สุริยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต สุริยสูตร
เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ อมฺพปาลีวเน ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา อธุวา ภิกฺขเว สงฺขารา อนสฺสาสิกา ภิกฺขเว สงฺขารา ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว อลเมว สพฺพสงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทิตุํ อลํ วิรชฺชิตุํ อลํ วิมุจฺจิตุํ {๖๓.๑} สิเนรุ ภิกฺขเว ปพฺพตราชา จตุราสีติโยชนสหสฺสานิ อายาเมน จตุราสีติโยชนสหสฺสานิ วิตฺถาเรน จตุราสีติโยชนสหสฺสานิ มหาสมุทฺเท อชฺโฌคาโฬฺห จตุราสีติโยชนสหสฺสานิ มหาสมุทฺทา อจฺจุคฺคโต โหติ โข โส ภิกฺขเว สมโย ยํ พหูนิ วสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตานิ พหูนิ วสฺสสหสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตสหสฺสานิ เทโว น วสฺสติ เทเว โข ปน ภิกฺขเว อวสฺสนฺเต เยเกจิเม วีชคามภูตคาม- โอสธีติณวนปฺปตโย เต อุสฺสุสฺสนฺติ วิสฺสุสฺสนฺติ น ภวนฺติ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อธุวา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อนสฺสาสิกา ภิกฺขเว สงฺขารา ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว อลเมว สพฺพสงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทิตุํ อลํ วิรชฺชิตุํ อลํ วิมุจฺจิตุํ {๖๓.๒} โหติ โข โส ภิกฺขเว สมโย ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน ทุติโย สุริโย ปาตุภวติ ทุติยสฺส ภิกฺขเว สุริยสฺส ปาตุภาวา ยากาจิ กุนฺนทิโย กุสฺโสพฺภา สพฺพา ตา อุสฺสุสฺสนฺติ วิสฺสุสฺสนฺติ น ภวนฺติ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ... อลํ วิมุจฺจิตุํ {๖๓.๓} โหติ โข โส ภิกฺขเว สมโย ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน ตติโย สุริโย ปาตุภวติ ตติยสฺส ภิกฺขเว สุริยสฺส ปาตุภาวา ยา ตา มหานทิโย เสยฺยถีทํ คงฺคา ยมุนา อจิรวตี สรภู มหี สพฺพา ตา อุสฺสุสฺสนฺติ วิสฺสุสฺสนฺติ น ภวนฺติ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ... อลํ วิมุจฺจิตุํ {๖๓.๔} โหติ โข โส ภิกฺขเว สมโย ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน จตุตฺโถ สุริโย ปาตุภวติ จตุตฺถสฺส ภิกฺขเว สุริยสฺส ปาตุภาวา เย เต มหาสรา ยโต อิมา มหานทิโย สมฺภวนฺติ เสยฺยถีทํ คงฺคา ยมุนา อจิรวตี สรภู มหี สพฺเพ เต อุสฺสุสฺสนฺติ วิสฺสุสฺสนฺติ น ภวนฺติ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ... อลํ วิมุจฺจิตุํ {๖๓.๕} โหติ โข โส ภิกฺขเว สมโย ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน ปญฺจโม สุริโย ปาตุภวติ ปญฺจมสฺส ภิกฺขเว สุริยสฺส ปาตุภาวา โยชนสติกานิปิ มหาสมุทฺเท อุทกานิ โอคจฺฉนฺติ ทฺวิโยชนสติกานิปิ ติโยชนสติกานิปิ จตุโยชนสติกานิปิ ปญฺจโยชนสติกานิปิ ฉโยชนสติกานิปิ สตฺตโยชนสติกานิปิ มหาสมุทฺเท อุทกานิ โอคจฺฉนฺติ สตฺตตาลมฺปิ มหาสมุทฺเท อุทกํ สณฺฐาติ ฉตาลมฺปิ ปญฺจตาลมฺปิ จตุตาลมฺปิ ติตาลมฺปิ ทฺวิตาลมฺปิ ตาลมตฺตมฺปิ มหาสมุทฺเท อุทกํ สณฺฐาติ สตฺตโปริสมฺปิ มหาสมุทฺเท อุทกํ สณฺฐาติ ฉโปริสมฺปิ ปญฺจโปริสมฺปิ จตุโปริสมฺปิ ติโปริสมฺปิ ทฺวิโปริสมฺปิ โปริสมตฺตมฺปิ อฑฺฒโปริสมฺปิ กฏิมตฺตมฺปิ ชนฺนุกมตฺตมฺปิ โคปฺปกมตฺตมฺปิ มหาสมุทฺเท อุทกํ สณฺฐาติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สรทสมเย ถุลฺลผุสิตเก เทเว วสฺสนฺเต ตตฺถ ตตฺถ โคปเทสุ อุทกานิ ฐิตานิ โหนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ตตฺถ ตตฺถ โคปทมตฺตานิ มหาสมุทฺเท อุทกานิ ฐิตานิ โหนฺติ ปญฺจมสฺส ภิกฺขเว สุริยสฺส ปาตุภาวา องฺคุลิปพฺพมตฺตมฺปิ มหาสมุทฺเท อุทกํ น โหติ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ... อลํ วิมุจฺจิตุํ {๖๓.๖} โหติ โข โส ภิกฺขเว สมโย ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน ฉฏฺโฐ สุริโย ปาตุภวติ ฉฏฺฐสฺส ภิกฺขเว สุริยสฺส ปาตุภาวา อยญฺจ มหาปฐวี สิเนรุ จ ปพฺพตราชา ธูปายนฺติ สนฺธูปายนฺติ สมฺปธูปายนฺติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กุมฺภการปาโก อาลิมฺปิโต ธูเปติ สนฺธูเปติ สมฺปธูเปติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ฉฏฺฐสฺส สุริยสฺส ปาตุภาวา อยญฺจ มหาปฐวี สิเนรุ จ ปพฺพตราชา ธูปายนฺติ สนฺธูปายนฺติ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ... อลํ วิมุจฺจิตุํ {๖๓.๗} โหติ โข โส ภิกฺขเว สมโย ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน สตฺตโม สุริโย ปาตุภวติ สตฺตมสฺส ภิกฺขเว สุริยสฺส ปาตุภาวา อยญฺจ มหาปฐวี สิเนรุ จ ปพฺพตราชา อาทิปฺปนฺติ ปชฺชลนฺติ เอกชาลา ภวนฺติ อิมสฺสา จ ภิกฺขเว มหาปฐวิยา สิเนรุสฺส จ ปพฺพตราชสฺส ฌายมานานํ ทยฺหมานานํ อจฺจิ วาเตน ขิตฺตา ยาว พฺรหฺมโลกาปิ คจฺฉติ สิเนรุสฺส ภิกฺขเว ปพฺพตราชสฺส ฌายมานสฺส ทยฺหมานสฺส วินสฺสมานสฺส มหตา เตโชขนฺเธน อภิภูตสฺส โยชนสตกานิปิ กูฏานิ ปลุชฺชนฺติ ทฺวิโยชนสติกานิปิ ติโยชนสติกานิปิ จตุโยชนสติกานิปิ ปญฺจโยชนสติกานิปิ กูฏานิ ปลุชฺชนฺติ อิมสฺสา จ ภิกฺขเว มหาปฐวิยา สิเนรุสฺส จ ปพฺพตราชสฺส ฌายมานานํ ทยฺหมานานํ เนว ฉาริกา ปญฺญายติ น มสิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สปฺปิสฺส วา เตลสฺส วา ฌายมานสฺส ทยฺหมานสฺส เนว ฉาริกา ปญฺญายติ น มสิ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิมสฺสา จ มหาปฐวิยา สิเนรุสฺส จ ปพฺพตราชสฺส ฌายมานานํ ทยฺหมานานํ เนว ฉาริกา ปญฺญายติ น มสิ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อธุวา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อนสฺสาสิกา ภิกฺขเว สงฺขารา ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว อลเมว สพฺพสงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทิตุํ อลํ วิรชฺชิตุํ อลํ วิมุจฺจิตุํ {๖๓.๘} ตตฺร ภิกฺขเว โก มนฺตา โก สทฺธาตา อยญฺจ ปฐวี สิเนรุ จ ปพฺพตราชา ทยฺหิสฺสนฺติ วินสฺสิสฺสนฺติ น ภวิสฺสนฺตีติ อญฺญตฺร ทิฏฺฐปเทหิ ฯ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว สุเนตฺโต นาม สตฺถา อโหสิ ติตฺถกโร กาเมสุ วีตราโค สุเนตฺตสฺส โข ปน ภิกฺขเว สตฺถุโน อเนกานิ สาวกสตานิ อเหสุํ สุเนตฺโต สตฺถา สาวกานํ พฺรหฺมโลกสหพฺยตาย ธมฺมํ เทเสติ เย โข ปน ภิกฺขเว สุเนตฺตสฺส สตฺถุโน พฺรหฺมโลกสหพฺยตาย ธมฺมํ เทเสนฺตสฺส สพฺเพน สพฺพํ สาสนํ อาชานึสุ เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ พฺรหฺมโลกํ อุปปชฺชึสุ เย น สพฺเพน สพฺพํ สาสนํ อาชานึสุ เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปฺเปกจฺเจ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ นิมฺมานรตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุสิตานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ ยามานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ ตาวตึสานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ ขตฺติยมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ พฺราหฺมณมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ อปฺเปกจฺเจ คหปติมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชึสุ ฯ อถโข ภิกฺขเว สุเนตฺตสฺส สตฺถุโน เอตทโหสิ น โข เมตํ ปฏิรูปํ โยหํ สาวกานํ สมสมคติโย อสฺสํ อภิสมฺปรายํ ยนฺนูนาหํ อุตฺตรึ เมตฺตํ ภาเวยฺยนฺติ อถโข ภิกฺขเว สุเนตฺโต สตฺถา สตฺต วสฺสานิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวสิ สตฺต วสฺสานิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวตฺวา สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป น ยิมํ โลกํ ปุนาคมาสิ สํวฏฺฏมาเน สุทํ ภิกฺขเว โลเก อาภสฺสรูปโค โหติ วิวฏฺฏมาเน โลเก สุญฺญํ พฺรหฺมวิมานํ อุปปชฺชติ ตตฺร สุทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมา โหติ มหาพฺรหฺมา อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺตี ฉตฺตึสกฺขตฺตุํ โข ปน ภิกฺขเว สกฺโก อโหสิ เทวานมินฺโท อเนกสตกฺขตฺตุํ ราชา อโหสิ จกฺกวตฺตี ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทตฺถาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา อเหสุํ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน อภิวิชิย อชฺฌาวสิ โส หิ นาม ภิกฺขเว สุเนตฺโต สตฺถา เอวํทีฆายุโก สมาโน เอวํจิรฏฺฐิติโก อปริมุตฺโต อโหสิ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อปริมุตฺโต มุตฺโต ทุกฺขสฺมาติ วทามิ {๖๓.๙} ตํ กิสฺส เหตุ จตุนฺนํ ธมฺมานํ อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา กตเมสํ จตุนฺนํ อริยสฺส สีลสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา อริยสฺส สมาธิสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา อริยาย ปญฺญาย อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา อริยาย วิมุตฺติยา อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา ตยิทํ ภิกฺขเว อริยํ สีลํ อนุพุทฺธํ ปฏิวิทฺธํ อริโย สมาธิ อนุพุทฺโธ ปฏิวิทฺโธ อริยา ปญฺญา อนุพุทฺธา ปฏิวิทฺธา อริยา วิมุตฺติ อนุพุทฺธา ปฏิวิทฺธา อุจฺฉินฺนา ภวตณฺหา ขีณา ภวเนตฺติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา สีลํ สมาธิ ปญฺญา จ วิมุตฺติ จ อนุตฺตรา อนุพุทฺธา อิเม ธมฺมา โคตเมน ยสสฺสินา อิติ พุทฺโธ อภิญฺญาย ธมฺมมกฺขาสิ ภิกฺขุนํ ทุกฺขสฺสนฺตกโร สตฺถา จกฺขุมา ปรินิพฺพุโตติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพปาลีวัน ใกล้ พระนครเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลายขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนานพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนานพระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆคือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนานพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภูมหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนานพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี ๓๐๐ โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐โยชน์ก็ดี ๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐ โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี ๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาลก็มี ๒ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาลเดียวก็มี แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน ๔ ชั่วคน ๓ ชั่วคน ๒ ชั่วคน ชั่วคนเดียว ครึ่งชั่วคน เพียงเอว เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ๆ ตกลงมา น้ำเหลืออยู่ในรอยเท้าโคในที่นั้นๆฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนานพระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนานพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว (โสดาบัน) ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อสุเนตตะเป็นเจ้าลัทธิปราศจากความกำหนัดในกาม ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้น มีสาวกอยู่หลายร้อย เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก และเมื่อสุเนตตศาสดาแสดงธรรมเพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก สาวกเหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป ก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้นเมื่อตายไป บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งคฤหบดีมหาศาล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดามีความคิดเห็นว่า การที่เราจะพึงเป็นผู้มีคติเสมอกับสาวกทั้งหลายในสัมปรายภพไม่สมควรเลย ผิฉะนั้นเราควรจะเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้นไปอีก ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัล์ป เมื่อโลกวิบัติเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญ เข้าถึงวิมานพรหมที่ว่าง ในวิมานนั้น สุเนตตศาสดาเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจมาก เกิดเป็นท้าวสักกะจอมเทวดา๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ได้ชัยชนะสงคราม สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง พระราชโอรสของพระเจ้าจักรพรรดินั้น ล้วนแต่องอาจ กล้าหาญ ชาญชัย ย่ำยีศัตรูได้ พระเจ้าจักรพรรดินั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ใช้ธรรมปกครอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล มีอายุยืนนานดำรงมั่นอยู่อย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นจากทุกข์ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะยังไม่ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดธรรม ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน คือ อริย-*ศีล ๑ อริยสมาธิ ๑ อริยปัญญา ๑ อริยวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยศีลอริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุติ เราตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว เราถอนตัณหาในภพได้แล้ว ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติอย่างยิ่ง พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา ผู้มี พระจักษุ ทรงรู้ยิ่งด้วยประการดังนี้แล้ว ตรัสบอกธรรม ๔ ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว ปรินิพพาน ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. สัตตสุริยสูตร ว่าด้วยดวงอาทิตย์ ๗ ดวง
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพปาลีวัน เขตกรุงเวสาลี ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นสภาวะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นข้อกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง ภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ ยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ กว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์มีสมัยที่เวลาผ่านไปยาวนาน บางครั้งบางคราว ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปีหลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พีชคาม ภูตคาม และติณชาติที่ใช้เข้ายาป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาวะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นข้อกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง มีสมัยที่เวลาผ่านไปยาวนาน บางครั้งบางคราว มีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ เพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ แม่น้ำน้อย หนองน้ำทุกแห่ง ระเหยเหือดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๓๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๒. สัตตสุริยสูตร สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง มีสมัยที่เวลาผ่านไปยาวนาน บางครั้งบางคราว มีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ คือ คงคา ยมนา อจิรวดี สรภูมหี ทุกแห่ง ระเหย เหือดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง มีสมัยที่เวลาผ่านไปยาวนาน บางครั้งบางคราว มีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ แหล่งน้ำใหญ่ๆ ที่เป็นแดนไหลมารวมกันของแม่น้ำใหญ่ๆ เหล่านี้ คือ สระอโนดาด สระสีหปปาตะ สระรถการะ สระกัณณมุณฑะสระกุณาลา สระฉัททันต์ สระมันทากินี ทุกแห่ง ระเหย เหือดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง มีสมัยที่เวลาผ่านไปยาวนาน บางครั้งบางคราว มีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี ๓๐๐ โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐ โยชน์ก็ดี ๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐ โยชน์ก็ดีงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี ๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาลก็มี ๒ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาลเดียวก็มี เหลืออยู่เพียง๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน ๔ ชั่วคน ๓ ชั่วคน ๒ ชั่วคน ชั่วคนเดียว ชั่วครึ่งคนเพียงเอว เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า ภิกษุทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเม็ดใหญ่ๆ ตกลงมาน้ำเหลืออยู่ในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ ฉะนั้นเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง มีสมัยที่เวลาผ่านไปยาวนาน บางครั้งบางคราว มีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้ และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลาย นายช่างหม้อเผาหม้อที่เขาปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้น ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้น ฉันนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๓๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๒. สัตตสุริยสูตร สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง มีสมัยที่เวลาผ่านไปยาวนาน บางครั้งบางคราว มีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้ และขุนเขาสิเนรุ เกิดไฟลุกโชนมีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อแผ่นดินใหญ่นี้ และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่เปลวไฟถูกลมพัดขึ้นไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาไหม้ กำลังพินาศถูกกองเพลิงใหญ่เผาทั่วตลอดแล้ว ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่นี้ และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่ ขี้เถ้าและเขม่าย่อมไม่ปรากฏ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ขี้เถ้าและเขม่าย่อมไม่ปรากฏ ฉันใด เมื่อแผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่ ขี้เถ้าและเขม่า ก็ย่อมไม่ปรากฏ ฉันนั้น สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาวะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นข้อกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง ในข้อนั้น ใครเล่า ชื่อว่าเป็นผู้รู้ ใครเล่า ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อว่า ‘แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญ พินาศ ไม่เหลืออยู่’ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ครูชื่อสุเนตตะ เป็นเจ้าลัทธิผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย มีสาวกหลายร้อยคน ได้แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายเพื่อความเป็นผู้เกิดร่วมกับเทวดาชั้นพรหมโลก และเมื่อครูสุเนตตะแสดงธรรมเพื่อความเป็นผู้เกิดร่วมกับเทวดาชั้นพรหมโลก เหล่าสาวกผู้รู้ชัดคำสอนอย่างดียิ่งหลังจากตายแล้ว ได้ไปเกิดในสุคติพรหมโลก ส่วนเหล่าสาวกผู้ไม่รู้ชัดคำสอนอย่างดียิ่ง หลังจากตายแล้ว บางพวกได้ไปเกิดร่วมกับเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีบางพวกได้ไปเกิดร่วมกับเทวดาชั้นนิมมานรดี บางพวกได้ไปเกิดร่วมกับเทวดาชั้นดุสิตบางพวกได้ไปเกิดร่วมกับเทวดาชั้นจาตุมหาราช บางพวกได้ไปเกิดร่วมกับขัตติย@เชิงอรรถ :- @ ผู้มีบทอันเห็นแล้ว ในที่นี้หมายถึงพระอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๖/๑๙๙)@ ดู องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๔/๕๒๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๓๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๒. สัตตสุริยสูตรมหาศาล บางพวกได้ไปเกิดร่วมกับพราหมณมหาศาล บางพวกได้ไปเกิดร่วมกับคหบดีมหาศาล ครั้งนั้นแล ครูสุเนตตะได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘การที่เรามีคติในสัมปรายภพเสมอเหมือนกับเหล่าสาวก ไม่สมควรเลย ทางที่ดี เราควรเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้น’ ต่อจากนั้น ครูสุเนตตะได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด๗ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป ภิกษุทั้งหลาย เมื่อโลกเสื่อม ครูสุเนตตะเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญครูสุเนตตะเข้าถึงพรหมวิมานอันว่างเปล่า ภิกษุทั้งหลาย ในพรหมวิมานนั้น ครูสุเนตตะเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นผู้ครอบงำ ไม่ใช่ถูกใครๆ ครอบงำ เป็นผู้เห็นแน่นอน มีอำนาจ ครูสุเนตตะได้เป็นท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมเทพถึง ๓๖ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมเป็นธรรมราชา มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต เป็นผู้ชนะสงคราม มีชนบทที่ถึงความมั่นคง ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ ตั้งหลายร้อยครั้ง ครูสุเนตตะเคยมีบุตรมากกว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ ครูสุเนตตะนั้นปกครองแผ่นดินนี้อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต โดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศัสตรา ภิกษุทั้งหลาย ครูสุเนตตะนั้นเป็นผู้มีอายุยืนนานอย่างนี้ เป็นผู้ดำรงอยู่ได้นานอย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสเราจึงกล่าวว่า ไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม ๔ ประการ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยศีล ๒. เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสมาธิ @เชิงอรรถ : @ มหาศาล หมายถึงผู้มีทรัพย์มาก คือ ขัตติยมหาศาลมีราชทรัพย์ ๑๐๐-๑,๐๐๐ โกฏิ พราหมณมหาศาล@มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ คหบดีมหาศาลมีทรัพย์ ๔๐ โกฏิ (ที.ม.อ. ๒/๒๑๐/๑๙๓)@ ดู องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑/๑-๒, อภิ.ก. ๓๗/๒๘๑/๑๗๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๓๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๗. มหาวรรค ๓. นคโรปมสูตร ๓. เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยปัญญา ๔. เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยวิมุตติ ภิกษุทั้งหลาย เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยศีล เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสมาธิเราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยปัญญา เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยวิมุตติ เราถอนภวตัณหาได้แล้ว ภวเนตติ สิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก” พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า พระโคดมผู้มียศตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกธรรม แก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อความรู้ยิ่ง พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ ปรินิพพาน แล้ว สัตตสุริยสูตรที่ ๒ จบ ๓. นคโรปมสูตร ว่าด้วยธรรมเปรียบด้วยเครื่องป้องกันนคร
ภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนคร(เมืองชายแดน)ของพระราชา เป็นนครที่ป้องกันไว้ดีด้วยเครื่องป้องกันนคร ๗ ประการ และได้อาหาร ๔ อย่างตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ในกาลนั้น เราจึงเรียกปัจจันต-นครของพระราชานี้ว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอะไรไม่ได้ @เชิงอรรถ : @ ภวเนตติ เป็นชื่อของตัณหา หมายถึงเชือกผูกสัตว์ไว้ในภพ (ภวรชฺชุ) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑/๒๗๙)@ จักษุ ในที่นี้หมายถึงจักษุ ๕ คือ (๑) จักษุ (ตาเนื้อ) (๒) ทิพพจักษุ (ตาทิพย์) (๓) ปัญญาจักษุ (ตาปัญญา)@(๔) พุทธจักษุ (ตาพระพุทธเจ้า) (๕) สมันตจักษุ (ตาเห็นรอบ) (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๖/๑๙๙)@ ปรินิพพาน ในที่นี้หมายถึงดับกิเลสได้สิ้นเชิง (ที.ม.อ. ๒/๑๘๖/๑๖๙, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑/๒๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๓๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสุริยสูตรที่ ๒
สุริยสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พึงทราบปุเรจาริกกถา ถ้อยคำที่กล่าวนำหน้าแห่งพระสูตรนี้ก่อนอื่น เริ่มต้นดังต่อไปนี้ว่า
เพราะเหตุที่สัตตสุริยเทศนา พระอาทิตย์ ๗ ดวงเป็นไปด้วยอำนาจแสดงว่าโลกพินาศด้วยไฟกัลป์ ฉะนั้น จึงทรงแสดงว่า สังวัฏฏกัปป์มี ๓, สังวัฏฏสีมามี ๓, สังวัฏฏมูลมี ๓, โกลาหลมี ๓.
ปุเรจาริกกถานั้นได้กล่าวไว้พิสดารแล้ว ในปุพเพนิวาสานุสสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า เพื่อจะทรงแสดงความวิบัติของสังขารทั้งหลายทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง ตามอัธยาศัยของภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้เจริญอนิจจกรรมฐาน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสัตตปุริโยปมสูตร มีคำเป็นต้นว่า อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจา ความว่า สังขารทั้งหลายชื่อว่า อนิจฺจา ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้ว กลับไม่มี.
บทว่า สงฺขารา ได้แก่ สังขารธรรม ทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง.
บทว่า อธุวา ความว่า ชื่อว่าไม่ยั่งยืน เพราะอรรถว่าไม่นาน.
บทว่า อนสฺสาสิกา ความว่า เว้นจากความเบาใจ เพราะมีความเป็นของไม่ยั่งยืน.
บทว่า อลเมว แปลว่า สมควรแล้ว.
บทว่า อชฺโฌคาฬฺโห ได้แก่ จมลงไปในน้ำ.
บทว่า อจฺจุคฺคโต ได้แก่ โผล่ขึ้นแล้วจากหลังน้ำ.
บทว่า เทโว น วสฺสติ ความว่า ชื่อว่าเมฆฝนที่ทำน้ำให้ไหวเป็นอันแรก รวมกันเป็นเมฆฝนกลุ่มก้อนอันเดียวกันแล้ว ตกลงในแสนโกฏิจักรวาฬ. ในกาลนั้น พืชที่งอกออกมาแล้ว ย่อมไม่กลับเข้าไปยังเรือนพืชอีก. ธรรมกถาที่คาดคะเนย่อมถือเป็นประมาณว่า นับตั้งแต่เวลาที่ฝนไม่ตกนั้น น้ำก็งวดลงไป เหมือนน้ำในธัมมกรกฉะนั้น. ฝนไม่ตกอีกแม้เพียงหยาดเดียว. ก็เมื่อโลกกำลังพินาศ ตั้งต้นแต่อเวจีมหานรกไป ก็มีแต่ความว่างเปล่า. สัตว์ทั้งหลายครั้นขึ้นจากอเวจีมหานรกนั้นแล้ว ก็บังเกิดในมนุษย์โลกและในสัตว์เดรัจฉาน. แม้สัตว์ที่บังเกิดในสัตว์เดรัจฉานกลับได้เมตตาในบุตรและพี่น้อง ทำกาละแล้ว บังเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
เทวดาทั้งหลายเที่ยวไปทางอากาศ ร้องบอกกันว่า ที่นี้เป็นที่เที่ยวหามิได้ ทั้งไม่ยั่งยืน พวกท่านจงเจริญเมตตา เจริญกรุณา มุทิตา อุเบกขากันเถิด ดังนี้.
สัตว์เหล่านั้น ครั้นเจริญเมตตาเป็นต้นแล้ว จุติจากที่นั้นแล้ว ย่อมบังเกิดในพรหมโลก.
ในบทว่า พืชคามา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พืช ๕ ชนิดชื่อว่าพืชคาม. พืชสีเขียวที่มีรากและใบงอกชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อว่าภูตคาม.
ในบทว่า โอสธติณวนปฺปตโย มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ต้นไม้ที่เขาใช้ปรุงยารักษาโรค ชื่อว่าโอสธ. ต้นไม้ที่มีแก่นข้างนอก เช่น ต้นตาลและต้นมะพร้าวเป็นต้น ชื่อว่าติณะ. ต้นไม้ที่เจริญที่สุดในป่า ชื่อว่าวนัปปติ ต้นไม้เจ้าป่า. แม่น้ำน้อยที่เหลือ เว้นแม่น้ำใหญ่ ๕ สาย ชื่อว่ากุนนที แม่น้ำน้อย. สระเล็กๆ มีบึงเป็นต้นที่เหลือ เว้นสระใหญ่ ๗ สระ ชื่อว่ากุสุพภะ บ่อน้ำ.
ในบทว่า ทุติโย สุริโย เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ในคราวที่มีพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ดวงหนึ่งขึ้นไป ดวงหนึ่งตก. ในคราวที่มีพระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ดวงหนึ่งขึ้นไป ดวงหนึ่งตก. ดวงหนึ่งยังอยู่กลาง (ท้องฟ้า). ในคราวที่มีพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ย่อมตั้งขึ้นเรียงกันเป็นลำดับ เหมือนภิกษุ ๔ รูปผู้เที่ยวไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ๔ ครอบครัวยืนอยู่ตามลำดับประตูบ้านฉะนั้น.
แม้ที่พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปลุชฺชนฺติ ได้แก่ ขาดตกลง.
บทว่า เนว ฉาริกา ปญฺญายติ น มสิ ความว่า เมื่อที่มีประมาณเท่านี้คือ แผ่นดินใหญ่ในจักรวาฬ ขุนเขาสิเนรุ ภูเขาหิมพานต์ ภูเขาจักรวาฬ กามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้นและพรหมโลกชั้นปฐมฌานภูมิ ที่ถูกไฟไหม้แล้ว ขี้เถ้าหรือถ่านแม้เพียงจะหยิบเอาด้วยนิ้วมือก็ไม่ปรากฏ.
บทว่า โก มนฺตา โก สทฺธาตา ความว่าใครสามารถจะให้บุคคลรู้ จะให้เขาเชื่อเรื่องนั้น หรือใครจะเป็นผู้เชื่อเรื่องนั้น.
บทว่า อญฺญตร ทิฏฺฐปเทหิ ความว่า เว้นพระอริยสาวก ผู้โสดาบัน ผู้มีบท (คือพระนิพพาน) อันตนเห็นแล้ว. อธิบายว่า ใครเล่าจักเชื่อคนอื่นได้.
บทว่า วีตราโค ความว่า ผู้ปราศจากราคะ ด้วยอำนาจวิกขัมภนปหาน (ละได้ด้วยการข่ม).
บทว่า สาสนํ อาชานึสุ ความว่า พระสาวกทั้งหลายรู้ถึงคำพร่ำสอน คือดำเนินตามทาง เพื่อความเป็นสหายชาวพรหมโลก.
บทว่า สมสมคติโย ความว่า ผู้มีคติเสมอกัน คือมีคติเป็นอันเดียวกัน โดยอาการเป็นอันเดียวกัน ในอัตภาพที่ ๒.
บทว่า อตฺตริ เมตฺตํ ภเวยฺยํ ความว่า เราพึงเจริญเมตตาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คือทำให้ประณีต เริ่มตั้งแต่ปฐมฌานไปจนถึงฌานหมวด ๓ และฌานหมวด ๔.
บทว่า จกฺขุมา ความว่า พระศาสดาทรงมีพระจักษุ ๕ ชื่อว่าจักขุมา.
บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า เสด็จปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพาน ณ โพธิบัลลังก์นั่นเอง.
ครั้นพระศาสดาทรงแสดงอนิจจลักษณะแล้ว ทรงยักเยื้องพระธรรมเทศนาไปอย่างนี้ ภิกษุผู้เจริญอนิจจกรรมฐานทั้ง ๕๐๐ นั้น ส่งญาณไปตามกระแสเทศนา บรรลุพระอรหัตแล้ว บนอาสนะที่ตนนั่งนั่นแหละ ดังนี้.
จบอรรถกถาสุริยสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------