สารีปุตตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต สารีปุตตสูตร
๓๓ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ สงฺขิตฺเตนปิ โข อหํ สารีปุตฺตํ ธมฺมํ เทเสยฺยํ วิตฺถาเรนปิ โข อหํ สารีปุตฺต ธมฺมํ เทเสยฺยํ สงฺขิตฺตวิตฺถาเรนปิ โข เอหํ สารีปุตฺต ธมฺมํ เทเสยฺยํ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร จ ทุลฺลภาติ ฯ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา สงฺขิตฺเตนปิ ธมฺมํ เทเสยฺย วิตฺถาเรนปิ ธมฺมํ เทเสยฺย สงฺขิตฺตวิตฺถาเรนปิ ธมฺมํ เทเสยฺย ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโรติ ฯ ตสฺมา ติห สารีปุตฺต เอวํ สิกฺขิตพฺพํ อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น ภวิสฺสนฺติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น ภวิสฺสนฺติ ยญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรโต อหงฺการมมงฺการ- มานานุสยา น โหนฺติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพํ ยโต โข สารีปุตฺต ภิกฺขุโน อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ ยญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรโต อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ สารีปุตฺต ภิกฺขุ อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ วิวฏฺฏยิ สญฺโญชนํ สมฺมามานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส อิทญฺจ ปน เมตํ สารีปุตฺต สนฺธาย ภาสิตํ ปารายเน อุทยปเญฺห ปหานํ กามสญฺญานํ โทมนสฺสาน จูภยํ ถีนสฺส จ ปนูทนํ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ อญฺญาวิโมกฺขํ ปพฺรูมิ อวิชฺชายปฺปเภทนนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร เราพึงแสดงธรรมโดยสังเขปก็มี โดยพิสดารก็มี ทั้งโดยสังเขปและพิสดารก็มี แต่บุคคลผู้ที่จะรู้ทั่วถึงธรรมหาได้ยาก ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระสุคต บัดนี้ เป็นการสมควรที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงแสดงธรรมโดยสังเขปบ้าง โดยพิสดารบ้าง ทั้งโดยสังเขป ทั้งโดยพิสดารบ้าง จักมีผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ ภ. ดูกรสารีบุตร เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายควรศึกษาอย่างนี้ว่าในกายอันมีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก จักไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย อนึ่ง อหังการ มมังการ และมานานุสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอยู่ เราจักเข้าเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตินั้นอยู่ ดูกรสารีบุตร เธอทั้งหลายควรศึกษาอย่างนี้แล เพราะภิกษุไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก กับภิกษุที่เข้าถึงเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ ซึ่งเป็นที่ไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ตัดตัณหา ถอนสังโยชน์ทิ้งกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะการรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยการละมานะโดยชอบดูกรสารีบุตร ก็เราหมายเอาข้อนี้ ได้กล่าวไว้ในอุทยปัญหาในปารายนสูตร ดังนี้ว่า เรากล่าวธรรมสำหรับละกามสัญญา และโทมนัสทั้งสอง และธรรมเป็นเหตุบรรเทาความง่วง และธรรมเป็นเครื่องห้าม กันความรำคาญ อันมีอุเบกขากับสติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปในเบื้องหน้าว่า เป็น ธรรมสำหรับทำลายล้างอวิชชา เป็นเครื่องพ้นกิเลสด้วยปัญญา ที่รู้ทั่วถึง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาค
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสกับท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า “สารีบุตร เราแสดงธรรมโดยย่อก็ได้ เราแสดงธรรมโดยพิสดารก็ได้ เราแสดงธรรมทั้งโดยย่อและโดยพิสดารก็ได้ แต่บุคคลผู้รู้ทั่วถึงธรรมหาได้ยาก” ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้เป็นกาล ข้าแต่พระสุคต บัดนี้เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคพึงแสดงธรรมโดยย่อ พึงแสดงธรรมโดยพิสดาร พึงแสดงธรรมทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร จักมีผู้รู้ทั่วถึงธรรมได้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สารีบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “จักไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยทั้งในกายที่มีวิญญาณนี้ และในนิมิตภายนอกทั้งปวง และเราทั้งหลายจักเข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยอยู่” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล เพราะภิกษุไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยทั้งในกายที่มีวิญญาณนี้และในนิมิตภายนอกทั้งปวง และเพราะภิกษุผู้เข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติไม่มีอหังการมมังการ และมานานุสัยอยู่ เราจึงเรียกว่า ภิกษุนี้ตัดตัณหา ถอนสังโยชน์ ทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะรู้ยิ่งด้วยการละมานะได้โดยชอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๘๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. เทวทูตวรรค ๔. นิทานสูตร เราหมายเอาเช่นนี้จึงกล่าวไว้ในอุทยปัญหาในปารายนวรรค ดังนี้ว่า เรากล่าวอัญญาวิโมกข์ ซึ่งเป็นธรรม สำหรับละธรรมทั้งสองคือกามสัญญา และโทมนัส เป็นธรรมบรรเทาถีนะ(ความง่วง) เป็นธรรมปิดกั้นกุกกุจจะ(ความร้อนใจ) ซึ่งบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาและสติ มีการตรึกตรองธรรม เป็นธรรมเกิดก่อน และเป็นธรรมเครื่องทำลายอวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง) สารีปุตตสูตรที่ ๓ จบ ๔. นิทานสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งกรรม
ภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เกิดกรรม ๓ ประการนี้ เหตุให้เกิดกรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. โลภะ (ความอยากได้) เป็นเหตุให้เกิดกรรม ๒. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) เป็นเหตุให้เกิดกรรม ๓. โมหะ (ความหลง) เป็นเหตุให้เกิดกรรม กรรมที่ถูกโลภะครอบงำ เกิดจากโลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นแดนเกิดย่อมให้ผลในที่ซึ่งอัตภาพของเขาเกิด บุคคลต้องเสวยผลกรรมนั้นในขันธ์ที่กรรมนั้นให้ผลในปัจจุบัน ในลำดับที่เกิด หรือในระยะต่อไป @เชิงอรรถ : @ อัญญาวิโมกข์ หมายถึงอรหัตตผล (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๓/๑๑๕-๑๑๖) @ กามสัญญา หมายถึงสัญญาที่เกิดขึ้นปรารภกาม หรือสัญญาที่สหรคตด้วยโลภจิต ๘ ดวง@(องฺ.ติก.อ. ๒/๓๓/๑๑๕) @ การตรึกตรองธรรม (ธัมมตักกะ) ในที่นี้หมายถึงสัมมาสังกัปปะในอริยมรรคมีองค์ ๘@(องฺ.ติก.อ. ๒/๓๓/๑๑๖) @ มีโลภะเป็นแดนเกิด หมายถึงมีโลภะเป็นปัจจัย กล่าวคือมีโลภะเป็นเหตุให้เกิด (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๔/๑๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๘๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในสารีปุตตสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สงฺขิตฺเตน ได้แก่ ด้วยการตั้งเป็นบทมาติกาไว้.
บทว่า วิตฺถาเรน ได้แก่ การจำแนกมาติกาที่ตั้งไว้แล้วออกไป.
บทว่า สงฺขิตฺตวิตฺถาเรน ได้แก่ บางครั้งก็ย่อ บางครั้งก็พิสดาร.
บทว่า อญฺญาตาโร จ ทุลฺลภา ความว่า ก็บุคคลผู้จะแทงตลอดหาได้ยาก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้กะพระสารีบุตรเถระ โดยมีพระพุทธประสงค์ว่า เราตถาคตจะต่อญาณให้พระสารีบุตร. พระเถระครั้นได้สดับพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ถึงแม้จะไม่กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์จักเข้าใจเองก็จริงแต่โดยมีประสงค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงวางพระทัย (แสดงธรรมเถิด) ข้าพระองค์จักแทงตลอดธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วได้โดยร้อยนัย พันนัยข้อนั้นขอให้เป็นภาระของข้าพระองค์เถิดดังนี้ เมื่อจะยังพระศาสดาให้อุตสาหะในการแสดงธรรม จึงได้ทูลคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเวลาที่พระองค์จะทรงแสดงธรรมแล้ว.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงเริ่มเทศนาแก่พระสารีบุตรว่า ตสฺมาติห ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก เป็นต้นมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ ได้แก่ ตัดตัณหาด้วยศาสตรา คือมัคคญาณ.
บทว่า วิวฏฺฏยิ สํโยชนํ ได้แก่ ถอนสัญโญชน์ทั้ง ๑๐ อย่างพร้อมทั้งรากทิ้งไป.
บทว่า สมฺมามานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส ความว่า ได้กระทำที่สุดแห่งวัฏฏทุกข์โดยการตรัสรู้ เพราะละมานะ ๙ อย่างได้ด้วยอุบายอันชอบ ด้วยข้อปฏิบัติชอบ.
บทว่า อิทญฺจ ปน เมตํ สารีปุตฺต สนฺธาย ภาสิตํ ความว่า ดูก่อนสารีบุตร เราตถาคตกล่าวคำนั้นไว้หมายเอา ผลสมาบัตินี้แหละในอุทยปัญหา ในปารายนวรรค.
บัดนี้เพื่อจะทรงแสดงพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว จึงปรารภคำมีอาทิว่า ปหานํ กามสญฺญานํ ดังนี้.
ก็บทว่า ปหานํ กามจฺฉนฺทานํ นี้มีมาแล้วในอุทยปัญหา. แต่ในพระสูตรนี้ พระอาจารย์ผู้รจนาอังคุตตรนิกาย ยกขึ้นตั้งไว้ว่า กามสญฺญานํ ดังนี้. ในสองบทนั้น ต่างกันเพียงพยัญชนะ ส่วนเนื้อความก็เป็นเพียงอย่างเดียวกันนั่นแหละ.
บทว่า กามสญฺญานํ ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นปรารภกาม หรือได้แก่ สัญญาที่เกิดกับจิตที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง.
บทว่า โทมนสฺสาน จูภยํ ความว่า เราตถาคตกล่าวการละอกุศลเจตสิกแม้ทั้งสอง คือ กามสัญญาเหล่านี้ ๑ โทมนัสสเจตสิก ๑ คืออรหัตผล กล่าวคือการละด้วยปฏิปัสสัทธิ (วิมุตติ) ว่าเป็นอัญญาวิโมกข์.
ส่วนในนิเทเทส พระองค์ตรัสไว้ว่า (เราตถาคตกล่าว) การละ ความสงบ การสละคืน ความสงบระงับ อกุศลเจตสิกทั้งสองอย่าง คือกามฉันทะและโทมนัส ว่าเป็นอมตมหานิพพาน. คำนั้นพระองค์ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการยกเอาผล. ด้วยว่า ความสงบระงับ กล่าวคืออาการที่กิเลสสิ้นไป เรียกว่าปหานะบ้าง มรรคที่สละคืนกิเลสอยู่ ก็เรียกว่าปหานะบ้าง ผลกล่าวคือความสงบระงับกิเลสได้ ก็เรียกว่าปหานะบ้าง. กิเลสทั้งหลายอันพระโยคาวจรละได้ เพราะมาถึงพระนิพพานใด พระนิพพานนั้นชื่อว่าอมตนิพพาน. เพราะฉะนั้น บทเหล่านี้จึงมาแล้วในนิทเทสนั้น.
ก็เพราะพระพุทธพจน์ว่า อญฺญาวิโมกฺขํ ปพฺรูมิ จึงเป็นอันทรงพระประสงค์เอาเฉพาะพระอรหัตผล. และเพราะพระพุทธพจน์ว่า ถีนสฺส จ ปนูทนํ เป็นอันพระองค์ทรงประสงค์เอาเฉพาะพระอรหัตผล เพราะถีนะ (นิวรณ์) เกิดขึ้น ในตอนท้ายของการบรรเทา. เพราะพระพุทธพจน์ว่า กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ เป็นอันทรงประสงค์เอาผลเท่านั้น เพราะผลเกิดขึ้นในลำดับแห่งมรรคที่เป็นเหตุห้ามกุกกุจจนิวรณ์.
บทว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ความว่า หมดจดดีด้วยอุเบกขา และสติที่เกิดขึ้นในผลที่เป็นไปในฌานที่ ๔.
สัมมาสังกัปปะ ท่านเรียกว่าธัมมตักกะ ในบทว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ. สัมมาสังกัปปะนั้น ชื่อว่าธัมมตักกปุเรชวะ เพราะมีมาแต่ต้น คือมีมาก่อน ได้แก่ถึงก่อนแห่งอัญญาวิโมกข์. เราตถาคตกล่าว ซึ่งอัญญาวิโมกข์นั้นที่มีความตรึกในธรรมนำหน้า.
วิโมกข์ที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งอัญญินทรีย์ ชื่อว่าอัญญาวิโมกข์ หรือวิโมกข์ที่เกิดขึ้นแก่พระอรหัตผล ชื่อว่าอัญญาวิโมกข์. อธิบายว่า ได้แก่ ปัญญฺาวิมุตติ.
____________________________
ปาฐะว่า อญฺญาย วา วิโมกฺขํ อญฺญาวิมุตฺตนฺติ อตฺโถ ฉบับพม่าเป็น อญฺญาย วา วิโมกฺขํ ปญฺญาวิมุตฺตนฺติ อตฺโถ แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ ความว่า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา เพราะเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการทำลายอวิชชา.
อีกอย่างหนึ่ง อรหัตผลนั่นแหละที่ได้นามอย่างนี้ เพราะปรารภพระนิพพานที่สงบแล้วเกิดขึ้น. พระอรหัตผลนั่นแหละพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศแล้วด้วยบททั้งหลายเหล่านี้ แม้ทั้งหมดมีบทว่า ปหานํ เป็นต้นด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.
จบอรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------