สังขิตตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต สังขิตตสูตร
๗๐ อถโข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ ยมหํ ภควโต ธมฺมํ สุตฺวา เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหเรยฺยนฺติ ฯ เอวเมว ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา มญฺเญว อชฺเฌสนฺติ ธมฺเม จ ภาสิเต มมญฺเญว อนุพนฺธิตพฺพํ มญฺญนฺตีติ เทเสตุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ สุคโต สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ อปฺเปวนามาหํ ภควโต ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชาเนยฺยํ อปฺเปวนามาหํ ภควโต ภาสิตสฺส ทายาโท อสฺสนฺติ ตสฺมาติห เต ภิกฺขุ เอวํ สิกฺขิตพฺพํ อชฺฌตฺตํ เม จิตฺตํ ฐิตํ ภวิสฺสติ สุสณฺฐิตํ น จุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสนฺตีติ เอวญฺหิ เต ภิกฺขุ สิกฺขิตพฺพํ ยโต โข เต ภิกฺขุ อชฺฌตฺตํ จิตฺตํ ฐิตํ โหติ สุสณฺฐิตํ น จุปฺปนฺนา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ ตโต เต ภิกฺขุ เอวํ สิกฺขิตพฺพํ เมตฺตา เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา ภวิสฺสติ พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธาติ เอวญฺหิ เต ภิกฺขุ สิกฺขิตพฺพํ ยโต โข เต ภิกฺขุ อยํ สมาธิ เอวํ ภาวิโต โหติ พหุลีกโต ตโต ตฺวํ ภิกฺขุ อิมํ สมาธึ สวิตกฺกมฺปิ สวิจารํ ภาเวยฺยาสิ อวิตกฺกมฺปิ วิจารมตฺตํ ภาเวยฺยาสิ อวิตกฺกมฺปิ อวิจารํ ภาเวยฺยาสิ สปฺปีติกมฺปิ ภาเวยฺยาสิ นิปฺปีติกมฺปิ ภาเวยฺยาสิ สาตสหคตมฺปิ ภาเวยฺยาสิ อุเปกฺขาสหคตมฺปิ ภาเวยฺยาสิ {๑๖๐.๑} ยโต โข เต ภิกฺขุ อยํ สมาธิ เอวํ ภาวิโต โหติ สุภาวิโต ตโต เต ภิกฺขุ เอวํ สิกฺขิตพฺพํ กรุณา เม เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ มุทิตา เม เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ อุเปกฺขา เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา ภวิสฺสติ พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธาติ เอวญฺหิ เต ภิกฺขุ สิกฺขิตพฺพํ {๑๖๐.๒} ยโต โข เต ภิกฺขุ อยํ สมาธิ เอวํ ภาวิโต โหติ พหุลีกโต ตโต ตฺวํ ภิกฺขุ อิมํ สมาธึ สวิตกฺกมฺปิ สวิจารํ ภาเวยฺยาสิ อวิตกฺกมฺปิ วิจารมตฺตํ ภาเวยฺยาสิ อวิตกฺกมฺปิ อวิจารํ ภาเวยฺยาสิ สปฺปีติกมฺปิ ภาเวยฺยาสิ นิปฺปีติกมฺปิ ภาเวยฺยาสิ สาตสหคตมฺปิ ภาเวยฺยาสิ อุเปกฺขาสหคตมฺปิ ภาเวยฺยาสิ {๑๖๐.๓} ยโต โข เต ภิกฺขุ อยํ สมาธิ เอวํ ภาวิโต โหติ สุภาวิโต ตโต เต ภิกฺขุ เอวํ สิกฺขิตพฺพํ กาเย กายานุปสฺสี วิหริสฺสามิ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺติ เอวญฺหิ เต ภิกฺขุ สิกฺขิตพฺพํ {๑๖๐.๔} ยโต โข เต ภิกฺขุ อยํ สมาธิ เอวํ ภาวิโต โหติ พหุลีกโต ตโต ตฺวํ ภิกฺขุ อิมํ สมาธึ สวิตกฺกมฺปิ สวิจารํ ภาเวยฺยาสิ อวิตกฺกมฺปิ วิจารมตฺตํ ภาเวยฺยาสิ อวิตกฺกมฺปิ อวิจารํ ภาเวยฺยาสิ สปฺปีติกมฺปิ ภาเวยฺยาสิ นิปฺปีติกมฺปิ ภาเวยฺยาสิ สาตสหคตมฺปิ ภาเวยฺยาสิ อุเปกฺขาสหคตมฺปิ ภาเวยฺยาสิ {๑๖๐.๕} ยโต โข เต ภิกฺขุ อยํ สมาธิ เอวํ ภาวิโต โหติ สุภาวิโต ตโต เต ภิกฺขุ เอวํ สิกฺขิตพฺพํ เวทนาสุ ฯเปฯ จิตฺเต ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหริสฺสามิ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺติ เอวญฺหิ เต ภิกฺขุ สิกฺขิตพฺพํ {๑๖๐.๖} ยโต โข เต ภิกฺขุ อยํ สมาธิ เอวํ ภาวิโต โหติ พหุลีกโต ตโต ตฺวํ ภิกฺขุ อิมํ สมาธึ สวิตกฺกมฺปิ สวิจารํ ภาเวยฺยาสิ อวิตกฺกมฺปิ วิจารมตฺตํ ภาเวยฺยาสิ อวิตกฺกมฺปิ อวิจารํ ภาเวยฺยาสิ สปฺปีติกมฺปิ ภาเวยฺยาสิ นิปฺปีติกมฺปิ ภาเวยฺยาสิ สาตสหคตมฺปิ ภาเวยฺยาสิ อุเปกฺขาสหคตมฺปิ ภาเวยฺยาสิ ฯ {๑๖๐.๗} ยโต โข เต ภิกฺขุ อยํ สมาธิ เอวํ ภาวิโต โหติ สุภาวิโต ตโต ตฺวํ ภิกฺขุ เยน เยเนว ตคฺฆสิ ผาสุ เยว ตคฺฆสิ ยตฺถ ยตฺถ ฐสฺสสิ ผาสุเยว ฐสฺสสิ ยตฺถ ยตฺถ นิสีทิสฺสสิ ผาสุเยว นิสีทิสฺสสิ ยตฺถ ยตฺถ เสยฺยํ กปฺปิสฺสสิ ผาสุเยว เสยฺยํ กปฺปิสฺสสีติ ฯ {๑๖๐.๘} อถโข โส ภิกฺขุ ภควตา อิมินา โอวาเทน โอวทิโต อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ อถโข โส ภิกฺขุ เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺม เทฺว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ อญฺญตโร จ ปน โส ภิกฺขุ อรหตํ อโหสีติ ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว พึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า โมฆบุรุษบางพวกในโลกนี้ ย่อมเชื้อเชิญเราโดยหาเหตุมิได้ เมื่อเรากล่าวธรรมแล้ว ย่อมสำคัญเราว่าควรติดตาม ด้วยคิดว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมโดยย่อ ไฉนหนอเราพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาค ไฉนหนอเราพึงเป็นทายาทแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเพราะฉะนั้นแหละภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักตั้งมั่น ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน และธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วจักไม่ครอบงำจิตได้ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใด จิตของเธอเป็นจิตตั้งมั่นดำรงอยู่ด้วยดีแล้วในภายใน และธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ครอบงำจิตได้ เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญ กระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญกระทำให้มากซึ่งสมาธินี้อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้แม้มีวิตกวิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้มีปีติ พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีปีติ พึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยความสำราญพึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยอุเบกขา ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้ เจริญดีแล้ว เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญ กระทำให้มากซึ่งกรุณาเจโตวิมุติ ฯลฯ มุทิตาเจโตวิมุติ ฯลฯ เราจักเจริญกระทำให้มากซึ่งอุเบกขาเจโตวิมุติ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญกระทำให้มากซึ่งสมาธินี้อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้แม้มีวิตก มีวิจาร ... พึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยอุเบกขา ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้ เจริญดีแล้ว เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักพิจารณากายในกายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญกระทำให้มากซึ่งสมาธินี้อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้แม้มีวิตก มีวิจาร ... เธอพึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยอุเบกขา ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้เจริญดีแล้ว เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ พิจารณาจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญกระทำให้มากซึ่งสมาธินี้อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้แม้มีวิตก มีวิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้มีปีติ พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีปีติ พึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยความสำราญ พึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยอุเบกขา ดูกรภิกษุ เมื่อใดเธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้ เจริญดีแล้ว เมื่อนั้น เธอจักเดินไปทางใดๆ ก็จักเดินเป็นสุขในทางนั้นๆ ยืนอยู่ในที่ใดๆ ก็จักยืนเป็นสุขในที่นั้นๆ นั่งอยู่ในที่ใดๆ ก็จักนั่งอยู่เป็นสุขในที่นั้นๆ นอนอยู่ที่ใดๆ ก็จักนอนเป็นสุขในที่นั้นๆ ฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้น อันพระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ภิกษุนั้นหลีกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุด แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี และภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ จบสูตรที่ ๑๐
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๓. สังขิตตสูตร ๓. สังขิตตสูตร ว่าด้วยภิกษุทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ
ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาสขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ โดยที่เมื่อข้าพระองค์ได้ฟังแล้วจะพึงจากไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โมฆบุรุษบางพวกในโลกนี้ ย่อมเชื้อเชิญเราอย่างที่เขาทำกันมา และเมื่อเราแสดงธรรมแล้ว ก็คอยติดตามเราเรื่อยไป” ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อ ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ทำอย่างไรข้าพระองค์จึงจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาค ทำอย่างไรข้าพระองค์จึงจะเป็นทายาทแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาค” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุ เพราะฉะนั้นแล เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า‘จิตของเราจักตั้งมั่น ดำรงมั่นด้วยดีในภายใน และบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วจักครอบงำจิตไม่ได้อยู่’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล เมื่อใดแล จิตของเธอตั้งมั่น ดำรงมั่นด้วยดีในภายใน และบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วจักครอบงำจิตไม่ได้อยู่ เมื่อนั้น เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เมตตา-เจโตวิมุตติจักเป็นธรรมอันเราเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นธรรมอันเธอเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ เมื่อนั้นเธอพึงเจริญสมาธินี้ที่มีวิตกมีวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่มีปีติบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีปีติบ้างเจริญสมาธิที่มีความยินดีบ้าง เจริญสมาธิที่มีอุเบกขาบ้าง เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นธรรมอันเธอเจริญแล้ว เจริญดีแล้วอย่างนี้ เมื่อนั้นเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘กรุณาเจโตวิมุตติ ฯลฯ เมื่อนั้น เธอพึงสำเหนียก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๖๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๓. สังขิตตสูตร อย่างนี้ว่า ‘มุทิตาเจโตวิมุตติ ฯลฯ เมื่อนั้น เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘อุเบกขา-เจโตวิมุตติ จักเป็นธรรมอันเราเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้วทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นธรรมอันเธอเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ เมื่อนั้นเธอพึงเจริญสมาธินี้ที่มีวิตกมีวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่มีปีติบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีปีติบ้างเจริญสมาธิที่มีความยินดีบ้าง เจริญสมาธิที่มีอุเบกขาบ้าง เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นธรรมอันเธอเจริญแล้ว เจริญดีแล้วอย่างนี้ เมื่อนั้นเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราจักพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นธรรมอันเธอเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ เมื่อนั้นเธอพึงเจริญสมาธินี้ที่มีวิตกมีวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่มีปีติบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีปีติบ้างเจริญสมาธิที่มีความยินดีบ้าง เจริญสมาธิที่มีอุเบกขาบ้าง เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นธรรมอันเธอเจริญแล้ว เจริญดีแล้วอย่างนี้ เมื่อนั้นเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราจักพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ เมื่อนั้นเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราจักพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ เมื่อนั้นเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราจักพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นธรรมอันเธอเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ เมื่อนั้นเธอพึงเจริญสมาธินี้ที่มีวิตกมีวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารบ้าง เจริญสมาธิที่มีปีติบ้าง เจริญสมาธิที่ไม่มีปีติบ้างเจริญสมาธิที่มีความยินดีบ้าง เจริญสมาธิที่มีอุเบกขาบ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๖๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๔. คยาสีสสูตร เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นธรรมอันเธอเจริญแล้ว เจริญดีแล้วอย่างนี้ เมื่อนั้นเธอจะเดินไปที่ใดๆ ก็เดินไปได้อย่างผาสุกในที่นั้นๆ จะยืนอยู่ในที่ใดๆ ก็ยืนอยู่ได้อย่างผาสุกในที่นั้นๆ จะนั่งอยู่ในที่ใดๆ ก็นั่งอยู่ได้อย่างผาสุกในที่นั้นๆ จะนอนอยู่ในที่ใดๆ ก็นอนอยู่อย่างผาสุกในที่นั้นๆ” ภิกษุนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทนี้แล้ว จึงลุกจากอาสนะถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วจากไป เธอจากไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาทมีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานนัก ก็ได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ที่เหล่ากุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” ภิกษุนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย สังขิตตสูตรที่ ๓ จบ ๔. คยาสีสสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่คยาสีสะ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ เขตเมืองคยา ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ ๑. ก่อนจะตรัสรู้ เราเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ เรารู้โอภาส แต่ไม่ เห็นรูปทั้งหลาย ๒. เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ถ้าเรารู้โอภาสและเห็นรูปทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้ ญาณทัสสนะ นี้ของเราก็จะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น’ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงผู้บรรลุอรหัตตผลย่อมอยู่อย่างผาสุกทุกอิริยาบถ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๓/๒๗๐)@ โอภาส ในที่นี้หมายถึงทิพพจักขุญาณ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๔/๒๗๐) @ ญาณทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงทัสสนะคือญาณที่เป็นทิพพจักษุ ในสูตรนี้กล่าวถึงญาณ ๘ คือ (๑) ทิพพจักขุ-@ญาณ (๒) อิทธวิธญาณ (๓) เจโตปริยญาณ (๔) ยถากัมมูปคญาณ (๕) อนาคตังสญาณ (๖) ปัจจุปปันนังส-@ญาณ (๗) อตีตังสญาณ (๘) ปุพเพนิวาสญาณ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๔/๒๗๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๖๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังขิตตสูตรที่ ๓
สังขิตตสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เอวเมว ได้แก่ โดยไม่มีเหตุเลย.
อีกอย่างหนึ่ง โดยประการที่ภิกษุนี้อ้อนวอนนั่นแหละ.
บทว่า โมฆปุริสา ได้แก่ บุรุษผู้หลง บุรุษเปล่า.
บทว่า อชฺเฌสนฺติ แปลว่า ย่อมอ้อนวอน.
บทว่า อนุพนฺธิตพฺพํ ได้แก่ พึงติดตามด้วยการติดตาม อิริยาบถ.
บทว่า มญฺญนฺติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขู่ เพื่อให้เกิดความเอื้อเฟื้อ จึงตรัสอย่างนั้น.
ได้ยินว่า ภิกษุนั้น แม้เมื่อประทานโอวาทให้แล้ว ก็ประกอบเนืองๆ ด้วยความประมาทเท่านั้น ฟังธรรมแล้วก็อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ไม่ปรารถนาจะบำเพ็ญสมณธรรม เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงขู่เธออย่างนี้แล้ว แต่เพราะเหตุที่เธอสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัต ฉะนั้น เมื่อจะทรงโอวาทเธออีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า เพราะเหตุนั้นแหละ ภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ ดังนี้.
ในคำนั้น ตรัสมูลสมาธิอันพอที่จิตเป็นเอกัคคตา ด้วยอำนาจจิตที่เป็นไปในภายในแก่เธอด้วยพระโอวาทนี้ก่อนว่า จิตของเราตั้งมั่นแล้วในภายใน จักเป็นจิตตั้งมั่นด้วยดี และอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่.
แต่นั้น เพื่อจะทรงแสดงว่า เธอยังไม่ควรพอใจด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พึงเจริญสมาธินั้นอย่างนี้ จึงให้ภิกษุนั้นเจริญภาวนาด้วยอำนาจเมตตาอย่างนี้ว่า เมื่อใดแลภิกษุ จิตของเธอตั้งมั่นแล้วในภายใน เป็นจิตดำรงมั่นด้วยดีแล้ว และอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้น ย่อมไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เมื่อนั้น ภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมตตาเจโตวิมุติจักเป็นอันเราอบรมแล้ว ฯลฯ ปรารภดีแล้ว ดังนี้แล้วจึงตรัสอีกเป็นต้นว่าดูก่อนภิกษุ เมื่อใดสมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้ ทั้งที่มีวิตก ทั้งที่มีวิจาร.
พึงทราบความแห่งคำนั้นดังต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดมูลสมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้วด้วยอำนาจเมตตาอย่างนี้ เมื่อนั้น เธอเมื่อไม่ยินดีแม้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้น เมื่อจะทำมูลสมาธินั้นให้ถึงฌานหมวด ๔ ฌานหมวด ๕ ในอารมณ์แม้เหล่าอื่น พึงเจริญโดยนัยมีอาทิว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ ดังนี้.
ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงแม้พรหมวิหารที่เหลือเป็นเบื้องหน้าแก่เธอว่า เธอพึงกระทำการอบรมฌานหมวด ๔ หมวด ๕ ในอารมณ์เหล่าอื่น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว อบรมดีแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า กรุณาเจโตวิมุตติจักเป็นอันเราเจริญแล้ว.
ครั้นทรงแสดงการเจริญฌานหมวด ๔ หมวด ๕ ซึ่งมีเมตตาเป็นต้น เป็นหัวหน้าอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงกายานุปัสสนาเป็นต้นเป็นตัวนำอีกจึงตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดแล สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว อบรมดีแล้วอย่างนี้ ดูก่อนเมื่อนั้น ภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราพิจารณาเนืองๆ เห็นกายในกายอยู่ดังนี้แล้วจึงตรัสคำมีอาทิว่า เมื่อใดแลภิกษุ สมาธินี้เป็นอันเธออบรมแล้ว อบรมดีแล้วอย่างนี้ ภิกษุเมื่อนั้น เธอจักเดินไปโดยอิริยาบถใดๆ เธอก็จักเดินไปอย่างผาสุกโดยอิริยาบถนั้นๆ นั่นแล.
บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า ตคฺฆสิ แปลว่า จักไป.
ด้วยบทว่า ผาสุเยว นี้ ทรงแสดงพระอรหัต.
จริงอยู่ ท่านผู้บรรลุพระอรหัต ชื่อว่าย่อมอยู่ผาสุกในทุกอิริยาบถ.
จบอรรถกถาสังขิตตสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------
นับอิจฉาสูตรเป็น ๑ นับอลังสูตรทั้งหมดเป็น ๒ จึงนับสังขิตตสูตรเป็นที่ ๓ นี้โดยอรรถกถานัย ส่วนปาลีนัย นับเรียงลำดับ สังขิตตสูตรจึงเป็นที่ ๑๐.