วรรคที่ ๘
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ เยน อนุปฺปนฺนา วา กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา วา อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ยถยิทํ ภิกฺขเว กลฺยาณมิตฺตตา กลฺยาณมิตฺตสฺส ภิกฺขเว อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรดี กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ เยน อนุปฺปนฺนา วา อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา วา กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ยถยิทํ ภิกฺขเว อนุโยโค อกุสลานํ ธมฺมานํ อนนุโยโค กุสลานํ ธมฺมานํ อนุโยคา ภิกฺขเว อกุสลานํ ธมฺมานํ อนนุโยคา กุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ ไม่ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย เพราะการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ เพราะการไม่ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ เยน อนุปฺปนฺนา วา กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา วา อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ยถยิทํ ภิกฺขเว อนุโยโค กุสลานํ ธมฺมานํ อนนุโยโค อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุโยคา ภิกฺขเว กุสลานํ ธมฺมานํ อนนุโยคา อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไปเหมือนการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ เพราะการไม่ประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ เยน อนุปฺปนฺนา วา โพชฺฌงฺคา นุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา วา โพชฺฌงฺคา น ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ยถยิทํ ภิกฺขเว อโยนิโส มนสิกาโร อโยนิโส ภิกฺขเว มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว โพชฺฌงฺคา นุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ โพชฺฌงฺคา น ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น หรือโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยไม่แยบคาย โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ เยน อนุปฺปนฺนา วา โพชฺฌงฺคา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา วา โพชฺฌงฺคา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ยถยิทํ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกาโร โยนิโส ภิกฺขเว มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว โพชฺฌงฺคา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ โพชฺฌงฺคา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น หรือโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ
อปฺปมตฺติกา เอสา ภิกฺขเว ปริหานิ ยทิทํ ญาติ ปริหานิ เอตํ ปฏิกิฏฺฐํ ภิกฺขเว ปริหานีนํ ยทิทํ ปญฺญาปริหานีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมญาติมีประมาณน้อย ความเสื่อม ปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ฯ
อปฺปมตฺติกา เอสา ภิกฺขเว วุฑฺฒิ ยทิทํ ญาติวุฑฺฒิ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว วุฑฺฒีนํ ยทิทํ ปญฺญาวุฑฺฒิ ตสฺมา ติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ ปญฺญาวุฑฺฒิยา วฑฺฒิสฺสามาติ เอวํ หิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญด้วยญาติมีประมาณน้อย ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเจริญโดยความเจริญด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ฯ
อปฺปมตฺติกา เอสา ภิกฺขเว ปริหานิ ยทิทํ โภคปริหานิ เอตํ ปฏิกิฏฺฐํ ภิกฺขเว ปริหานีนํ ยทิทํ ปญฺญาปริหานีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมแห่งโภคะมีประมาณน้อย ความ เสื่อมแห่งปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ฯ
อปฺปมตฺติกา เอสา ภิกฺขเว วุฑฺฒิ ยทิทํ โภควุฑฺฒิ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว วุฑฺฒีนํ ยทิทํ ปญฺญาวุฑฺฒิ ตสฺมา ติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ ปญฺญาวุฑฺฒิยา วฑฺฒิสฺสามาติ เอวํ หิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญด้วยโภคะมีประมาณน้อย ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเจริญโดยความเจริญด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ฯ
อปฺปมตฺติกา เอสา ภิกฺขเว ปริหานิ ยทิทํ ยโสปริหานิ เอตํ ปฏิกิฏฺฐํ ภิกฺขเว ปริหานีนํ ยทิทํ ปญฺญาปริหานีติ ฯ วคฺโค อฏฺฐโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมยศมีประมาณน้อย ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ฯ จบวรรคที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๘. กัลยาณมิตตาทิวรรค ๘. กัลยาณมิตตาทิวรรค หมวดว่าด้วยกัลยาณมิตรเป็นต้น
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเหมือนความมีกัลยาณมิตร(มิตรดี)นี้ เมื่อมีกัลยาณมิตร กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป (๑)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ นี้ เพราะการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป (๒)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเหมือนการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ นี้ เพราะการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป (๓)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้โพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์ แห่งการตรัสรู้)ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น หรือเป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ถึงความเจริญเต็มที่เหมือนอโยนิโสมนสิการ(การมนสิการโดยไม่แยบคาย)นี้ เมื่อ@เชิงอรรถ : @ โพชฌงค์ ๗ คือ @๑. สติ ความระลึกได้ @๒. ธรรมวิจยะ ความสอดส่อง สืบค้นธรรม @๓. วีริยะ ความเพียร @๔. ปีติ ความอิ่มใจ @๕. ปัสสัทธิ ความสงบกายสงบใจ @๖. สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น @๗. อุเบกขา ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามความเป็นจริง @(ที.ปา. ๑๑/๓๓๐/๒๒๑, ๓๕๗/๒๕๘, องฺ.สตฺตก. ๒๓/๒๖/๒๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๙. ปมาทาทิวรรค มนสิการโดยไม่แยบคาย โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ถึงความเจริญเต็มที่ (๔)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือเป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้วถึงความเจริญเต็มที่เหมือนโยนิโส-มนสิการ(การมนสิการโดยแยบคาย)นี้ เมื่อมนสิการโดยแยบคาย โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความเจริญเต็มที่ (๕)
ความเสื่อมญาติเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเสื่อมปัญญาเลวร้ายกว่า ความเสื่อมทั้งหลาย (๖)
ความเจริญด้วยญาติเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเจริญด้วยปัญญายอดเยี่ยมกว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักเจริญด้วยความเจริญทางปัญญา” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล (๗)
ความเสื่อมโภคทรัพย์เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเสื่อมปัญญาเลวร้าย กว่าความเสื่อมทั้งหลาย (๘)
ความเจริญด้วยโภคทรัพย์เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเจริญด้วยปัญญายอดเยี่ยมกว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักเจริญด้วยความเจริญทางปัญญา” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล (๙)
ความเสื่อมยศเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเสื่อมปัญญาเลวร้ายกว่าความเสื่อมทั้งหลาย (๑๐) กัลยาณมิตตาทิวรรคที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ ๘
อรรถกถาสูตรที่ ๑
สูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กลฺยาณมิตฺตตา ความว่า ชื่อว่ากัลยาณมิตร เพราะมีมิตรดี. ภาวะแห่งความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรนั้น ชื่อว่ากัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรดี.
คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่ตรงกันข้ามกับคำดังกล่าวนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนุโยโค ได้แก่ การประกอบ การประกอบทั่ว.
บทว่า อนนุโยโค ได้แก่ การไม่ประกอบ การไม่ประกอบทั่ว.
บทว่า อนุโยคา แปลว่า เพราะการประกอบเนืองๆ.
บทว่า อนนุโยคา แปลว่า เพราะไม่ประกอบเนืองๆ.
บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ กุศลธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โพชฺฌงฺคา ได้แก่ ธรรม ๗ ประการอันเป็นองค์คุณของสัตว์ผู้ตรัสรู้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้อันเป็นเหตุออกจากวัฏฏะ หรือทำให้แจ้งสัจจะ ๔ ของสัตว์ผู้ตรัสรู้นั้น.
บทว่า โพชฺฌงฺคา ความว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่ากระไร?
ที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้ตาม. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้เฉพาะ. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้พร้อม. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นไปพร้อม ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้.
ก็บท (ว่าโพชฌงค์) นี้ ท่านจำแนกไว้แล้วด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ด้วยบทนี้ว่า ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ ดังนี้ ท่านกล่าวถึงภูมิพร้อมด้วยกิจตามความเป็นจริงแห่งโพชฌงค์.
ก็ภูมินี้นั้นมี ๔ อย่าง คือวิปัสสนา ๑ ฌานที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนา ๑ มรรค ๑ ผล ๑.
ใน ๔ อย่างนั้น ในเวลาที่เกิดในวิปัสสนา โพชฌงค์จัดเป็นกามาวจร. ในเวลาที่เกิดในฌานอันเป็นบาทของวิปัสสนา โพชฌงค์เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร. ในเวลาที่เกิดในมรรคและผล โพชฌงค์เป็นโลกุตตระ.
ดังนั้น ในสูตรนี้ ท่านจึงกล่าวโพชฌงค์ว่า เป็นไปในภูมิทั้ง ๔. จบอรรถกถาสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ มีความย่อเหตุที่เกิดเรื่อง. ก็ในเหตุที่เกิดเรื่อง ท่านตั้งเรื่องไว้ดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุมากรูปนั่งประชุมกันในโรงธรรม ท่านเกิดสนทนาปรารภพันธุลมัลลเสนาบดีขึ้นในระหว่าง ดังนี้ว่า อาวุโส ตระกูลชื่อโน้นเมื่อก่อนได้มีหมู่ญาติเป็นอันมาก มีสมัครพรรคพวกมาก บัดนี้มีญาติน้อย มีสมัครพรรคพวกน้อย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบวาระจิตของภิกษุเหล่านั้น ทรงทราบว่า เมื่อเราไป(ที่นั้น) จักมีเทศน์กัณฑ์ใหญ่จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ ที่เขาตกแต่งไว้ในโรงธรรม แล้วตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมด้วยเรื่องอะไรกัน.
พวกภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เรื่องคามนิคมเป็นต้นอย่างอื่นย่อมไม่มีแต่ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมีญาติมาก มีสมัครพรรคพวกมาก บัดนี้มีญาติน้อย มีสมัครพรรคพวกน้อยพวกข้าพระองค์ นั่งประชุมสนทนากันดังนี้.
พระศาสดาทรงปรารภสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมนี้มีประมาณน้อย ดังนี้ ในเมื่อเกิดเรื่องนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺติกา ได้แก่ น้อยคือมีประมาณน้อย.
จริงอยู่ ด้วยความเสื่อมนี้ ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า ความเสื่อมจากสวรรค์ หรือจากมรรคย่อมไม่มี นั่นเป็นเพียงความเสื่อมในปัจจุบันเท่านั้น.
บทว่า เอตํ ปติกิฏฺฐํ ความว่า นี้เป็นของที่เลวร้าย นี้เป็นของต่ำทราม.
บทว่า ยทิทํ ปญฺญาปริหานิ ความว่า ความเสื่อมแห่งกัมมัสสกตปัญญา ฌานปัญญา วิปัสสนาปัญญา มรรคปัญญาและผลปัญญาในศาสนาของเราเป็นความเสื่อมที่เลวร้าย เป็นความเสื่อมที่ต่ำทราม เป็นความเสื่อมที่ควรละทิ้งเสีย. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖
อรรถกถาสูตรที่ ๗
ในสูตรที่ ๗ ท่านกล่าวไว้แล้ว ในเหตุเกิดเรื่องเหมือนกัน.
ได้ยินว่า บรรดาภิกษุสงฆ์ผู้นั่งประชุมกันในโรงธรรม บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมีญาติน้อย พวกน้อย บัดนี้ตระกูลนั้นมีญาติมาก มีพวกมาก หมายเอาตระกูลนั้น จึงกล่าวอย่างนี้แล.
คือ หมายถึงนางวิสาขาอุบาสิกาและเจ้าลิจฉวีในกรุงเวสาลี.
พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของภิกษุเหล่านั้นจึงเสด็จมาโดยนัยก่อนนั่นแล ประทับนั่งบนธรรมาสน์ ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร?
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบตามความเป็นจริงแล้ว.
พระศาสดาทรงเริ่มพระสูตรนี้เพื่อเหตุเกิดเรื่องนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺติกา ความว่า ชื่อว่าน้อย เพราะไม่มีผู้อาศัยสมบัตินั้นแล้ว ถึงสวรรค์หรือมรรคได้.
บทว่า ยทิทํ ปญฺญาวุฑฺฒิ ได้แก่ ความเจริญแห่งกัมมัสสกตปัญญาเป็นต้น.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะชื่อว่าความเจริญแห่งญาติเป็นเพียงปัจจุบันเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สามารถให้ถึงสวรรค์ หรือมรรคได้.
บทว่า ปญฺญาวุฑฺฒิยา ได้แก่ ด้วยความเจริญแห่งปัญญามีกัมมัสสกตปัญญาเป็นต้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘
สุตรที่ ๘ ท่านกล่าวไว้ในเหตุเกิดเรื่องเหมือนกัน.
ได้ยินว่า ภิกษุมากรูปนั่งประชุมกันในโรงธรรม ปรารภบุตรของเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก กล่าวว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมีโภคะมาก มีเงินและทองมาก บัดนี้ตระกูลนั้นกลับมีโภคะน้อย.
พระศาสดาเสด็จมาโดยนัยก่อนนั่นแหละ ทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงทรงเริ่มพระสูตรนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙
แม้ในสูตรที่ ๙ ท่านก็กล่าวไว้ในเหตุเกิดเรื่องเหมือนกัน
ได้ยินว่า พวกภิกษุนั่งประชุมกันในโรงธรรม ปรารภกากวลิยเศรษฐีและปุณณเศรษฐี กล่าวว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมีโภคะน้อย บัดนี้ตระกูลเหล่านั้นมีโภคะมาก.
พระศาสดาเสด็จมาโดยนัยก่อนนั่นแล ทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้น จึงเริ่มพระสูตรนี้.
คำที่เหลือในสูตรทั้ง ๒ นี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวในหนหลังนั่นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
แม้สูตรที่ ๑๐ ท่านกล่าวไว้แล้วในเหตุเกิดเรื่องเหมือนกัน.
ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายในโรงธรรมปรารภพระเจ้าโกศลมหาราช กล่าวว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมียศมาก มีบริวารมาก บัดนี้มียศน้อย มีบริวารน้อย.
พระศาสดาเสด็จมาโดยนัยก่อนนั่นแล ทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้น จึงเริ่มเทศนานี้.
คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบอรรถกถากัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ ๘ -----------------------------------------------------