เวนาคสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต เวนาคสูตร
๖๔ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน เวนาคปุรํ นาม โกสลานํ พฺราหฺมณคาโม ตทวสริ ฯ อสฺโสสุํ โข เวนาคปุริกา พฺราหฺมณคหปติกา สมโณ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต เวนาคปุรํ อนุปฺปตฺโต ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ {๕๐๓.๑} อถโข เวนาคปุริกา พฺราหฺมณคหปติกา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อปฺเปกจฺเจ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุณฺหีภูตา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข เวนาคปุริโก วจฺฉโคตฺโต พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม ยาวญฺจิทํ โภโต โคตมสฺส วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต เสยฺยถาปิ โภ โคตม สารทํ พทรปณฺฑุํ ปริสุทฺธํ โหติ ปริโยทาตํ เอวเมว โภโต โคตมสฺส วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต เสยฺยถาปิ โภ โคตม ตาลปกฺกํ สมฺปติ พนฺธนา ปมุตฺตํ ปริสุทฺธํ โหติ ปริโยทาตํ เอวเมว โภโต โคตมสฺส วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต เสยฺยถาปิ โภ โคตม เนกฺขํ ชมฺโพนทํ ทกฺขกมฺมารปุตฺตสุปริกมฺมกตํ กุสลสมฺปหฏฺฐํ ปณฺฑุกมฺพเล นิกฺขิตฺตํ ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เอวเมว โภโต โคตมสฺส วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต ยานิ นูน ตานิ โภ โคตม อุจฺจาสยนมหาสยนานิ เสยฺยถีทํ อาสนฺทิ ปลฺลงฺโก โคณโก จิตฺติกา ปฏิกา ปฏลิกา ตูลิกา วิกติกา อุทฺธโลมี เอกนฺตโลมี กฏฺฐิสฺสํ โกเสยฺยํ กุตฺตกํ หตฺถตฺถรํ อสฺสตฺถรํ รถตฺถรํ อชินปฺปเวณิ กาทสิมิคปวรปจฺจตฺถรณํ สอุตฺตรจฺฉทํ อุภโตโลหิตกุปธานํ เอวรูปานํ นูน ภวํ โคตโม อุจฺจาสยนมหาสยนานํ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๒} ยานิ โข ปน ตานิ พฺราหฺมณ อุจฺจาสยนมหาสยนานิ เสยฺยถีทํ อาสนฺทิ ... อุภโตโลหิตกุปธานํ ทุลฺลภานิ ตานิ ปพฺพชิตานํ ลทฺธานิ จ น กปฺปนฺติ ตีณิ โข อิมานิ พฺราหฺมณ อุจฺจาสยนมหาสยนานิ เยสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี กตมานิ ตีณิ ทิพฺพํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ พฺรหฺมํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ อริยํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ อิมานิ โข พฺราหฺมณ ตีณิ อุจฺจาสยนมหาสยนานิ เยสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๓} กตมํ ปน ตํ โภ โคตม ทิพฺพํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺส ภวํ โคตโม เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ อิธาหํ พฺราหฺมณ ยํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺสาย วิหรามิ โส ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ตเมว คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย ปวิสามิ โส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต วนนฺตํเยว ปจารยามิ โส ยเทว ตตฺถ โหนฺติ ติณานิ วา ปณฺณานิ วา ตานิ เอกชฺฌํ สงฺฆริตฺวา นิสีทามิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา {๕๐๓.๔} โส วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรามิ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทมิ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต จงฺกมามิ ทิพฺโพ เม เอโส ตสฺมึ สมเย จงฺกโม โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต ติฏฺฐามิ ทิพฺพํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย ฐานํ โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต นิสีทามิ ทิพฺพํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย อาสนํ โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต เสยฺยํ กปฺเปมิ ทิพฺพํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย อุจฺจาสยนมหาสยนํ โหติ อิทํ โข ตํ พฺราหฺมณ ทิพฺพํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๕} อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม โก จญฺโญ เอวรูปสฺส ทิพฺพสฺส อุจฺจาสยนมหาสยนสฺส นิกามลาภี ภวิสฺสติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี อญฺญตฺร โภตา โคตเมน กตมํ ปน ตํ โภ โคตม พฺรหฺมํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺส ภวํ โคตโม เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๖} อิธาหํ พฺราหฺมณ ยํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺสาย วิหรามิ โส ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ตเมว คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย ปวิสามิ โส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต วนนฺตํเยว ปจารยามิ โส ยเทว ตตฺถ โหนฺติ ติณานิ วา ปณฺณานิ วา ตานิ เอกชฺฌํ สงฺฆริตฺวา นิสีทามิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โส เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรามิ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรามิ กรุณาสหคเตน เจตสา ... มุทิตาสหคเตน เจตสา ... อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรามิ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรามิ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต จงฺกมามิ พฺรหฺมา เม เอโส ตสฺมึ สมเย จงฺกโม โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต ติฏฺฐามิ ... นิสีทามิ ... เสยฺยํ กปฺเปมิ พฺรหฺมํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย อุจฺจาสยนมหาสยนํ โหติ อิทํ โข ตํ พฺราหฺมณ พฺรหฺมํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๗} อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม โก จญฺโญ เอวรูปสฺส พฺรหฺมสฺส อุจฺจาสยนมหาสยนสฺส นิกามลาภี ภวิสฺสติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี อญฺญตฺร โภตา โคตเมน กตมํ ปน ตํ โภ โคตม อริยํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺส ภวํ โคตโม เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ อิธาหํ พฺราหฺมณ ยํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺสาย วิหรามิ โส ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ตเมว คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย ปวิสามิ โส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต วนนฺตํเยว ปจารยามิ โส ยเทว ตตฺถ โหนฺติ ติณานิ วา ปณฺณานิ วา ตานิ เอกชฺฌํ สงฺฆริตฺวา นิสีทามิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โส เอวํ ปชานามิ ราโค เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม โทโส เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม โมโห เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต จงฺกมามิ อริโย เม เอโส ตสฺมึ สมเย จงฺกโม โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต ติฏฺฐามิ ... นิสีทามิ ... เสยฺยํ กปฺเปมิ อริยํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย อุจฺจาสยนมหาสยนํ โหติ อิทํ โข ตํ พฺราหฺมณ อริยํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๘} อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม โก จญฺโญ เอวรูปสฺส อริยสฺส อุจฺจาสยนมหาสยนสฺส นิกามลาภี ภวิสฺสติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี อญฺญตฺร โภตา โคตเมน อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ โภตา โคตเมน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอเต มยํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสเก โน ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณํ คเตติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อม ด้วยภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก เสด็จถึงพราหมณคามแห่งชาวโกศลชื่อ เวนาคปุระพราหมณ์คฤหบดีชาวเวนาคปุระได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงเวนาคปุระโดยลำดับ ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้นไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นความดีแล ครั้งนั้นแล พราหมณ์และคฤหบดีชาวเวนาคปุระได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประนมมือไหว้ไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พราหมณ์วัจฉโคตรชาวเวนาคปุระ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญไม่เคยมีมาแล้ว อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนกับผลพุทราสุกที่มีในสรทกาลอันเป็นของบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนผลตาลสุกที่หลุดจากขั้วอันเป็นของบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญอินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนกับแท่งทองชมพูนุทที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันหลอมดีแล้ว อันนายช่างทองผู้ฉลาดบุดีแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง ส่องแสงประกาย สุกสะกาว ฉะนั้นข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะ อันวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดมีขนแกะข้างเดียวเครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คนยืนรำได้ เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง ท่านพระโคดมได้ที่นอนที่นั่งสูงใหญ่เห็นปานนี้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากเป็นแน่พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ที่นอนที่นั่งอันสูงใหญ่เหล่านั้น คือเตียงมีเท้าเกินประมาณ ... เครื่องลาดมีหมอนข้าง บรรพชิตหาได้ยาก และที่ได้แล้วก็ไม่ควรใช้สอย ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิดนี้ ทุกวันนี้เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ชนิด เหล่าไหน คือ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ๑ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ๑ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ๑ ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิดนี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ซึ่งทุกวันนี้ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้าเรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละเวลาหลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้นเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าเราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ดูกรพราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ที่ยืนในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้นั่งอยู่ ที่นั่งในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ดูกรพราหมณ์ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่อันเป็นของทิพย์นี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว เพราะใครคนอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์เห็นปานดังนี้ ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ซึ่งทุกวันนี้ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้าเรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละเวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้นเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้ามีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรพราหมณ์ ถ้าเรานั้นเป็นผู้เช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพรหม ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพรหม ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหมนี้แล ทุกวันนี้เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว เพราะใครอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหมตามความปรารถนา จักได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ซึ่งทุกวันนี้ ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้านุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้น รวมเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า ราคะเราละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา โทสะ ... โมหะเราละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรพราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้เดินจงกรมอยู่ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพระอริยะ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่นั้น สมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพระอริยะ ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้านี้แล ทุกวันนี้เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว เพราะใครอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า เห็นปานดังนี้ตามความปรารถนา จักได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้นข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้ ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งหลายว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. เวนาคปุรสูตร ว่าด้วยหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเวนาคปุระ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลพร้อมกับภิกษุ หมู่ใหญ่ เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ของชาวโกศลชื่อเวนาคปุระ พราหมณ์และคหบดีชาวเวนาคปุระได้ทราบว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ฟัง ข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เสด็จถึงเวนาค-
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๔๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๓. เวนาคปุรสูตร ปุระโดยลำดับแล้ว ท่านพระสมณโคดมนั้นมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระผู้มีพระภาค’ พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก@เชิงอรรถ : @ พระพุทธคุณทั้ง ๙ บทนี้ แต่ละบทมีอรรถอเนกประการ คือ @๑. ชื่อว่า เป็นพระอรหันต์ เพราะห่างไกลจากกิเลส, เพราะกำจัดข้าศึก คือกิเลส, เพราะหักซี่กำแห่ง@สังสาระคือการเวียนว่ายตายเกิด, เพราะเป็นผู้ควรรับไทยธรรม, เพราะไม่ทำบาปในที่ลับ@๒. ชื่อว่า ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง@๓. ชื่อว่า เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ วิชชา ได้แก่ วิชชา ๓ และวิชชา ๘ ดังนี้ วิชชา ๓ คือ@(๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได้ (๒) จุตูปปาตญาณ ความรู้จุติ(ตาย)และอุบัติ(เกิด)@ของสัตว์ (๓) อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ วิชชา ๘ คือ (๑) วิปัสสนาญาณ ญาณที่เป็นวิปัสสนา@(๒) มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ (๓) อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ (๔) ทิพพโสต หูทิพย์ (๕) เจโตปริยญาณ@รู้จักกำหนดจิตผู้อื่นได้ (๖) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได้ (๗) ทิพพจักขุ ตาทิพย์@หรือเรียกว่าจุตูปปาตญาณ (๘) อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ จรณะ ๑๕ คือ (๑) สีลสัมปทา@ความถึงพร้อมด้วยศีล (๒) อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ (๓) โภชเนมัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จัก@ประมาณในการบริโภค (๔) ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น (๕) มีศรัทธา@(๖) มีหิริ (๗) มีโอตตัปปะ (๘) เป็นพหูสูต (๙) วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร (๑๐) มีสติมั่นคง (๑๑) มี@ปัญญา (๑๒) ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน (๑๕) จตุตถฌาน @๔. ชื่อว่า ผู้เสด็จไปดี เพราะทรงดำเนินรุดหน้าไปไม่หวนกลับคืนมาหากิเลสที่ทรงละได้แล้ว และ@ยังมีอรรถว่าตรัสไว้ดี เพราะทรงกล่าวคำที่ควรในฐานะที่ควร @๕. ชื่อว่า ผู้รู้แจ้งโลก เพราะทรงรู้แจ้งโลก เหตุเกิดโลก ความดับโลก วิธีปฏิบัติให้ลุถึงความดับโลก@(ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) และทรงรู้แจ้งโลกทั้ง ๓ คือสังขารโลก สัตวโลก โอกาสโลก@๖. ชื่อว่า สารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะทรงฝึกฝนคนที่ควรฝึกฝน ทั้งเทวดา มนุษย์@อมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน ด้วยอุบายต่างๆ @๗. ชื่อว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเพราะทรงสั่งสอนทั้งเทวดาและมนุษย์ด้วย@ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า ผู้ปฏิบัติตามแล้วสำเร็จมรรคผลในโลกนี้บ้าง จุติไปเกิดใน@สวรรค์กลับมาฟังธรรมแล้วสำเร็จมรรคผลบ้าง ทรงช่วยเหลือหมู่สัตว์ให้พ้นความกันดารคือความเกิด@๘. ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดด้วยพระองค์เองและทรงสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม@๙. ชื่อว่า เป็นพระผู้มีพระภาค เพราะ (๑) ทรงมีโชค (๒) ทรงทำลายข้าศึกคือกิเลส (๓) ทรงประกอบ@ด้วยภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความเป็นใหญ่เหนือจิตของตน โลกุตตรธรรม ยศ สิริ ความสำเร็จ@ประโยชน์ตามต้องการ และความเพียร) (๔) ทรงจำแนกแจกแจงธรรม (๕) ทรงเสพอริยธรรม (๖) ทรง@คายตัณหาในภพทั้งสาม (๗) ทรงเป็นที่เคารพของชาวโลก (๘) ทรงอบรมพระองค์ดีแล้ว (๙) ทรงมีส่วน@แห่งปัจจัย ๔ เป็นต้น (วิ.อ. ๑/๑/๑๐๓-๑๑๘) @อนึ่ง พระพุทธคุณนี้ ท่านแบ่งเป็น ๑๐ ประการ โดยแยกข้อ ๖ เป็น ๒ ประการ คือ (๑) เป็นผู้ยอดเยี่ยม@(๒) เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้ (วิสุทฺธิ. ๑/๒๖๕, วิ.อ. ๑/๑/๑๑๒-๑๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๔๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๓. เวนาคปุรสูตร และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้ว จึงทรงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน การได้พบพระอรหันต์เช่นนี้เป็นความดีอย่างแท้จริง” ต่อมา พราหมณ์และคหบดีชาวเวนาคปุระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ บางพวกถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประนมมือไหว้ไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประกาศชื่อและ โคตรแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควร พราหมณ์วัจฉโคตรชาวเวนาคปุระผู้นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระ ภาคดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผลพุทราสุกที่มีในสารทกาล ย่อม บริสุทธิ์ผุดผ่องแม้ฉันใด อินทรีย์ของท่านพระโคดมก็ผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่ท่านพระโคดม ผลตาลสุกที่หล่นจากขั้วย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง แม้ฉันใด อินทรีย์ของท่านพระโคดมก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง พระฉวีวรรณก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉันนั้นเหมือนกัน ทองแท่งชมพูนุท ที่บุตรนายช่างทองผู้ชำนาญ หลอมดีแล้ว ที่นายช่างทองผู้ฉลาดบุดีแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพล ส่องแสงประกายสุกสว่างอยู่ แม้ฉันใด อินทรีย์ของท่านพระโคดมก็ผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณก็ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉันนั้นเหมือนกัน ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่คือเตียงมีเท้าเกินประมาณบัลลังก์ ผ้าโกเชาว์ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาด @เชิงอรรถ : @ สารทกาล หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง ฤดูสารท เทศกาลทำบุญสิ้นเดือน ๑๐ @ ทองแห่งชมพูนุท หมายถึงทองคำเนื้อบริสุทธ์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๖๔/๑๙๑) ที่เรียกว่า ชมพูนุท เพราะ@เป็นทองที่เกิดชึ้นในแควของแม่น้ำมหาชมพู (องฺ.ติก.ฏีกา ๒/๖๔/๑๙๙) @ ผ้ากัมพล หมายถึงผ้าทอด้วยขนสัตว์สีแดง (องฺ.ติก.ฏีกา ๒/๖๔/๑๙๑) @ บังลังก์ ในที่นี้หมายถึงเตียงมีเท้าแกะสลักเป็นรูปสัตว์ร้าย (วิ.อ. ๓/๒๕๔/๑๖๙)@ ผ้าโกเชาว์ หมายถึงผ้าที่ทำด้วยขนแพะ หรือขนแกะผืนใหญ่ มีขนยาวเกิน ๔ นิ้ว (วิ.อ. ๓/๒๕๔/๑๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๔๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๓. เวนาคปุรสูตร ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดทำด้วยขนแกะลายดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะที่วิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีราชสีห์และเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้งข้างเดียว เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้งสองข้าง เครื่องลาดไหมขลิบรัตนะ เครื่องลาดไหม เครื่องลาดขนแกะที่นางรำ ๑๖ นางยืนรำได้ เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดทำด้วยหนังเสือดาวซึ่งมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดข้างบนมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนสีแดงวางไว้ทั้ง ๒ ข้าง (เหล่านี้) ท่านพระโคดมได้ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่อย่างนี้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากแน่นอน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์ ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ คือเตียงมี เท้าเกินประมาณ ฯลฯ เครื่องลาดมีหมอนข้าง ของเหล่านั้นบรรพชิตหาได้ยาก และได้มาแล้วก็ไม่สมควร ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ ๓ อย่าง ในปัจจุบันนี้ที่เราได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ ๓ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ๒. ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของพรหม ๓. ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของพระอริยะ ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ ๓ อย่างในปัจจุบันนี้ที่เราได้ตามความปรารถนาโดย ไม่ยาก ไม่ลำบาก พราหมณ์วัจฉโคตรทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ ที่เป็นของทิพย์ ที่ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ในปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์ เราอาศัยหมู่บ้านหรือตำบลใดในโลกนี้ อยู่ ในเวลาเช้า เราครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เข้าไปสู่หมู่บ้านหรือตำบลนั้นแล@เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๓๕ ติกนิบาต หน้า ๑๙๐ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๔๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๓. เวนาคปุรสูตร เพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันเสร็จแล้วเข้าไปสู่ชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ที่มีอยู่ในที่นั้นรวมเป็นกองแล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรงดำรงสติไว้มั่น สงัดจากกาม และอกุศลธรรมแล้ว บรรลุปฐมฌานมีวิตก วิจาร ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป เราบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะปีติจางคลายไป เรามีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายบรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า “ผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข” เพราะละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว เราบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ถ้าเรานั้นผู้เป็นอย่างนี้ จงกรมอยู่ ในสมัยนั้นที่จงกรมของเรานั้นชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้ยืนอยู่ ในสมัยที่ยืนของเรานั้น ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้นั่งอยู่ ในสมัยนั้นที่นั่งของเรานั้นชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้นอนอยู่ ในสมัยนั้นที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ของเรานั้นชื่อว่าเป็นทิพย์ นี้แลคือที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ที่เราได้ตามความปรารถนา โดยไม่ยาก ไม่ลำบากในปัจจุบันนี้ พราหมณ์วัจฉโคตรกราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคย ปรากฏ ก็ใครอื่นนอกจากท่านพระโคดมจักได้ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่เป็นของทิพย์ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากอย่างนี้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของพรหมที่ท่านพระโคดม ได้ตามความปรารถนา โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ในปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์ เราอาศัยหมู่บ้านหรือตำบลใดในโลกนี้ อยู่ ในเวลาเช้า เราครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เข้าไปสู่หมู่บ้านหรือตำบลนั้นแลเพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันเสร็จแล้วเข้าไปสู่ชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ที่มีอยู่ในที่นั้นรวมเป็นกองแล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรงดำรงสติไว้มั่น มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง@เชิงอรรถ : @ เบื้องบน หมายถึงเทวโลก (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) @ เบื้องล่าง หมายถึงสัตว์นรกและนาค (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๕๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๓. เวนาคปุรสูตร ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีกรุณาจิต ฯลฯ มีมุทิตา-จิต ฯลฯ มีอุเบกขาจิต แผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบนทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ พราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้จงกรมอยู่ ในสมัยนั้นที่จงกรมของเรานั้นชื่อว่า เป็นของพรหม ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้ยืนอยู่ ฯลฯ นั่งอยู่ ฯลฯ นอนอยู่ ในสมัยนั้นที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ของเรานั้นชื่อว่าเป็นของพรหม นี้แล คือที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของพรหมที่เราได้ตามความปรารถนา โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ในปัจจุบันนี้ พราหมณ์วัจฉโคตรกราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคย ปรากฏ ก็ใครอื่นนอกจากท่านพระโคดมจักได้ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของ พรหมตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากอย่างนี้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของอริยะที่ท่านพระโคดม ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากในปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์ เราอาศัยหมู่บ้านหรือตำบลใดในโลกนี้ อยู่ ในเวลาเช้า เราครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เข้าไปสู่หมู่บ้านหรือตำบลนั้นแลเพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันเสร็จแล้วเข้าไปสู่ชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ที่มีอยู่ในที่นั้นรวมเข้าเป็นกองแล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้มั่นรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราละราคะ โทสะ โมหะได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ พราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้จงกรมอยู่ ในสมัยนั้นที่จงกรมของเรานั้นชื่อว่าเป็นของอริยะ ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้ยืนอยู่ ฯลฯ นั่งอยู่ ฯลฯ นอนอยู่ ในสมัยนั้นที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ของเรานั้นชื่อว่าเป็นของอริยะ นี้แลคือที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของอริยะที่เราได้ตามความปรารถนา โดยไม่ยาก ไม่ลำบากในปัจจุบันนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๕๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๔. สรภสูตร พราหมณ์วัจฉโคตรกราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคย ปรากฏ ก็ใครอื่นนอกจากท่านพระโคดมจักได้ที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ที่เป็นของ อริยะตามปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากอย่างนี้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมพร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต เวนาคปุรสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเวนาคสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในเวนาคสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
จาริกมี ๒ อย่าง
บทว่า โกสเลสุ ได้แก่ ในชนบทที่มีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า จาริกํ จรมาโน ได้แก่ (พระผู้มีพระภาคเจ้า) เสด็จพุทธะดำเนินไปสู่ทางไกล. ธรรมดาว่า การเสด็จจาริกของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่ ๒ อย่างคือ การเสด็จจาริกอย่างรีบด่วน ๑ การเสด็จจาริกอย่างไม่รีบด่วน ๑.
บรรดาการเสด็จจาริก ๒ อย่างนั้น การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลผู้ควรจะแนะนำให้รู้ได้แม้ในที่ไกลแล้ว ด่วนเสด็จไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะสอนบุคคลนั้นให้รู้ ชื่อว่าการเสด็จจาริกอย่างรีบด่วน. การเสด็จจาริกอย่างรีบด่วนนั้น พึงเห็นในเวลาที่เสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสปะเป็นต้น ส่วนการที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงอนุเคราะห์โลกด้วยพุทธกิจมีการเที่ยวบิณฑบาตเป็นต้นเสด็จไปตามลำดับหมู่บ้านวันละหนึ่งโยชน์ สองโยชน์ ชื่อว่าการเสด็จจาริกอย่างไม่รีบด่วน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาการเสด็จจาริกอย่างไม่รีบด่วนนี้จึงตรัสคำนี้ว่า จาริกญฺจรมาโน.
ก็กถาว่าด้วยการเสด็จจาริก ได้กล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในอัมพัฏฐสุตตวรรณนา ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี.
บ้านพราหมณ์
บทว่า พฺราหฺมณคาโม ความว่า หมู่บ้านที่พราหมณ์ทั้งหลายมาสโมสรกันก็ดี หมู่บ้านที่พราหมณ์ทั้งหลายมาบริโภคก็ดี เรียกว่าหมู่บ้านที่พราหมณ์ (ทั้งนั้น). ในที่นี้ หมู่บ้านที่พราหมณ์ทั้งหลายมาสโมสรกัน ประสงค์เอาว่าเป็นหมู่บ้านพราหมณ์.
บทว่า ตทวสริ คือ เสด็จไปในหมู่บ้านที่พราหมณ์นั้น. อธิบายว่า เสด็จถึงแล้ว.
ส่วนการประทับอยู่มิได้กำหนดไว้ในที่นี้. เหตุนั้น จึงควรทราบว่า ในที่ไม่ไกลหมู่บ้านที่พราหมณ์นั้นมีไพรสณฑ์แห่งหนึ่งซึ่งสมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระศาสดาเสด็จไปยังไพรสณฑ์นั้น.
บทว่า อสฺโสสุํ ความว่า (พราหมณคหบดีทั้งหลาย) ฟัง คือได้เข้าไป ได้แก่ทราบตามกระแสเสียงที่เปล่งออกเป็นคำพูดที่ถึงโสตทวาร.
ศัพท์ว่า โข เป็นนิบาตใช้ในความหมายแห่งอวธารณะ (ห้ามความอื่น) หรือในความหมายเพียงทำบทให้เต็ม.
บรรดาความหมาย ๒ อย่างนั้น ด้วยความหมายแห่งอวธารณะ พึงทราบเนื้อความดังนี้ว่า พราหมณคหบดีทั้งหลายได้ยินแล้วทีเดียว พราหมณคหบดีเหล่านั้นมิได้มีอันตรายแห่งการฟังอะไรเลย. และในการทำบทให้เต็ม (ปทปูรณะ) พึงทราบแต่เพียงว่าเป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะเท่านั้น.
ความหมายของสมณะ
บัดนี้ เพื่อจะประกาศเนื้อความที่พราหมณคหบดีทั้งหลายได้ฟังแล้ว พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคำว่า สมโณ ขลุ โภ โคตโม เป็นต้นไว้.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความว่า บุคคลชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะมีบาปอันสงบแล้ว.
ศัพท์ว่า ขลุ เป็นนิบาตใช้ในความหมายว่า ได้ฟังสืบๆ มา.
บทว่า โภ เป็นเพียงพราหมณคหบดีเหล่านั้นร้องเรียกกันและกัน.
บทว่า โคตโม เป็นบทแสดงถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอำนาจโคตร. เหตุนั้น ในบทว่า สมโณ ขลุ โภ โคตโม นี้พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ผู้เจริญ ได้ยินว่า พระสมณะผู้โคตมโคตร.
ส่วนบทว่า สกฺยปุตฺโต นี้เป็นบทแสดงถึงตระกูลอันสูงส่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า สกฺยกุลา ปพฺพชิโต เป็นบทแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวชด้วยศรัทธา. มีคำอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ถูกความเสื่อมอะไรเลยครอบงำ ทรงละตระกูลนั้นที่ยังไม่เสื่อมสิ้นเลย ทรงผนวชด้วยศรัทธา.
บทว่า ตํ โข ปน เป็นทุติยาวิภัติใช้ในความหมายบ่งบอกว่าเป็นอย่างนี้. อธิบายว่า ก็ของพระโคดมผู้เจริญนั้นแล.
บทว่า กลฺยาโณ ได้แก่ ประกอบด้วยคุณอันงาม. มีคำอธิบายว่า ประเสริฐที่สุด.
บทว่า กิตฺติสทฺโท ได้แก่ เกียรตินั่นเองหรือเสียงชมเชย.
บทว่า อพฺภุคฺคโต ได้แก่ ระบือไปถึงเทวโลก.
ถามว่า กิตติศัพท์ระบือไปอย่างไร.
ตอบว่า ระบือไปว่า อิติปิ โส ภควา ฯ เป ฯ พุทฺโธ ภควา.
ในพระบาลีนั้นมีบทสัมพันธ์ดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้เพราะเหตุนี้ ฯลฯ เป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เพราะเหตุนี้. มีคำอธิบายว่า เพราะเหตุนี้ด้วย เพราะเหตุนี้ด้วย.
ในพระพุทธคุณนั้น ท่านตั้งมาติกาไว้โดยนัยเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพึงทราบว่า เป็นพระอรหันต์ ด้วยเหตุเหล่านี้คือ
๑. เพราะเป็นผู้ไกล (จากกิเลส)
๒. เพราะทรงทำลายข้าศึกทั้งหลาย
๓. เพราะทรงหักซี่กำทั้งหลาย
๔. เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น
๕. เพราะไม่มีความลับในการทำบาป
ดังนี้ แล้วขยายบทเหล่านี้ทุกบททีเดียว ให้พิสดารในพุทธานุสตินิเทศ ในปกรณ์พิเศษชื่อวิสุทธิมรรค. นักศึกษาพึงถือเอาความพิสดารของบทเหล่านั้นจากปกรณ์พิเศษ ชื่อวิสุทธิมรรคนั้นเทอญ.
บทว่า โส อิมํ โลกํ ความว่า พระโคดมผู้เจริญนั้น... โลกนี้.
ต่อไปนี้ จะแสดงคำที่จะพึงกล่าว.
บทว่า สเทวกํ ได้แก่ (สัตว์โลก) พร้อมทั้งเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าสเทวกะ. (สัตวโลก) พร้อมทั้งมารอย่างนี้ ชื่อว่าสมารกะ. (สัตวโลก) พร้อมทั้งพรหม ชื่อว่าสพรหมกะ. หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ ชื่อว่าสัสสมณพราหมณี. หมู่สัตว์ที่ชื่อว่าปชา เพราะมีตัวตนเกิดจากน้ำ ซึ่งปชานั้น ปชาพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ชื่อว่าสเทวมนุสสะ.
บรรดาคำเหล่านั้น ด้วยคำว่าสเทวกะ พึงทราบว่ามุ่งถึงเทวดาชั้นกามาวจร ๕ ชั้น. ด้วยคำว่าสมารกะ พึงทราบว่ามุ่งถึงเทวดาชั้นกามาวจรชั้นที่ ๖. ด้วยคำว่าสพรหมกะ พึงทราบว่ามุ่งถึงพรหม. ด้วยคำว่าสัสสมณพราหมณี พึงทราบว่ามุ่งถึงสมณพราหมณ์ผู้เป็นข้าศึกศัตรูต่อพระศาสนา และมุ่งถึงสมณพราหมณ์ผู้มีบาปอันสงบแล้ว ผู้ลอยบาปแล้ว. ด้วยคำว่าปชา พึงทราบว่ามุ่งถึงสัตวโลก. ด้วยคำว่าสเทวมนุสสะ พึงทราบว่ามุ่งถึงสมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือ.
ในที่นี้ สัตวโลกพร้อมทั้งโอกาสโลก พึงทราบว่าท่านถือเอาแล้วด้วย ๓ บท สัตวโลกคือหมู่สัตว์ พึงทราบว่าท่านถือเอาแล้วด้วย ๒ บท ดังพรรณนามาฉะนี้.
อีกนัยหนึ่ง โลกชั้นอรูปาวจร ท่านถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่าสเทวกะ. เทวโลกชั้นกามาวจร ๖ ชั้น ท่านถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่าสมารกะ. โลกของรูปพรหม ท่านถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่าสพรหมกะ. มนุษยโลกพร้อมทั้งบริษัท ๔ หรือสมมติเทพ หรือสัตวโลกทั้งหมดที่เหลือ ท่านถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่าสัสสมณพราหมณะเป็นต้น.
ฝ่ายพระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า บทว่า สเทวกํ ได้แก่ โลกที่เหลือพร้อมทั้งเทวดาทั้งหลาย.
บทว่า สมารกํ ได้แก่ โลกที่เหลือพร้อมทั้งมาร.
บทว่า สพฺรหฺมกํ ได้แก่ โลกที่เหลือพร้อมทั้งพรหม. เพื่อจะประมวลสัตว์ที่เข้าถึงภพ ๓ ทั้งหมดไว้ใน ๓ บท ด้วยอาการ ๓ แล้วกำหนดถือเอาอีกด้วย ๒ บท ท่านจึงกล่าวว่า สสฺสมณพฺพราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ ดังพรรณนามานี้. ท่านกำหนดถือเอาธาตุ ๓ นั่นแลโดยอาการนั้นๆ ด้วยบท ๕ อย่างนี้แล.
บทว่า สยํ ในคำว่า สยํ อภิญฺญา สตฺฉิกตฺวา ปเวเทติ มีความว่า ด้วยพระองค์เอง คือไม่มีคนอื่นแนะนำ.
บทว่า อภิญฺญา แปลว่า ด้วยอภิญญา. อธิบายว่า ทรงรู้ด้วยพระญาณอันยิ่ง.
บทว่า สตฺฉิกตฺวา คือ ทรงทำให้ประจักษ์ชัด. ท่านทำการปฏิเสธการคาดคะเนเป็นต้น ด้วยบทว่า สตฺฉิกตฺวา นั้น.
บทว่า ปเวเทติ คือ ทรงให้รู้ ได้แก่ทรงให้ทราบ คือทรงประกาศ.
เบื้องต้น-ท่ามกลาง-ที่สุด
บทว่า โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ ฯลฯ ปริโยสานกลฺยาณํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงอาศัยพระกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ถึงจะทรงงด (พระธรรมเทศนาไว้ชั่วคราว) แล้วทรงแสดงความสุขอันเกิดจากวิเวกอย่างยอดเยี่ยม.
____________________________
ปาฐะว่า หิตฺวาปิ อนุตฺตรํ วิเวกสุขํ เทเสติ
ฎีกาจารย์ได้ขยายความออกไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังทรงแสดงธรรม ขณะที่บริษัทให้สาธุการหรือพิจารณาธรรมตามที่ได้ฟังแล้ว จะทรงงดแสดงธรรมขั้นต้นไว้ชั่วคราวก่อน ทรงเข้าผลสมาบัติและทรงออกจากสมาบัติตามที่ทรงกำหนดไว้แล้ว จึงจะทรงแสดงธรรม ต่อจากที่ได้หยุดพักไว้.
ก็แล พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความสุขอันเกิดจากวิเวกนั้นน้อยบ้าง มากบ้าง ก็ทรงแสดงเฉพาะประการที่มีความงามในเบื้องต้นเป็นต้นเท่านั้น.
มีคำอธิบายว่า ทรงแสดงทำให้งามคือดี ได้แก่ไม่ให้มีโทษเลยทั้งในเบื้องต้น ทรงแสดงทำให้งามคือดี ได้แก่ไม่ให้มีโทษเลยทั้งในท่ามกลางทั้งในที่สุด.
ในข้อนั้นมีอธิบายว่า เบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของเทศนามีอยู่ เบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของศาสนา (คำสอน) ก็มีอยู่.
สำหรับเทศนาก่อน ในคาถา ๔ บท บทที่ ๑ ชื่อว่าเป็นเบื้องต้น สองบทจากนั้นชื่อว่าเป็นท่ามกลาง บาทเดียวในตอนท้ายชื่อว่าเป็นที่สุด. สำหรับพระสูตรที่มีอนุสนธิเดียว คำขึ้นต้นเป็นเบื้องต้น คำลงท้ายว่า อิทมโวจ เป็นที่สุด ระหว่างคำขึ้นต้นและคำลงท้ายทั้งสองเป็นท่ามกลาง. สำหรับพระสูตรหลายอนุสนธิ อนุสนธิแรกเป็นเบื้องต้น อนุสนธิสุดท้ายเป็นที่สุด อนุสนธิเดียวบ้าง สองอนุสนธิบ้าง อนุสนธิมาก (กว่า ๑ หรือ ๒) บ้างในตอนกลางเป็นท่ามกลางทั้งหมด.
สำหรับศาสนา (คำสอน) ศีล สมาธิและวิปัสสนา ชื่อว่าเป็นเบื้องต้น. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ก็อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ศีลที่บริสุทธิ์ดีและทิฏฐิที่ตรง (สัมมาทิฏฐิ) เป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายเป็นต้นดังนี้.
ส่วนอริยมรรคที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทาที่ตถาคตตรัสรู้แล้วมีอยู่ ดังนี้ ชื่อว่าเป็นท่ามกลาง. ผลและนิพพาน ชื่อว่าเป็นที่สุด.
ผล ท่านกล่าวว่าเป็นที่สุด ในประโยคนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุนั้นแล ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ นั่นเป็นฝั่ง นั่นเป็นที่สุด.
นิพพาน ท่านกล่าวว่าเป็นที่สุด ในประโยคนี้ว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ที่หยั่งลงในนิพพาน มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด.
ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของเทศนา. เพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงธรรม ก็ทรงแสดงศีลในเบื้องต้น ทรงแสดงมรรคในท่ามกลาง แล้วทรงแสดงนิพพานในที่สุด. ด้วยเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง (และ) งามในที่สุด.
เพราะเหตุนั้น พระธรรมกถึกแม้รูปอื่นๆ เมื่อจะกล่าวธรรม
ก็พึงแสดงศีลในเบื้องต้น พึงแสดงมรรคในท่ามกลาง
พึงแสดงนิพพานในที่สุด นี้ชื่อว่าเป็นหลักที่ดีของพระ
ธรรมกถึก.
บทว่า สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ ความว่า ก็เทศนาของพระธรรมกถึกรูปใดอาศัยการพรรณนาถึงข้าวต้มข้าวสวย หญิงและชายเป็นต้น (อาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุจูงใจจึงแสดง) พระธรรมกถึกนั้นไม่ชื่อว่าแสดงธรรมที่พรั่งพร้อมใจด้วยอรรถ (ประโยชน์) แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละเทศนาเห็นปานนั้นเสีย ทรงแสดงเทศนาที่อาศัยสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า ทรงแสดงธรรมที่พรั่งพร้อมด้วยอรรถ (ประโยชน์)
ส่วนเทศนาของพระธรรมกถึกรูปใดประกอบด้วยพยัญชนะประการเดียวเป็นต้นบ้าง มีพยัญชนะหายไปทุกตัวบ้าง ทิ้งพยัญชนะทั้งหมดและนิคหิตเป็นพยัญชนะไปหมดบ้าง เทศนาของพระธรรมกถึกรูปนั้น ชื่อว่าไม่มีพยัญชนะ เพราะมีพยัญชนะไม่ครบเหมือนภาษาของพวกชาวป่ามีชาวทมิฬ ชาวกิรายตนะและชาวโยนกเป็นต้น.
แต่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม กระทำพยัญชนะให้บริบูรณ์ ไม่ทรงลบล้างพยัญชนะทั้ง ๑๐ ชนิดที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
ความรู้เรื่องพยัญชนะมี ๑๐ ประการ
คือ สิถิล ๑ ธนิต ๑ ทีฆะ ๑ รัสสะ ๑
ลหุ ๑ ครุ ๑ นิคหิต ๑ สัมพันธ์ ๑
ววัฏฐิตะ ๑ วิมุตตะ ๑
เพราะเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า ทรงแสดงธรรมพรั่งพร้อมไปด้วยพยัญชนะ.
คำว่า เกวลํ ในบทว่า เกวลปริปุณฺณํ นี้ เป็นคำใช้แทนคำว่า สกลํ หมายถึงทั้งหมด.
บทว่า ปริปุณฺณํ หมายถึงไม่ขาดไม่เกิน. มีคำอธิบายดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมบริบูรณ์ทั้งหมดทีเดียว แม้เทศนาเรื่องเดียวที่ไม่บริบูรณ์ก็ไม่มี.
บทว่า ปริสุทฺธํ ได้แก่ ไม่มีอุปกิเลส. อธิบายว่า พระธรรมกถึกรูปใดแสดงธรรมด้วยหวังว่า เราจักได้ลาภหรือสักการะเพราะอาศัยธรรมเทศนานี้ เทศนาของพระธรรมกถึกรูปนั้น ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์.
แต่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงมุ่งหวังโลกามิส ทรงมีพระทัยอ่อนโยนด้วยการแผ่ประโยชน์เกื้อกูลด้วยการเจริญเมตตา ทรงแสดงธรรมด้วยพระทัยที่ดำรงอยู่ในการยกย่อง เพราะเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า ทรงแสดงธรรมบริสุทธิ์.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ในคำว่า พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ นี้ ได้แก่ ศาสนา (คำสอน) ทั้งหมดที่สงเคราะห์ลงในไตรสิกขา เพราะเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า ทรงประกาศพรหมจรรย์.
พึงเห็นเนื้อความในบทนี้อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น ฯลฯ บริสุทธิ์ และเมื่อทรงแสดงอย่างนี้ ชื่อว่าทรงประกาศศาสนพรหมจรรย์ทั้งสิ้นที่สงเคราะห์ลงในไตรสิกขา.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ความว่า จริยาที่ชื่อว่าเป็นพรหม เพราะหมายความว่าประเสริฐที่สุด. อีกอย่างหนึ่ง มีคำอธิบายว่า จริยาของท่านผู้ประเสริฐทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ชื่อว่าพรหมจรรย์.
บทว่า สาธุ โข ปน ความว่า ก็แล การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นของดี. มีคำอธิบายว่า นำประโยชน์มาให้ นำความสุขมาให้.
บทว่า ตถารูปานํ อรหตํ ความว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย เช่น พระโคดมผู้เจริญเป็นบุคคลที่เห็นได้โดยยาก โดยใช้เวลานานถึงหลายแสนโกฏิกัป (จึงจะได้เห็น)มีสรีระดึงดูดใจแพรวพราวด้วยมหาปุริสลักษณะอันงามเลิศ ๓๒ ประการ ประดับประดาด้วยรัตนะคืออนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ แวดวงด้วยพระรัศมีที่แผ่ซ่านออกไปประมาณหนึ่งวา น่าทัศนาไม่น้อย มีกระแสเสียงแสดงธรรมไพเราะยิ่งนัก ได้เสียงเรียกขาน (นาม) ว่า เป็นพระอรหันต์ในโลก เพราะได้บรรลุคุณตามเป็นจริง.
บทว่า ทสฺสนํ โหติ ความว่า แม้เพียงลืมนัยน์ตาที่เป็นประกายด้วยความเลื่อมใสเป็นต้นขึ้นดูก็ยังเป็นการดี เพราะทำอัธยาศัยอย่างนี้ว่า ก็ถ้าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเช่นพระโคดมผู้เจริญแสดงธรรมอยู่ ด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ เราทั้งหลายจักได้ฟังสักบทหนึ่งไซร้ ก็จักเป็นการดียิ่งขึ้นไปอีกทีเดียว.
บทว่า เย ภควา เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า ชาวเวนาคปุระทั้งหลายละทิ้งการงานทุกอย่างมีใจยินดี.
ในบทว่า อญฺชลิมฺปณาเมตฺวา นี้มีอธิบายว่า ชนเหล่าใดเข้ากันได้กับทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ ชนเหล่านั้นคิดอย่างนี้ว่า ถ้าพวกมิจฉาทิฏฐิจักทักท้วงพวกเราว่า เพราะเหตุไร ท่านทั้งหลายจึงกราบพระสมณโคดม เราทั้งหลายจักตอบพวกมิจฉาทิฏฐินั้นว่า แม้ด้วยเหตุเพียงทำอัญชลีก็จัดเป็นการกราบด้วยหรือ?ถ้าพวกสัมมาทิฏฐิจักท้วงพวกเราว่า เพราะเหตุไร ท่านทั้งหลายจึงไม่กราบพระผู้มีพระภาคเจ้า เราทั้งหลายจักตอบว่า เพราะศีรษะกระทบพื้นดินเท่านั้นหรือจึงจัดเป็นการกราบ แม้การประนมมือก็ถือเป็นการกราบเหมือนกันมิใช่หรือ?
ประกาศชื่อและโคตร
บทว่า นามโคตฺตํ ความว่า ชาวเวนาคปุระทั้งหลายเมื่อกล่าวว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าชื่อทัตตะเป็นบุตรของคนโน้น ชื่อมิตตะ เป็นบุตรคนโน้น มาในที่นี้ดังนี้ ชื่อว่าประกาศชื่อ. เมื่อกล่าวว่า ข้าแต่พระโคมผู้เจริญ ข้าพเจ้าชื่อวาเสฏฐะ ข้าพเจ้าชื่อกัจจายนะ มาในที่นี้ดังนี้ ชื่อว่าประกาศโคตร.
เล่ากันว่า ชาวเวนาคปุระเหล่านั้นยากจน เป็นคนแก่ ทำอย่างนั้นก็ด้วยหวังว่า เราทั้งหลายจักปรากฏด้วยอำนาจชื่อและโคตรในท่ามกลางบริษัท. ก็แลชาวเวนาคปุระเหล่าใดนั่งนิ่ง ชาวเวนาคปุระเหล่านั้นเป็นคนตระหนี่ เป็นคนโง่. บรรดาชนเหล่านั้น พวกที่ตระหนี่คิดว่า เมื่อเราทำการสนทนาปราศัยคำหนึ่ง สองคำ พระสมณโคดมก็จะคุ้นเคยด้วยเมื่อมีความคุ้นเคยจะไม่ให้ภิกษาหนึ่ง สองทัพพี ก็จะไม่เหมาะดังนี้ เมื่อจะปลีกตัวจากการสนทนาปราศัยนั้น จึงนั่งนิ่ง. พวกคนโง่นั่งนิ่งอยู่ในที่แห่งหนึ่งเหมือนก้อนดินที่ขว้างลง เพราะความที่ตนเป็นคนไม่รู้.
บทว่า เวนาคปุริโก ได้แก่ ชาวเมืองเวนาคบุรี.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า ชาวเมืองเวนาคบุรีมองดูพระสรีระของพระตถาคตเจ้า ตั้งแต่ปลายพระบาทขึ้นไปจนถึงปลายพระเกศา ก็เห็นพระสรีระของพระตถาคตเจ้าประดับประดาด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งรุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ แวดล้อมด้วยพระพุทธรัศมีสีเข้ม ๖ สีซึ่งเปล่งออกจากพระสรีระไปครอบคลุมประเทศโดยรอบให้ ๘๐ ศอก จึงเกิดความพิศวงงงงวย เมื่อจะกล่าวสรรเสริญคุณจึงได้กล่าวอย่างนี้ คือได้กล่าวคำมี อาทิว่า อจฺฉริยํ โภ โคตม.
จิตผ่องใสทำให้อินทรีย์ ๕ ผ่องใส
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวญฺจิทํ นี้ เป็นคำบ่งถึงการกำหนดมีประมาณยิ่ง.
บทว่า ยาวญฺจิทํ นั้น สัมพันธ์เข้ากับบทว่า วิปฺปสนฺนํ.และ (อินทรีย์ทั้งหลาย) ผ่องใสเพียงใด ชื่อว่าผ่องใสอย่างยิ่ง. อธิบายว่า ผ่องใสยิ่งนัก.
บทว่า อินฺทฺริยานิ ได้แก่ อินทรีย์ ๖ มีจักษุเป็นต้น ก็ความที่อินทรีย์ ๖ นั้นผ่องใสได้ปรากฏแล้วแก่พราหมณ์วัจฉโคตร เพราะได้เห็นความที่โอกาสที่อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ผ่องใส. ก็เพราะเหตุที่ความผ่องใสนั้นย่อมผ่องใสที่ใจนั่นเอง เพราะสำหรับบุคคลผู้มีจิตไม่ผ่องใส ก็จะมีอินทรีย์ไม่ผ่องใสฉะนั้น แม้ความผ่องใสแห่งมนินทรีย์ก็ได้ปรากฏแก่พราหมณ์วัจฉโคตรนั้น.
พราหมณ์วัจฉโคตรมุ่งเอาความที่อินทรีย์ ๖ ผ่องใสอย่างนี้นั้น จึงกล่าวว่า วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ.
บทว่า ปริสุทฺโธ ได้แก่ ไม่มีมลทิน.
บทว่า ปริโยทาโต ได้แก่ ผุดผ่อง.
บทว่า สารทํ พทรปณฺฑุํ ได้แก่ ผลพุทราสุกเต็มที่ซึ่งเกิดในสรทกาล. แท้จริง ผลพุทราสุกจัดนั้น มีทั้งใสทั้งผุดผ่อง.
บทว่า ตาลปกฺกํ ได้แก่ ผลตาลสุกจัด.
บทว่า สมฺปติ พนฺธนา ปมุตฺตํ ได้แก่ หลุดจากขั้วในขณะนั้นนั่นเอง. อธิบายว่า เนื้อที่เพียง ๔ องคุลีของผลตาลสุกนั้นที่บุคคลปลิดออกจากขั้วทะลาย แล้วหงายหน้าขึ้นวางไว้บนแผ่นกระดาน ย่อมปรากฏเป็นสีสดใสผุดผ่องแก่บุคคลผู้แลดู.
พราหมณ์วัจฉโคตรหมายเอาผลตาลสุกนั้นแล จึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า เนกฺขํ ชมฺโพนทํ ได้แก่ แท่งทองชมพูนุทซึ่งมีสีแดงกล่ำ
บทว่า ทกฺขกมฺมารปุตฺตสุปริกมฺมกตํ ได้แก่ อันบุตรนายช่างทองผู้ฉลาดตกแต่งไว้ดีแล้ว.
บทว่า อุกฺกามุเข สุกุลสมฺปหฏฺฐํ ความว่า ทองชมพูนุทอันนายช่างทองผู้มีฝีมือ หลอมในเตาของนายช่างทองแล้วขัดอย่างดี ด้วยการตี การรีดและการบุนวด. อธิบายว่า ขัดนวดให้ได้ที่ด้วยดี.
บทว่า ปณฺฑุกมฺพเล นิกฺขิตฺตํ ความว่า อันนายช่างทองผู้มีฝีมือ ใช้ไฟลน ขัดถูด้วยเขี้ยวเสือเหลือง เอายางไม้ทาแล้ววางไว้บนผ้ากัมพลสีแดง.
บทว่า ภาสเต ได้แก่ เปล่งแสงเพราะมีแสงเกิดเอง.
บทว่า ตปเต ได้แก่ ส่องสว่าง เพราะกำจัดความมืด.
บทว่า วิโรจติ ได้แก่ แผ่ไพโรจน์โชติช่วง. อธิบายว่า สง่างาม.
ในบทว่า อุจฺจาสยนมหาสยนานิ นี้มีอธิบายดังต่อไปนี้
ที่นอน (สูง) เกินขนาด ชื่อว่าที่นอนสูง. ที่นอนที่เป็นอกัปปิยภัณฑ์ (ของที่ไม่ควรแก่สมณะ) ทั้งยาวและกว้าง ชื่อว่าที่นอนใหญ่.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงที่นอนสูงและที่นอนใหญ่นั้น พราหมณ์วัจฉโคตรจึงกล่าวคำว่า เสยฺยถีทํ อาสนฺทิ เป็นต้น.
อธิบายเรื่องอาสนะเป็นต้น
ในคำว่า อาสนฺทิ เป็นต้นนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
ที่ชื่อว่าอาสันทิ ได้แก่ อาสนะ (ที่นั่ง) เกินขนาด ที่ชื่อว่าบัลลังก์ ได้แก่ บัลลังก์ (เตียงหรือแท่น) ที่เขาทำโดยติดรูปสัตว์ร้ายไว้ที่เท้า.
ที่ชื่อว่า โคณกะ ได้แก่ ผ้าโกเชาว์ผืนใหญ่ที่มีขนยาว. เล่ากันว่า ขนของผ้าโกเชาว์ผืนใหญ่นั้น (ยาว) เกิน ๔ นิ้ว.
ที่ชื่อว่า จิตติกา ได้แก่ เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรัตนะ.
ที่ชื่อว่า ปฏิกา ได้แก่ เครื่องลาดสีขาวทำจากขนแกะ.
ที่ชื่อว่า ปฏลิกา ได้แก่ เครื่องลาดขนแกะมีดอกหนา ซึ่งเรียกว่าแผ่นมะขามป้อมบ้าง.
ที่ชื่อว่า ตูลิกา ได้แก่ เครื่องลาดทำจากสำลี ซึ่งยัดเต็มด้วยสำลีชนิดใดชนิดหนึ่งในสำลี ๓ ชนิด.
ที่ชื่อว่า วิกติกา ได้แก่ เครื่องลาดขนแกะซึ่งวิจิตรด้วยรูปราชสีห์ และเสือโคร่งเป็นต้น.
ที่ชื่อว่า อุทธโลมี ได้แก่ เครื่องลาดขนแกะที่มีชายทั้งสองข้าง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เครื่องลาดขนแกะที่มีดอกนูนขึ้นข้างเดียว.
ที่ชื่อว่า เอกันตโลมี ได้แก่ เครื่องลาดขนแกะที่มีชายข้างเดียว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เครื่องลาดขนแกะที่มีดอกนูนขึ้นทั้งสองข้าง.
ที่ชื่อว่า กัฏฐิสสะ ได้แก่ เครื่องลาดทำจากไหม เย็บติดด้วยรัตนะ.
ที่ชื่อว่า โกเสยยะ ได้แก่ เครื่องลาดทำจากเส้นไหม เย็บติดด้วยรัตนะเหมือนกัน.
ที่ชื่อว่า กุตตกะ ได้แก่ เครื่องลาดขนแกะขนาด ที่นางระบำ ๑๖ นางใช้ยืนร่ายรำได้.
ที่ชื่อว่า เครื่องลาดช้างเป็นต้น ได้แก่ เครื่องลาดที่ลาดบนหลังช้างเป็นต้น และเครื่องลาดที่ทำแสดงเป็นรูปช้างเป็นต้น.
ที่ชื่อว่า อชินัปปเวณิ ได้แก่ เครื่องลาดที่เอาหนังเสือดาวมาเย็บทำโดยขนาดเท่าเตียง.
บทที่เหลือมีความหมายดังกล่าวแล้วในตอนต้นนั่นเอง.
บทว่า นิกามลาภี แปลว่า (พระสมณโคดมผู้เจริญ) มีปกติได้ตามปรารถนา คือมีปกตได้ที่นอนสูงและใหญ่ตามที่ต้องการๆ.
บทว่า อกิจฺฉลาภี แปลว่า มีปกติได้โดยไม่ยาก.
บทว่า อกสิรลาภี แปลว่า มีปกติได้ที่นอนอันไพบูลย์ คือมีปกติได้ที่นอนใหญ่.
พราหมณ์วัจฉโคตรกล่าวหมายเอาว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเห็นจะได้ที่นอนที่โอฬารทีเดียว. เล่ากันว่า พราหมณ์นี้ตระหนักในการนอน (ชอบนอน). เขาเห็นว่า อินทรีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผ่องใสเป็นต้นสำคัญอยู่ว่า พระสมณโคดมนี้นั่งและนอนบนที่นอนสูง และที่นอนใหญ่เห็นปานนี้เป็นแน่แท้ ด้วยเหตุนั้น อินทรีย์ทั้งหลายของท่านจึงผ่องใส ผิวพรรณจึงบริสุทธิ์ผุดผ่อง จึงได้กล่าวสรรเสริญคุณของเสนาสนะนี้.
ในบทว่า ลทฺธา จ ปน น กปฺปนฺติ นี้ มีอธิบายว่า เพราะพระบาลีว่า เครื่องลาดบางอย่างใช้ได้. อธิบายว่า เครื่องลาดแกมไหมล้วนจะปูลาดแม้บนเตียงก็ใช้ได้ เครื่องลาดทำด้วยผ้าขนสัตว์เป็นต้น จะปูลาดโดยใช้เป็นเครื่องปูพื้นก็ใช้ได้ จะตัดเท้าของอาสันทิ (แล้วนั่ง) ก็ได้ จะทำลายรูปสัตว์ร้ายของแท่น (แล้วนั่ง) ก็ได้ จะฉีกอาสนะยัดนุ่นเอามาทำเป็นหมอนก็ได้ ดังนี้ เครื่องลาดแม้เหล่านี้จึงควรโดยวิธีเดียวกัน แต่เพราะอาศัยสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ เครื่องลาดทั้งหมดนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าไม่สมควร.
บทว่า วนนฺตํเยว ปจารยามิ ความว่า เราตถาคตเข้าไปสู่ป่าทีเดียว.
บทว่า ยเทว คือ ยานิเยว (แปลว่า เหล่าใด).
บทว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา คือ นั่งให้อาสนะติดกับขาอ่อนชิดกันไปโดยชอบ.
บทว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย คือ ตั้งกายให้ตรง ให้กระดูกสันหลัง ๑๘ ข้อ เอาปลายจรดปลายกัน.
บทว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ความว่า ตั้งสติมุ่งตรงต่อพระกัมมัฏฐาน หรือทำการกำหนดและการนำออก (จากทุกข์) ให้ปรากฏชัด.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า
ศัพท์ว่า ปริ มีความหมายว่ากำหนด. ศัพท์ว่า มฺขํ มีความหมายว่านำออก. ศัพท์ว่า สติ มีความหมายว่าตั้งมั่น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า.
บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหรามิ ความว่า เราตถาคตได้ คือทำให้ประจักษ์อยู่.
พระพุทธเจ้าเข้าฌานเดินจงกรม
บทว่า เอวมฺภูโต ความว่า (เราตถาคต) เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยฌานใดฌานหนึ่งในบรรดาฌานมีปฐมฌานเป็นต้นอย่างนี้.
บทว่า ทิพฺโพ เม เอโส ตสฺมึ สมเย จงฺกโม โหติ ความว่า ก็การจงกรมทิพย์ แม้เมื่อเราตถาคตออกจากสมาบัติเดินจงกรม การจงกรม (นั้น) ชื่อว่าเป็นการจงกรมทิพย์เหมือนกัน.
แม้ในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนเป็นต้นก็มีนัยนี้แล.
ในการอยู่ ๒ อย่างนอกนี้ก็เหมือนกัน.
บทว่า โส เอวํ ปชานามิ ราโค เม ปหีโน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงราคะที่ละได้แล้วด้วยอรหัตมรรค ณ มหาโพธิบัลลังก์นั่นเอง จึงตรัสว่า โส เอวํ ปชานามิ ราโค เม ปหีโน ดังนี้.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แล.
อนึ่ง ถามว่า ด้วยบทนี้เป็นอันตรัสถึงอะไร (ตอบว่า) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงการพิจารณา (ปัจจเวกขณญาณ).
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงผลสมาบัติด้วยการพิจารณาแท้จริง อิริยาบถมีการจงกรมเป็นต้นของพระอริยผู้เข้าผลสมาบัติก็ดี ผู้ออกจากสมาบัติก็ดี ชื่อว่าเป็นจงกรมของพระอริยะเป็นต้น.
บทที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งหมดแล.
จบอรรถกถาเวนาคสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------