วิโมกขสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๖๓๗๓ อฏฺฐิเม ภิกฺขเว วิโมกฺขา ฯ กตเม อฏฺฐ รูปี รูปานิ ปสฺสติ อยํ ปฐโม วิโมกฺโข ฯ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อยํ ทุติโย วิโมกฺโข ฯ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ อยํ ตติโย วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ จตุตฺโถ วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ปญฺจโม วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ฉฏฺโฐ วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ สตฺตโม วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข ฯ อิเม โข ภิกฺขเว อฏฺฐ วิโมกฺขาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. วิโมกขสูตร ว่าด้วยวิโมกข์
ภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๘ ประการนี้ วิโมกข์ ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้มีรูป เห็นรูปทั้งหลาย นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๑ ๒. บุคคลผู้มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๒ @เชิงอรรถ : @ วิโมกข์(ความหลุดพ้น) หมายถึงภาวะที่จิตหลุดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งไปในอารมณ์นั้นๆ@(องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๖/๒๗๒) ดู ที.ม. ๑๐/๑๒๙/๖๓, ๑๗๔/๑๐๐, ที.ปา ๑๑/๓๓๙/๒๓๑, ๓๕๘/๒๗๑-๒๗๒,@ม.ม. ๑๓/๒๔๘/๒๒๓-๒๒๔, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๒๘/๕๓๐-๕๓๑ @ มีรูป ในที่นี้หมายถึงได้รูปฌานที่เกิดจากอาการทำบริกรรมในรูปภายในตน เช่น ทำบริกรรมผม เหงื่อ เนื้อ@เลือด กระดูก ฟัน เล็บ โดยวิธีการบริกรรมเป็นสีต่างๆ มีสีเขียว เหลือง แดง เป็นต้น@(องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๕/๒๗๐, ๖๖/๒๗๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๖๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๗. อนริยโวหารสูตร ๓. บุคคลเป็นผู้น้อมใจไปว่า ‘งาม’ เท่านั้น นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๓ ๔. บุคคลบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า ‘อากาศหา ที่สุดมิได้’ อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนด นานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๔ ๕. บุคคลล่วงอากาสานัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๕ ๖. บุคคลล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง บรรลุ อากิญจัญญายตนฌาน โดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ นี้เป็น วิโมกข์ที่ ๖ ๗. บุคคลล่วงอากิญจัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวง บรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๗ ๘. บุคคลล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวง บรรลุ สัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๘ ประการนี้แล วิโมกขสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิโมกขสูตรที่ ๖
วิโมกขสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า วิโมกฺขา ความว่า ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะสภาวะอะไร. เพราะสภาวะที่พ้นยิ่ง.
ก็ชื่อว่าสภาวะที่พ้นยิ่ง นี้คืออะไร?
คือ สภาวะที่พ้นยิ่งด้วยดีจากธรรมอันเป็นข้าศึก และสภาวะที่พ้นยิ่งด้วยดีจากอำนาจความยินดียิ่งในอารมณ์. ท่านอธิบายไว้ว่า ความเป็นไปในอารมณ์ เพราะภาวะที่ปราศจากความระแวงสงสัย โดยความไม่ยึดมั่น เหมือนทารกนอนปล่อยตัวบนตักบิดา ฉะนั้น. แต่ความหมายนี้ ไม่มีในวิโมกข์หลัง มีในวิโมกข์ก่อนทั้งหมด.
ในบทว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
รูป คือรูปฌานที่ให้เกิดขึ้นแล้วด้วยอำนาจนีลกสิณเป็นต้น ในอารมณ์ทั้งหลายมีผมเป็นต้นในภายใน. รูปฌานนั้นมีแก่ภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่ารูปี ผู้มีรูปฌาน.
บทว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า ภิกษุผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป มีนีลกสิณเป็นต้น แม้ที่มีในภายนอกด้วยฌานจักษุ. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงรูปาวจรฌานทั้ง ๔ ของบุคคลผู้ให้ฌานเกิดในกสิณทั้งหลาย อันมีที่ตั้งทั้งภายในและภายนอก.
บทว่าอชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี ความว่า ผู้ไม่กำหนดรูปในภายใน. อธิบายว่า ผู้ไม่ให้รูปาวจรฌานเกิดขึ้นในอารมณ์มีผมเป็นต้นของตน. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงรูปาวจรฌานของบุคคลผู้กระทำบริกรรมในภายนอกแล้ว ให้ฌานเกิดขึ้นในภายนอกนั่นเอง.
ด้วยคำว่า สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงฌานในวรรณกสิณมีนิลกสิณเป็นต้นอันบริสุทธิ์ด้วยดี.
ในคำว่า สุภนฺเตว "งาม" ความผูกใจ "งาม" ย่อมไม่มีภายในอัปปนาก็จริง ถึงอย่างนั้น ภิกษุใดกระทำสุภกสิณที่บริสุทธิ์ดีให้เป็นอารมณ์อยู่ เพราะเหตุที่ภิกษุนั้นจะต้องถูกท่านพูดว่าเป็นผู้น้อมใจไปว่า "งาม" ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงว่าเทศนาไว้อย่างนั้น
แต่ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะเป็นผู้น้อมใจไปว่างามนั้นอย่างไร?
ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะภิกษุในศาสนานี้ มีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง ฯลฯ อยู่. เพราะความที่ตนเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ไม่น่าเกลียด. มีจิตสหรคตกับกรุณา มุทิตาและอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง ฯลฯ อยู่. เพราะความที่ตนเจริญ (กรุณา มุทิตาและ) อุเบกขา สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ไม่น่าเกลียด. ท่านเป็นผู้ชื่อว่าน้อมใจไปว่างาม ด้วยอาการอย่างนี้
คำใดที่จะพึงกล่าวในคำว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ ดังนี้เป็นต้น
คำนั้นทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.
บทว่า อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข ความว่า นี้ชื่อว่าเป็นวิโมกข์ที่ ๘ เพราะสละ คือเพราะปล่อยขันธ์ทั้ง ๔ โดยประการทั้งปวง.
จบอรรถกถาวิโมกขสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------