โมเนยยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต โมเนยยสูตร
๑๒๓ ตีณีมานิ ภิกฺขเว โมเนยฺยานิ กตมานิ ตีณิ กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ มโนโมเนยฺยํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กายโมเนยฺยํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กายโมเนยฺยํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว วจีโมเนยฺยํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว วจีโมเนยฺยํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว มโนโมเนยฺยํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว มโนโมเนยฺยํ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ โมเนยฺยานีติ ฯ กายมุนึ วาจามุนึ เจโตมุนิมนาสวํ มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ อาหุ สพฺพปฺปหายินนฺติ ฯ อาปายิกวคฺโค ทุติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ อาปายิโก ทุลฺลโภ จ อปฺปเมยฺยํ อเนญฺชกํ อยํ อปณฺณกมฺมนฺโต เทฺว จ โสเจยฺยโมเนยฺยาติ ฯ ---------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นมุนีทางกาย ๑ ความเป็นมุนีทางวาจา ๑ ความเป็นมุนีทางใจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นมุนีทางกายเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางกาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นมุนีทางวาจาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางวาจา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นมุนีทางใจเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา-*วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ อย่างนี้แล ฯ ผู้ที่เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มี อาสวะ เป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยความเป็นมุนี บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวว่า เป็นผู้ละเสียได้ทุกอย่างจบอาปายิกวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อาปายิกสูตร ๒. ทุลลภสูตร ๓. อัปปเมยยสูตร ๔. อเนญช-*สูตร ๕. อยสูตร ๖. อปัณณกสูตร ๗. กัมมันตสูตร ๘. โสเจยยสูตรที่ ๑๙. โสเจยยสูตรที่ ๒ ๑๐. โมเนยยสูตร ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. อาปายิกวรรค ๑๐. โมเนยยสูตร ๑๐. โมเนยยสูตร ว่าด้วยความเป็นมุนี
ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ ประการนี้ ความเป็นมุนี ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความเป็นมุนีทางกาย ๒. ความเป็นมุนีทางวาจา ๓. ความเป็นมุนีทางใจ ความเป็นมุนีทางกาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติไม่ประเสริฐ นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางกาย ความเป็นมุนีทางวาจา เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เว้นขาดจากการพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ การพูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางวาจา ความเป็นมุนีทางใจ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางใจ ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ ประการนี้แล ผู้ที่เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มีอาสวะ เป็นมุนี ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าเป็นผู้ละได้ทุกอย่าง โมเนยยสูตรที่ ๑๐ จบ อาปายิกวรรคที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๖๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๓. กุสินารวรรค ๑. กุสินารสูตร รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อาปายิกสูตร ๒. ทุลลภสูตร ๓. อัปปเมยยสูตร ๔. อาเนญชสูตร ๕. วิปัตติสัมปทาสูตร ๖. อปัณณกสูตร ๗. กัมมันตสูตร ๘. ปฐมโสเจยยสูตร ๙. ทุติยโสเจยยสูตร ๑๐. โมเนยยสูตร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโมเนยยสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในโมเนยยสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
ความเป็นมุนี ชื่อว่าโมเนยยะ. ความเป็นมุนี คือความเป็นสาธุชน ได้แก่ ความเป็นบัณฑิตในกายทวาร ชื่อว่ากายโมเนยยะ.
แม้ในบททั้งสองที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กายโมเนยฺยํ ความว่า จริงอยู่ การละกายทุจริต ๓ อย่างนี้ ชื่อว่ากายโมเนยยะ.
อนึ่ง แม้กายสุจริต ๓ อย่าง ก็ชื่อว่ากายโมเนยยะ. ญาณที่มีกายเป็นอารมณ์ ก็ชื่อว่ากายโมเนยยะเหมือนกัน. การกำหนดรู้กาย ก็ชื่อว่ากายโมเนยยะ. มรรคที่สหรคตด้วยปริญญา ก็ชื่อว่ากายโมเนยยะ. การละฉันทราคะทางกาย ก็ชื่อว่ากายโมเนยยะ. การดับกายสังขารและการจตุตถฌาน ก็ชื่อว่ากายโมเนยยะ.
แม้ในวจีโมเนยยะ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนในวจีโมเนยยะและมโนโมเนยยะ นี้มีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้.
ในที่นั้น พึงทราบการเข้าทุติยฌาน คือการดับวจีสังขารว่า ชื่อว่าวจีโมเนยยะ เหมือนการเข้าจตุตถฌานในที่นี้. ครั้นทราบเนื้อความในมโนโมเนยยะ โดยนัยแม้นี้แล้วก็ควรทราบการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือการดับจิตสังขารว่า ชื่อว่ามโนโมเนยยะ.
บทว่า กายมุนึ ได้แก่ ผู้รู้ คือผู้สูงสุด ได้แก่ผู้บริสุทธิ์ในกายทวารหรือผู้รู้ทางกาย.
แม้ในบททั้งสองที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สพฺพปฺปหายินํ ได้แก่ พระขีณาสพ. เพราะว่า พระขีณาสพชื่อว่า สัพพปหายี (ผู้ละได้ทั้งหมด) ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาโมเนยยสูตรที่ ๑๐ จบอาปายิกวรรควรรณนาที่ ๒ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาปายิกสูตร
๒. ทุลลภสูตร
๓. อัปปเมยยสูตร
๔. อเนญชสูตร
๕. อยสูตร
๖. อปัณณกสูตร
๗. กัมมันตสูตร
๘. โสเจยยสูตรที่ ๑
๙. โสเจยยสูตรที่ ๒
๑๐. โมเนยยสูตร ฯ -----------------------------------------------------