สีลัพพตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต สีลัพพตสูตร
๗๙ อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ภควา เอตทโวจ สพฺพํ นุ โข อานนฺท สีลพฺพตํ ชีวิตํ พฺรหฺมจริยํ อุปฏฺฐานสารํ สผลนฺติ ฯ น เขฺวตฺถ ภนฺเต เอกํเสนาติ ฯ เตนหานนฺท วิภชสฺสูติ ฯ ยญฺหิสฺส ภนฺเต สีลพฺพตํ ชีวิตํ พฺรหฺมจริยํ อุปฏฺฐานสารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ สีลพฺพตํ ชีวิตํ พฺรหฺมจริยํ อุปฏฺฐานสารํ อผลํ ยญฺจ ขฺวสฺส ภนฺเต สีลพฺพตํ ชีวิตํ พฺรหฺมจริยํ อุปฏฺฐานสารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ สีลพฺพตํ ชีวิตํ พฺรหฺมจริยํ อุปฏฺฐานสารํ สผลนฺติ ฯ อิทมโวจ อายสฺมา อานนฺโท สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท สมนุญฺโญ เม สตฺถาติ อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถโข ภควา อจิรปกฺกนฺเต อายสฺมนฺเต อานนฺเท ภิกฺขู อามนฺเตสิ เสโข ภิกฺขเว อานนฺโท น จ ปนสฺส สุลภรูโป สมสโม ปญฺญายาติ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- *พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรอานนท์ ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์มีการบำรุงดี มีผลทุกอย่างไปหรือ ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในปัญหาข้อนี้ ไม่ควรแก้แต่แง่เดียว ฯ พ. ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น จงจำแนกไป ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อบุคคลนั้นเสพศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ซึ่งมีการบำรุงดี อกุศลธรรมเจริญมากยิ่งขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป ศีล พรต ชีวิตพรหมจรรย์ ซึ่งมีการบำรุงดี เห็นปานนั้นไม่มีผล และเมื่อเขาเสพศีล พรตชีวิต พรหมจรรย์ซึ่งมีการบำรุงดี อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญมากยิ่งขึ้นศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ ซึ่งมีการบำรุงดี เห็นปานนั้นมีผล ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลธรรมปริยายนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพอพระทัยลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์คิดว่า พระศาสดาทรงพอพระทัยเรา จึงลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ลำดับนั้นแลพระผู้มีพระภาคพอพระอานนท์หลีกไปได้ไม่นาน ได้รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์ยังเป็นพระเสขะ แต่จะหาผู้ที่เสมอเธอทางปัญญาไม่ได้ง่ายเลย ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. อานันทวรรค ๙. คันธชาตสูตร ๘. สีลัพพตสูตร ว่าด้วยผลแห่งศีลและวัตร
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์ ศีลวัตร ชีวิต พรหมจรรย์ และการบำบวง มีผลทุกอย่างหรือ” พระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในปัญหาเรื่องนี้ไม่พึงตอบโดยแง่เดียว” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงจำแนก” พระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลนั้นเสพ(รักษา)ศีลวัตร ชีวิต พรหมจรรย์ และการบำบวงใด อกุศลธรรมเจริญยิ่งขึ้น กุศลธรรมกลับเสื่อมไป ศีลวัตร ชีวิต พรหมจรรย์ และการบำบวงนั้นชื่อว่าไม่มีผล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลนั้นเสพศีลวัตร ชีวิต พรหมจรรย์ และการบำบวงใดอกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมกลับเจริญยิ่งขึ้น ศีลวัตร ชีวิต พรหมจรรย์ และการบำบวงนั้นชื่อว่ามีผล” ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้นท่านพระอานนท์คิดว่า “พระศาสดาทรงพอพระทัยเรา” จึงลุกจากที่นั่งถวายอภิวาททำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้นพอท่านพระอานนท์หลีกไปได้ไม่นาน พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อานนท์ยังเป็นพระเสขะแต่ผู้ที่เสมอกับอานนท์ทางปัญญามิใช่หาได้ง่าย” สีลัพพตสูตรที่ ๘ จบ ๙. คันธชาตสูตร ว่าด้วยกลิ่นหอม
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ชีวิต ในที่นี้หมายถึงการบำเพ็ญทุกกรกิริยา (องฺ.ติก.อ. ๒/๗๙/๒๒๘, ขุ.อุ.อ. ๕๘/๓๗๖)@ การบำบวง หมายถึงการบนบาน, เซ่นสรวง, บูชา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๐๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสีลัพพตสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในสีลัพพตสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สีลพฺพตํ ได้แก่ ศีลและพรต.
บทว่า ชีวิตํ ได้แก่ ความเพียรของผู้ทำกรรมที่ทำได้โดยยาก.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์.
บทว่า อุปฏฺฐานสารํ ความว่า ศีลเป็นต้นนี้ ชื่อว่าเป็นสาระ เพราะเป็นธรรมเครื่องปรากฏ. อธิบายว่า ปรากฏอย่างนี้ว่า ศีลเป็นต้นนี้เป็นแก่นสาร ศีลเป็นต้นนี้เป็นของประเสริฐ ศีลเป็นต้นนี้เป็นเหตุให้สำเร็จ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ศีลเป็นต้นนี้เป็นของมีกำไร คือมีความเจริญ ด้วยบทว่า สผลํ ดังนี้.
บทว่า น เขฺวตฺถ ภนฺเต เอกํเสนาติ ความว่า (พระอานนท์ตอบว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในข้อนี้ ไม่ควรพยากรณ์โดยส่วนเดียวเลย.
บทว่า อุปฏฺฐานสารํ เสวโต ความว่า เมื่อเสพศีลเป็นต้นที่เป็นสาระ คือเป็นเครื่องปรากฏอย่างนี้ว่า ศีลเป็นต้นนี้เป็นสาระ เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นเหตุให้สำเร็จ.
บทว่า อผลํ ความว่า ไม่มีผล โดยผลที่ต้องการ. ด้วยคำโต้ตอบเพียงเท่านี้ เป็นอันถือเอาลัทธิภายนอกแม้ทั้งหมดที่เหลือ เว้นการบรรพชาของกรรมวาทีบุคคลและกิริยวาทีบุคคล.
บทว่า สผลํ ได้แก่ มีผล คือมีกำไรโดยผลที่ต้องประสงค์. ด้วยคำโต้ตอบเพียงเท่านี้ เป็นอันถือเอาบรรพชาของกรรมวาทีบุคคลและกิริยาวาทีบุคคลแม้ทั้งหมด ตั้งต้นแต่ (พุทธ) ศาสนานี้.
ด้วยบทว่า น จ ปนสฺส สุลภรูโป สมสโม ปญฺญาย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ผู้ที่ตั้งอยู่ในเสขภูมิตอบปัญหาได้อย่างนี้ที่จะเสมอด้วยปัญญาของพระอานนท์นั้น หาไม่ได้ง่าย.
ธรรมชื่อว่าเสขภูมิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในพระสูตรนี้.
จบอรรถกถาสีลัพพตสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------