปอกุศลหลายประการ คือ การจับท่อนไม้ จับศาตราการทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท กล่าววาจาส่อเสียดว่ามึงๆ และพูดเท็จย่อมเกิดขึ้น ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมมีตัณหาเป็นมูล ๙ ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ประการ พวกเธอจงฟังธรรมนั้น ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น ๒. เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น @เชิงอรรถ : @ ดู ที.ปา ๑๑/๓๕๙/๒๗๓, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๖๓/๖๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๘๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. สัตตาวาสวรรค ๔. สัตตาวาสสูตร ๓. เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น ๔. เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะ จึงเกิดขึ้น ๕. เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น ๖. เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น ๗. เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น ๘. เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น ๙. เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายประการ คือ การถือ ท่อนไม้ การถือศัสตรา การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การพูดขึ้นมึง กู การพูดส่อเสียด การพูดเท็จ จึงเกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ประการนี้แล ตัณหามูลกสูตรที่ ๓ จบ ๔. สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส
ภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส (ภพเป็นที่อยู่แห่งสัตว์) ๙ ประการนี้ สัตตาวาส ๙ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. มีสัตว์ผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน คือ มนุษย์บางพวก เทวดา บางพวก และวินิปาติกะบางพวก นี้เป็นสัตตาวาสประการที่ ๑ @เชิงอรรถ : @ วินิจฉัย หมายถึงวินิจฉัย ๔ ประการ คือ (๑) ญาณวินิจฉัย ได้แก่ รู้การตกลงใจว่าเป็นสุขหมั่นประกอบ@ความสุขภายใน (๒) ตัณหาวินิจฉัย ได้แก่ ตัณหาวินิจฉัย ๑๐๘ (๓) ทิฏฐิวินิจฉัย ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒@(๔) วิตักกวินิจฉัย ได้แก่ ฉันทะที่เป็นเหตุเกิดแห่งวิตก และในที่นี้หมายถึงวิตักกวินิจฉัยเท่านั้น เพราะแม้@ได้ลาภ ก็วินิจฉัยถึงสิ่งที่น่าปรารถนาและสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา วินิจฉัยถึงสิ่งที่ดีและไม่ดีด้วยวิตกทั้งนั้นว่า@สิ่งนี้มีแก่เรา สิ่งนี้มีแก่ผู้อื่น เราใช้สิ่งนี้ เรางดเว้นสิ่งนี้” (องฺ.นวก.อ. ๓/๒๓/๓๐๔)@ ฉันทราคะ ในที่นี้หมายถึงราคะที่มีกำลังอ่อน ไม่ใช่ราคะที่มีกำลังกล้า เกิดขึ้นเมื่อถูกอกุศลวิตกครอบงำ@(องฺ.นวก.อ. ๓/๒๓/๓๐๕) @ ดูสัตตกนิบาต ข้อ ๔๔ (สัตตวิญญาณัฏฐิติสูตร) หน้า ๖๗-๖๘ ในเล่มนี้ และดู ที.ม. ๑๐/๑๒๗/๖๑-๖๒,@ที.ปา. ๑๑/๓๕๗/๒๕๘, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๘๓/๒๘๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๘๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๓
ตัณหาสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ตณฺหํ ปฏิจฺจ ได้แก่ตัณหา ๒ อย่าง คือ เอสนตัณหา (ตัณหาในการแสวงหา) ๑ เอสิตตัณหา (ตัณหาในการแสวงหาได้แล้ว) ๑.
บุคคลเดินไปตามทางแพะและทางที่มีตอไม้เป็นต้น เสาะแสวงหาโภคะด้วยตัณหาใด ตัณหานี้ ชื่อว่าเอสนตัณหา. ตัณหาใดเมื่อบุคคลเสาะแสวงหาได้โภคะแล้ว ตัณหานี้ ชื่อว่าเอสิตตัณหา.
แต่ในสูตรนี้พึงเห็นว่า ได้แก่ เอสนตัณหา.
บทว่า ปริเยสนา ได้แก่ การแสวงหาอารมณ์มีรูปเป็นต้น ก็เมื่อเอสนตัณหามีอยู่ การแสวงหานั้นก็ย่อมมี.
บทว่า ลาโภ ได้แก่ การได้อารมณ์มีรูปร่างเป็นต้น ก็เมื่อการแสวงหามีอยู่ การได้ก็ย่อมมี.
ก็วินิจฉัย (การไตร่ตรอง) มี ๔ อย่าง คือ ญาณวินิจฉัย ๑ ตัณหาวินิจฉัย ๑ ทิฏฐิวินิจฉัย ๑ วิตักกวินิจฉัย ๑.
ในวินิจฉัย ๔ อย่างนั้น บุคคลรู้ถึงสุขวินิจฉัยในข้อที่ท่านกล่าวว่า พึงรู้ถึงสุขวินิจฉัยดังนี้แล้ว พึงบำเพ็ญให้ถึงความสุขในภายใน นี้ชื่อว่า ญาณวินิจฉัย.
บทว่า วินิจฺฉยา ได้แก่ วินิจฉัยสองอย่าง คือ ตัณหาวินิจฉัยและทิฏฐิวินิจฉัย.
ตัณหาวิจริต ๑๐๘ ชื่อว่า ตัณหาวินิจฉัย.
ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏฐิวินิจฉัย.
แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงวินิจฉัยได้แก่ วิตก เท่านั้น ดังที่มาในสูตรว่า ฉนฺโท โข เทวานมินฺท วิตกฺกนิทา โน ความว่า ดูก่อนจอมเทพ ฉันทะแลมีวิตกเป็นที่เกิด ดังนี้.
บุคคลแม้ได้ลาภแล้ว ก็ยังไตร่ตรองถึงสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ ถึงสิ่งดีและไม่ดีด้วยวิตกว่า เท่านี้จักมีเพื่อรูปารมณ์แก่เรา เท่านี้จักมีเพื่อสัททารมณ์ เท่านี้จักมีแก่เรา เท่านี้จักมีแก่ผู้อื่น เราจักบริโภคเท่านี้ เราจักเก็บไว้เท่านี้ ดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย ไตร่ตรองอาศัยลาภดังนี้.
บทว่า ฉนฺทราโค ความว่า ราคะอย่างอ่อนและราคะอย่างแรง ย่อมเกิดขึ้นในวัตถุที่ตรึกด้วยอกุศลวิตกอย่างนี้.
จริงอยู่ บทว่า ฉนฺโท ในสูตรนี้เป็นชื่อของราคะอย่างอ่อน.
บทว่า ปริคฺคโห ได้แก่ ทำการยึดถือด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า มจฺฉริยํ ได้แก่ ทนต่อความเป็นของทั่วไปแก่ผู้อื่นไม่ได้.
ด้วยเหตุนั้นนั่นเอง ท่านโบราณาจารย์จึงกล่าวความแห่งถ้อยคำอย่างนี้ของมัจฉริยะนั้นว่า ความอัศจรรย์นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มัจฉริยะ เพราะเป็นไปแล้วในความว่า ขอความอัศจรรย์จงมีแก่เราเท่านั้น ขอจงอย่ามีแก่คนอื่นเลยดังนี้.
บทว่า อารกฺขา ได้แก่ การรักษาไว้ด้วยดี โดยปิดประตูและเก็บรักษาไว้ในหีบเป็นต้น.
ชื่ออธิกรณะ เพราะทำให้ยิ่ง บทนั้นเป็นชื่อของเหตุ.
บทว่า อารกฺขาธิกรณํ เป็นนปุงสกลิงค์ภาวสาธนะ. อธิบายว่า เหตุแห่งการอารักขา.
ในบทว่า ทณฺฑาทานํ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังนี้.
การถือท่อนไม้เพื่อกั้นผู้อื่น ชื่อว่า ทณฺฑาทานํ. การถือศัตรามีคมข้างเดียวเป็นต้น ชื่อว่า สตฺถาทานํ. การทะเลาะกันด้วยกายก็ดี การทะเลาะกันด้วยวาจาก็ดี ชื่อว่า กลโห.
ตอนแรกเป็นวิคคหะ ตอนหลังเป็นวิวาท.
บทว่า ตุวํตุวํ ได้แก่ พูดขึ้นมึงขึ้นกู โดยไม่เคารพกัน.
จบอรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------