อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๐

กรัณฑวสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๐1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต กรัณฑวสูตร

ข้อ ๑๐๐

๑๐ เอกํ สมยํ ภควา จมฺปายํ วิหรติ คคฺคราย โปกฺขรณิยา ตีเร ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ฯ {๑๐๐.๑} อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ นิทฺธมเถตํ ภิกฺขเว ปุคฺคลํ นิทฺธมเถตํ ภิกฺขเว ปุคฺคลํ อปเนยฺโย ภิกฺขเว ปุคฺคโล กึ ปรปุตฺโต วิเหเฐติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตาทิสํเยว โหติ อภิกฺกนฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ อาโลกิตํ วิโลกิตํ สมฺมิญฺชิตํ ปสาริตํ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารณํ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ภิกฺขูนํ ยาวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ น ปสฺสนฺติ ยโต จ ขฺวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ ปสฺสนฺติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ สมณทูสีวายํ สมณปลาโป สมณกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา พหิทฺธา นาเสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ภิกฺขู ทูเสสีติ ฯ {๑๐๐.๒} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สมฺปนฺเน ยวกรเณ ยวทูสี ชาเยถ ยวปลาโป ยวกรณฺฑโว ตสฺส ตาทิสํเยว มูลํ โหติ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ยวานํ ตาทิสํเยว นาลํ โหติ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ยวานํ ตาทิสํเยว ปลาสํ โหติ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ยวานํ ยาวสฺส สีสํ น นิพฺพตฺตติ ยโต จ ขฺวสฺส สีสํ นิพฺพตฺตติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ ยวทูสีวายํ ยวปลาโป ยวกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา สมูลํ อุปฺปาเฏตฺวา พหิทฺธา ยวกรณสฺส ฉฑฺเฑนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเกเยว ทูเสสีติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตาทิสํเยว โหติ อภิกฺกนฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ อาโลกิตํ วิโลกิตํ สมฺมิญฺชิตํ ปสาริตํ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารณํ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ภิกฺขูนํ ยาวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ น ปสฺสนฺติ ยโต จ ขฺวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ ปสฺสนฺติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ สมณทูสีวายํ สมณปลาโป สมณกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา พหิทฺธา นาเสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ภิกฺขู ทูเสสีติ ฯ {๑๐๐.๓} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มหโต ธญฺญราสิสฺส ผุสยมานสฺส ตตฺถ ยานิ ตานิ ธญฺญานิ ทฬฺหานิ สารวนฺตานิ ตานิ เอกมนฺตํ ปุญฺชํ โหติ ยานิ ปน ตานิ ธญฺญานิ ทุพฺพลานิ ปลาปานิ ตานิ วาโต เอกมนฺตํ อปวหติ ตเมนํ สามิกา สมฺมชฺชนึ คเหตฺวา ภิยฺโยโส มตฺตาย อปสมฺมชฺชนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ธญฺเญ ทูเสสีติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตาทิสํเยว โหติ อภิกฺกนฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ อาโลกิตํ วิโลกิตํ สมฺมิญฺชิตํ ปสาริตํ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารณํ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ภิกฺขูนํ ยาวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ น ปสฺสนฺติ ยโต จ ขฺวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ ปสฺสนฺติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ สมณทูสีวายํ สมณปลาโป สมณกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา พหิทฺธา นาเสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ภิกฺขู ทูเสสีติ ฯ {๑๐๐.๔} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อุทปานนาฬิยตฺถิโก ติณฺหํ กุธารึ อาทาย วนํ ปวิเสยฺย โส ตนฺตเทว รุกฺขํ กุธาริปาเสน อาโกเฏติ ตตฺถ ยานิ ตานิ รุกฺขานิ ทฬฺหานิ สารวนฺตานิ ตานิ กุธาริปาเสน อาโกฏิตานิ กกฺขฬํ ปฏินทนฺติ ยานิ ปน ตานิ รุกฺขานิ อนฺโตปูตีนิ อวสฺสุตานิ กสมฺพุชาตานิ ตานิ กุธาริปาเสน อาโกฏิตานิ ททฺทรํ ปฏินทนฺติ ตเมนํ มูเล ฉินฺทติ มูเล ฉินฺทิตฺวา อคฺเค ฉินฺทติ อคฺเค ฉินฺทิตฺวา อนฺโต สุวิโสธิตํ วิโสเธติ อนฺโต สุวิโสธิตํ วิโสเธตฺวา อุทปานนาฬึ โยเชติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตาทิสํเยว โหติ อภิกฺกนฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ อาโลกิตํ วิโลกิตํ สมฺมิญฺชิตํ ปสาริตํ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารณํ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ภิกฺขูนํ ยาวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ น ปสฺสนฺติ ยโต จ ขฺวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ ปสฺสนฺติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ สมณทูสีวายํ สมณปลาโป สมณกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา พหิทฺธา นาเสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ภิกฺขู ทูเสสีติ ฯ สํวาสาย วิชาเนถ ปาปิจฺฉโกธโน อิติ มกฺขี ถมฺภี ปลาสี จ อิสฺสุกี มจฺฉรี สโฐ สณฺหวาโจ ชนวติ สมโณ วิย ภาสติ รโห กโรติ กรณํ ปาปทิฏฺฐิ อนาทโร สํสปฺปี จ มุสาวาที ตํ วิทิตฺวา ยถากถํ สพฺเพ สมคฺคา หุตฺวาน อภินิพฺพชฺชยาถ นํ การณฺฑวํ นิทฺธมวา กสมฺพุํ อปกสฺสวา ตโต ปลาเป วาเหถ อสฺสมเณ สมณมานิเน นิทฺธมิตฺวา ปาปิจฺฉํ ปาปลาจารโคจเร สุทฺธาสุทฺเธหิ สํวาสํ กปฺปยโวฺห ปฏิสฺสตา ตโต สมคฺคา นิปกา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถาติ ฯ เมตฺตาวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ เมตฺตปญฺญา จ เทฺว จ ปิเย เทฺว จาปฺปิเย เทฺว จ โลกโลกวิปตฺติโย เทวทตฺโต จ อุตฺตโร นนฺโท การณฺฑเวน จาติ ฯ ------------

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัครา ใกล้นครจัมปา สมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัตินั้นเอาเรื่องอื่นๆ มาพูดกลบเกลื่อน ชักเรื่องไปนอกทางเสียแสดงความโกรธเคืองและความไม่ยำเกรงให้ปรากฏ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนชนิดนี้ต้องขับออก เป็นลูกนอกคอกกวนใจกระไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ การแล การเหลียว การคู้ การเหยียด การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร เหมือนภิกษุผู้เจริญเหล่าอื่น ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติของเขาแต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้ว ย่อมนาสนะออกไปให้พ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่าภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนหญ้าชนิดหนึ่งที่ทำลายต้นข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มีเมล็ดเหมือนข้าวตายรวง พึงเกิดขึ้นในนาข้าวที่สมบูรณ์ ราก ก้าน ใบของมันเหมือนกับข้าวที่ดีเหล่าอื่น ตราบเท่าที่มันยังไม่ออกรวง แต่เมื่อใด มันออกรวง เมื่อนั้นจึงทราบกันว่า หญ้านี้ทำลายข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มีเมล็ดเหมือนข้าวตายรวง ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว เขาจึงถอนมันพร้อมทั้งราก เอาไปทิ้งให้พ้นที่นา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า หญ้าชนิดนี้อย่าทำลายข้าวที่ดีอื่นๆ เลย ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ ฯลฯ เพราะคิดว่า ภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนกองข้าวเปลือกกองใหญ่ที่เขากำลังสาดอยู่ ในข้าวเปลือกกองนั้น ข้าวเปลือกที่เป็นตัว แกร่ง เป็นกองอยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนที่หัก ลีบ ลมย่อมพัดไปไว้ส่วนหนึ่งเจ้าของย่อมเอาไม้กวาดวีข้าวที่หักและลีบออกไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่ามันอย่าปนข้าวเปลือกที่ดีอื่นๆ เลย ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันบุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ ฯลฯ เพราะคิดว่าภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลต้องการกระบอกตักน้ำ ถือขวานอันคมเข้าไปในป่า เขาเอาสันขวานเคาะต้นไม้นั้นๆบรรดาต้นไม้เหล่านั้น ต้นไม้ที่แข็ง มีแก่น ซึ่งถูกเคาะด้วยสันขวาน ย่อมมีเสียงหนัก ส่วนต้นไม้ที่ผุใน น้ำชุ่ม เกิดยุ่ยขึ้น ถูกเคาะด้วยสันขวาน ย่อมมีเสียงก้องเขาจึงตัดต้นไม้ที่ผุในนั้นที่โคน ครั้นตัดโคนแล้ว จึงตัดปลาย ครั้นตัดปลายแล้วจึงคว้านข้างในให้เรียบร้อย แล้วทำเป็นกระบอกตักน้ำ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน แลบุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ การแล การเหลียว การคู้ การเหยียด การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร เหมือนของภิกษุที่ดีเหล่าอื่น ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติของเขา แต่เมื่อใดภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้วย่อมนาสนะออกไปให้พ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ฯ เพราะการอยู่ร่วมกัน พึงรู้ได้ว่า ผู้นี้มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบลู่ หัวดื้อ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด บางคนในท่ามกลางประชุมชน พูดไพเราะ ดังพระสมณะ พูดปิดบังความชั่วที่ตัวทำ มีความเห็นลามกไม่เอื้อเฟื้อ พูด เลอะเลือน พูดเท็จ เธอทั้งหลายทราบบุคคลนั้นว่าเป็นอย่าง ไรแล้ว จงพร้อมใจกันทั้งหมดขับบุคคลนั้นเสีย จงกำจัด บุคคลที่เป็นดังหยากเหยื่อ จงถอนบุคคลที่เสียในออกเสีย แต่นั้น จงนำคนแกลบ ผู้มิใช่สมณะแต่ยังนับว่าเป็นสมณะ ออกเสีย เธอทั้งหลาย เมื่อต้องอยู่ร่วมกับคนดีและคนไม่ดี ครั้นกำจัดคนที่มีความปรารถนาลามก มีอาจาระและโคจร ลามกออกแล้ว จงเป็นผู้มีสติ แต่นั้น เธอทั้งหลายเป็น ผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นผู้มีปัญญารักษาตน จักกระทำที่สุด ทุกข์ได้ ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบเมตตาวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เมตตสูตร ๒. ปัญญาสูตร ๓. อัปปิยสูตรที่ ๑ ๔. อัปปิยสูตรที่ ๒ ๕. โลกธรรมสูตร ๖. โลกวิปัตติสูตร ๗. เทวทัตตสูตร ๘. อุตตร-*สูตร ๙. นันทสูตร ๑๐. กรัณฑวสูตร -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. การัณฑวสูตร ว่าด้วยสมณะหยากเยื่อ

ข้อ ๑๐

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ริมฝั่งสระคัคคราโบกขรณี เขตกรุงจัมปา สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจทด้วยอาบัตินั้น พูดกลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงอาการโกรธ ขัดเคือง และไม่พอใจ@เชิงอรรถ : @ ธรรมเครื่องกางกั้นในที่นี้หมายถึงนิวรณ์ ๕ ประการ คือ (๑) กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) (๒) พยาบาท@(ความคิดร้าย) (๓) ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ)@(๕) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) (องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๕๑/๘๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๑๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. เมตตาวรรค ๑๐. การัณฑวสูตร ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงกำจัดบุคคลนี้ออกไป จงกำจัดบุคคลนี้ออกไป คนชนิดนี้ต้องขับออก เป็นบุตร นอกคอก กวนใจเสียจริง ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไปการถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข้า การเหยียดออก การครองสังฆาฏิบาตรและจีวรเหมือนภิกษุผู้เจริญอื่นๆ ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติ ของเขา แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา เมื่อนั้น ภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ‘ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ’ครั้นรู้จักเขาอย่างนี้แล้ว จึงนาสนะ เขาออกไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า‘ภิกษุนี้อย่าได้ประทุษร้ายภิกษุที่ดีอื่นๆ’ ภิกษุทั้งหลาย หญ้าที่ทำลายต้นข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มีเมล็ดเหมือน ข้าวตายนึ่ง พึงเกิดขึ้นในนาข้าวที่สมบูรณ์ รากของมันก็เป็นเช่นเดียวกับข้าวที่ดีอื่นๆก้านของมันก็เป็นเช่นเดียวกับข้าวที่ดีอื่นๆ ใบของมันก็เป็นเช่นเดียวกับข้าวที่ดีอื่นๆตราบเท่าที่มันยังไม่ออกรวง แต่เมื่อใด มันออกรวง เมื่อนั้น ชาวนาย่อมรู้จักมันอย่างนี้ว่า ‘หญ้านี้ทำลายต้นข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มีเมล็ดเหมือนข้าวตายนึ่ง’ครั้นรู้จักมันอย่างนี้แล้ว ชาวนาจึงถอนมันขึ้นพร้อมทั้งราก แล้วทิ้งให้พ้นจากที่นา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ‘หญ้าชนิดนี้อย่าได้ทำลายข้าวที่ดีอื่นๆ’ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีการก้าวไป การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข้า การเหยียดออก การครองสังฆาฏิบาตรและจีวรเหมือนภิกษุผู้เจริญอื่นๆ ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติ ของเขา แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา เมื่อนั้น ภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ‘ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ’ครั้นรู้จักเขาอย่างนี้แล้ว จึงนาสนะเขาออกไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ‘ภิกษุนี้อย่าได้ประทุษร้ายภิกษุที่ดีอื่นๆ’ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลฝัดข้าวเปลือกกองใหญ่ ข้าวเปลือกที่เป็นตัวแกร่ง ในข้าวเปลือกกองใหญ่นั้น ก็เป็นกองอยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนข้าวเปลือกที่ลีบ ก็ถูกลมพัดไป@เชิงอรรถ : @ นาสนะ หมายถึงวิธีลงโทษพระ มี ๓ วิธี คือ (๑) ลิงคนาสนะ(ให้ฉิบหายจากเพศบรรพชิต) (๒) ทัณฑ-@กัมมนาสนะ(ให้ฉิบหายด้วยการลงโทษ) (๓) สังวาสนาสนะ(ให้ฉิบหายจากสังวาส) (วิ.อ. ๓/๓๒๑/๔๔๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๑๖}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. เมตตาวรรค ๑๐. การัณฑวสูตร อยู่อีกส่วนหนึ่ง เจ้าของใช้ไม้กวาดกวาดข้าวที่ลีบนั้นออกไปโดยมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ‘มันอย่าได้ทำลายข้าวเปลือกที่ดีอื่นๆ’ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีการก้าวไป การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข้า การเหยียดออก การครองสังฆาฏิบาตรและจีวร เหมือนภิกษุผู้เจริญอื่นๆ ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติ ของเขา แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา เมื่อนั้น ภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ‘ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ’ครั้นรู้จักเขาอย่างนี้แล้ว จึงนาสนะเขาออกไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ‘ภิกษุนี้อย่าได้ประทุษร้ายภิกษุที่ดีอื่นๆ’ ภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้ต้องการกระบอกตักน้ำดื่ม ถือขวานอันคมเข้าไปในป่า เขาใช้สันขวานเคาะต้นไม้ใดๆ บรรดาต้นไม้นั้นๆ ต้นไม้ที่แข็งมีแก่น ซึ่งถูกเคาะด้วยสันขวาน มีเสียงแน่น ส่วนต้นไม้ที่เสีย(เป็นโพลง)ข้างใน เปียกชื้น เกิดผุยุ่ยถูกเคาะด้วยสันขวาน มีเสียงก้อง เขาจึงตัดต้นไม้ที่เสียข้างในนั้นที่โคน ครั้นตัดที่โคนแล้ว จึงตัดปลาย ครั้นตัดปลายแล้ว จึงคว้านข้างในให้สะอาดดี ครั้นคว้านข้างในให้สะอาดดีแล้ว จึงทำเป็นกระบอกตักน้ำดื่ม แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล มีการก้าวไป การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข้า การเหยียดออก การครองสังฆาฏิบาตรและจีวร เหมือนภิกษุผู้เจริญอื่นๆ ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติ ของเขา แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา เมื่อนั้น ภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ‘ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ’ครั้นรู้จักเขาอย่างนี้แล้ว จึงนาสนะเขาออกไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ‘ภิกษุนี้อย่าได้ประทุษร้ายภิกษุที่ดีอื่นๆ” เพราะการอยู่ร่วมกัน บุคคลจึงรู้ได้ว่า ผู้นี้เป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว มักโกรธ ลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด บุคคลบางคนอยู่ในชุมชน พูดไพเราะ พูดดังสมณะ ปิดบังกรรมชั่ว มีความเห็นชั่ว ไม่เอื้อเฟื้อ พูดเลอะเทอะ พูดเท็จ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๑๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. เมตตาวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค เธอทั้งหลายทราบบุคคลนั้นว่า เป็นอย่างไรแล้ว จงพร้อมเพรียงกันขับบุคคลนั้นเสีย จงกำจัดบุคคลผู้เป็นดังแกลบ จงถอนบุคคลผู้เป็นดังหยากเยื่อออกไป จงนำบุคคลผู้เป็นดังแกลบ ผู้มิใช่สมณะ แต่ยังถือตัวว่าเป็นสมณะออกไปเสีย ครั้นกำจัดบุคคลผู้ปรารถนาชั่ว มีอาจาระและโคจร ชั่วออกแล้ว จงเป็นผู้มีสติอยู่ร่วมกับบุคคลผู้บริสุทธิ์และบุคคลผู้ไม่บริสุทธิ์ จากนั้น เธอทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ การัณฑวสูตรที่ ๑๐ จบ เมตตาวรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เมตตาสูตร ๒. ปัญญาสูตร ๓. ปฐมอัปปิยสูตร ๔. ทุติยอัปปิยสูตร ๕. ปฐมโลกธัมมสูตร ๖. ทุติยโลกธัมมสูตร ๗. เทวทัตตวิปัตติสูตร ๘. อุตตรวิปัตติสูตร ๙. นันทสูตร ๑๐. การัณฑวสูตร @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ สัตตกนิบาต ข้อ ๗๕ หน้า ๑๗๒ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๑๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากรัณฑวสูตรที่ ๑๐

กรัณฑวสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ ความว่า เอาเหตุหรือคำอื่นมากลบเกลื่อนเหตุหรือคำอื่น.

บทว่า พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ ความว่า ทำถ้อยคำที่แทรกเข้ามาอย่างอื่นให้ออกนอกทาง.

บทว่า อปเนยฺโย ได้แก่ บุคคลนี้พึงนำออกไป.

บทว่า สมณทูสี ได้แก่ ผู้ประทุษร้ายสมณะ.

บทว่า สมณปลาโป ความว่า ชื่อว่าเป็นสมณะแกลบในสมณะทั้งหลาย เพราะไม่มีแก่น เหมือนแกลบข้าวในข้าวทั้งหลาย.

บทว่า สมณกรณฺฑโว ได้แก่ สมณะหยากเยื่อ.

บทว่า พหิทฺธา นาเสนฺติ แปลว่า ขับออกไปภายนอก.

บทว่า ยวกรเณ ได้แก่ ในนาข้าวเหนียว.

บทว่า ผุสยมานสฺส ได้แก่ อันบุคคลยืนอยู่บนที่สูงแล้วลาดไปในที่มีลมแรง.

บทว่า อปสมฺมชฺชนฺติ ความว่า ปัดออกบ่อยๆ เพื่อทำข้าวที่ดี ไว้ข้างหนึ่ง ข้าวที่ทรามไว้ข้างหนึ่ง คือเอากะตังหรือผ้าที่อุ้มลม คือเครื่องฝัดวีฝัดไป.

บทว่า ททฺทรํ ได้แก่ มีเสียงดัง.

บทว่า สํวาสาย แปลว่า เพราะอยู่ร่วมกัน.

บทว่า วิชาแนล แปลว่า พึงรู้ได้.

บทว่า สนฺตวาโจ แปลว่า มีวาจาอ่อนหวาน.

บทว่า ชนวติ แปลว่า ในท่ามกลางชน.

บทว่า รโห กโรติ กฏณํ ความว่า บาปกรรมเรียกว่ากัฏณะ คือการทำ (ชั่ว) ได้แก่เป็นผู้ปกปิดการทำบาปกรรมนั้นในที่ลับ.

____________________________

บาลีว่า กรณํ

บทว่า สํสปฺปี จ มุสาวาที ความว่า เป็นผู้พูดมุสาเลอะเทอะ. อธิบายว่า พูดเท็จเลอะเทอะ คือกลับกลอก.

ในสูตรนี้ ตรัสเฉพาะวัฏฏะอย่างเดียว ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะในคาถาทั้งหลายแล.

จบอรรถกถากรัณฑวสูตรที่ ๑๐ จบเมตตาวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. เมตตสูตร

๒. ปัญญาสูตร

๓. อัปปิยสูตรที่ ๑

๔. อัปปิยสูตรที่ ๒

๕. โลกธรรมสูตร

๖. โลกวิปัตติสูตร

๗. เทวทัตตสูตร

๘. อุตตรสูตร

๙. นันทสูตร

๑๐. กรัณฑวสูตร -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา