อวกุชชิตาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต อวกุชชิตาสูตร
๓๐ ตโยเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม ตโย อวกุชฺชปญฺโญ ปุคฺคโล อุจฺฉงฺคปญฺโญ ปุคฺคโล ปุถุปญฺโญ ปุคฺคโล ฯ กตโม จ ภิกฺขเว อวกุชฺชปญฺโญ ปุคฺคโล อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อารามํ คนฺตา โหติ อภิกฺขณํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ธมฺมสฺสวนาย ตสฺส ภิกฺขู ธมฺมํ เทเสนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสนฺติ โส ตสฺมึ อาสเน นิสินฺโน ตสฺสา กถาย เนวาทึ มนสิกโรติ น มชฺฌํ มนสิกโรติ น ปริโยสานํ มนสิกโรติ วุฏฺฐิโตปิ ตมฺหา อาสนา ตสฺสา กถาย เนวาทึ มนสิกโรติ น มชฺฌํ มนสิกโรติ น ปริโยสานํ มนสิกโรติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กุมฺโภ นิกฺกุชฺโช ตตฺร อุทกํ อาสิตฺตํ วิวฏฺฏติ โน สณฺฐาติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล อารามํ คนฺตา โหติ อภิกฺขณํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ธมฺมสฺสวนาย ตสฺส ภิกฺขู ธมฺมํ เทเสนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสนฺติ โส ตสฺมึ อาสเน นิสินฺโน ตสฺสา กถาย เนวาทึ มนสิกโรติ น มชฺฌํ มนสิกโรติ น ปริโยสานํ มนสิกโรติ วุฏฺฐิโตปิ ตมฺหา อาสนา ตสฺสา กถาย เนวาทึ มนสิกโรติ น มชฺฌํ มนสิกโรติ น ปริโยสานํ มนสิกโรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อวกุชฺชปญฺโญ ปุคฺคโล ฯ {๔๖๙.๑} กตโม จ ภิกฺขเว อุจฺฉงฺคปญฺโญ ปุคฺคโล อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อารามํ คนฺตา โหติ อภิกฺขณํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ธมฺมสฺสวนาย ตสฺส ภิกฺขู ธมฺมํ เทเสนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสนฺติ โส ตสฺมึ อาสเน นิสินฺโน ตสฺสา กถาย อาทิมฺปิ มนสิกโรติ มชฺฌมฺปิ มนสิกโรติ ปริโยสานมฺปิ มนสิกโรติ วุฏฺฐิโต ตมฺหา อาสนา ตสฺสา กถาย เนวาทึ มนสิกโรติ น มชฺฌํ มนสิกโรติ น ปริโยสานํ มนสิกโรติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริสสฺส อุจฺฉงฺเค นานาขชฺชกานิ อากิณฺณานิ ติลา ตณฺฑุลา โมทกา พทรา โส ตมฺหา อาสนา วุฏฺฐหนฺโต สติสมฺโมสา ปกิเรยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล อารามํ คนฺตา โหติ อภิกฺขณํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ธมฺมสฺสวนาย ตสฺส ภิกฺขู ธมฺมํ เทเสนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสนฺติ โส ตสฺมึ อาสเน นิสินฺโน ตสฺสา กถาย อาทิมฺปิ มนสิกโรติ มชฺฌมฺปิ มนสิกโรติ ปริโยสานมฺปิ มนสิกโรติ วุฏฺฐิโต ตมฺหา อาสนา ตสฺสา กถาย เนวาทึ มนสิกโรติ น มชฺฌํ มนสิกโรติ น ปริโยสานํ มนสิกโรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อุจฺฉงฺคปญฺโญ ปุคฺคโล ฯ {๔๖๙.๒} กตโม จ ภิกฺขเว ปุถุปญฺโญ ปุคฺคโล อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อารามํ คนฺตา โหติ อภิกฺขณํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ธมฺมสฺสวนาย ตสฺส ภิกฺขู ธมฺมํ เทเสนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสนฺติ โส ตสฺมึ อาสเน นิสินฺโน ตสฺสา กถาย อาทิมฺปิ มนสิกโรติ มชฺฌมฺปิ มนสิกโรติ ปริโยสานมฺปิ มนสิกโรติ วุฏฺฐิโตปิ ตมฺหา อาสนา ตสฺสา กถาย อาทิมฺปิ มนสิกโรติ มชฺฌมฺปิ มนสิกโรติ ปริโยสานมฺปิ มนสิกโรติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กุมฺโภ อุกฺกุชฺโช ตตฺร อุทกํ อาสิตฺตํ สณฺฐาติ โน วิวฏฺฏติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล อารามํ คนฺตา โหติ อภิกฺขณํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ธมฺมสฺสวนาย ตสฺส ภิกฺขู ธมฺมํ เทเสนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสนฺติ โส ตสฺมึ อาสเน นิสินฺโน ตสฺสา กถาย อาทิมฺปิ มนสิกโรติ มชฺฌมฺปิ มนสิกโรติ ปริโยสานมฺปิ มนสิกโรติ วุฏฺฐิโตปิ ตมฺหา อาสนา ตสฺสา กถาย อาทิมฺปิ มนสิกโรติ มชฺฌมฺปิ มนสิกโรติ ปริโยสานมฺปิ มนสิกโรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุถุปญฺโญ ปุคฺคโล ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ อวกุชฺชปญฺโญ ปุริโส ทุมฺเมโธ อวิจกฺขโณ อภิกฺขณํปิ เจ โหติ คนฺตา ภิกฺขูน สนฺติเก อาทึ กถาย มชฺฌญฺจ ปริโยสานญฺจ ตาทิโส อุคฺคเหตุํ น สกฺโกติ ปญฺญา หิสฺส น วิชฺชติ ฯ อุจฺฉงฺคปญฺโญ ปุริโส เสยฺโย เอเตน วุจฺจติ อภิกฺขณํปิ เจ โหติ คนฺตา ภิกฺขูน สนฺติเก อาทึ กถาย มชฺฌญฺจ ปริโยสานญฺจ ตาทิโส นิสินฺโน อาสเน ตสฺมึ อุคฺคเหตฺวาน พฺยญฺชนํ วุฏฺฐิโต นปฺปชานาติ คหิตํ หิสฺส มุสฺสติ ฯ ปุถุปญฺโญ จ ปุริโส เสยฺโย เอเตน วุจฺจติ อภิกฺขณํปิ เจ โหติ คนฺตา ภิกฺขูน สนฺติเก อาทึ กถาย มชฺฌญฺจ ปริโยสานญฺจ ตาทิโส นิสินฺโน อาสเน ตสฺมึ อุคฺคเหตฺวาน พฺยญฺชนํ ธาเรติ เสฏฺฐสงฺกปฺโป อพฺยคฺคมนโส นโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ทุกฺขสฺสนฺตกโร สิยาติ ฯ ปุคฺคลวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ สวิฏฺฐคิลานสงฺขารา พหุการา วชิเรน จ เสวิชีคุจฺฉคูถภาณี อนฺโธ จ อวกุชฺชิตาติ ฯ ---------------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ใน โลก ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลมีปัญญาคว่ำ ๑ บุคคลมีปัญญาเช่นกับตัก ๑บุคคลมีปัญญากว้างขวาง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่มีปัญญาคว่ำเป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้นจำเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นไม่ได้ ถึงลุกจากอาสนะแล้ว ก็จำ เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนหม้อคว่ำ ถึงจะเอาน้ำรดลงที่หม้อนั้น ย่อมราดไป หาขังอยู่ไม่ แม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้นจำเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นไม่ได้ แม้ลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็จำเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นไว้ไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าบุคคลมีปัญญาคว่ำ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่มีปัญญา เหมือนตักเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นได้ ครั้นลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็จำเบื้องต้นท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนบนตักของบุรุษมีของเคี้ยวนานาชนิด คือ งา ข้าวสาร ขนมต้ม พุทรา เกลื่อนกลาด เขาลุกจากอาสนะนั้น พึงทำเรี่ยราด เพราะเผลอสติ แม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันหมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นได้ ครั้นลุกจากอาสนะนั้นแล้ว จำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นไว้ไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าบุคคลมีปัญญาเหมือนตัก ดูกรภิกษุทั้งหลายก็บุคคลที่มีปัญญากว้างขวางเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นได้ แม้ลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็จำเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นได้ เปรียบเหมือนหม้อหงาย เอาน้ำเทใส่ไปในหม้อนั้น ย่อมขังอยู่หาไหลไปไม่ แม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของกถานั้นได้ ถึงลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็จำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าบุคคลมีปัญญากว้างขวาง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ บุรุษมีปัญญาคว่ำ เป็นคนเขลา ไร้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา บุรุษเช่นนั้น แม้หากจะหมั่นไปในสำนักของภิกษุเสมอ ก็ไม่ อาจจะเล่าเรียนเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของกถาได้ เพราะ เขาไม่มีปัญญา บุรุษมีปัญญาเหมือนตัก เรากล่าวว่าดีกว่าบุรุษ ที่มีปัญญาคว่ำ บุรุษเช่นนั้นถึงแม้จะไปในสำนักของภิกษุ เสมอ นั่งบนอาสนะนั้น เรียนเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ของกถาได้ ครั้นลุกมาแล้ว กำหนดจดจำพยัญชนะไม่ได้ เพราะพยัญชนะที่เขาเรียนแล้วเลอะเลือนไป ส่วนบุรุษผู้มี ปัญญากว้างขวาง เรากล่าวว่าดีกว่าบุรุษที่มีปัญญาเหมือนตัก บุรุษเช่นนั้น แม้ไปในสำนักของภิกษุเสมอ นั่งบนอาสนะนั้น เล่าเรียนเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของกถาได้ แล้วจำ พยัญชนะไว้ เป็นคนมีความดำริประเสริฐสุด มีใจไม่สงสัย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบปุคคลวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สวิฏฐสูตร ๒. คิลานสูตร ๓. สังขารสูตร ๔. พหุการสูตร๕. วชิรสูตร ๖. เสวิสูตร ๗. ชิคุจฉสูตร ๘. คูถภาณีสูตร ๙. อันธสูตร๑๐. อวกุชชิตาสูตร -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อวกุชชสูตร ว่าด้วยบุคคลมีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลมีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ ๒. บุคคลมีปัญญาเหมือนชายพก ๓. บุคคลมีปัญญากว้างขวาง(เหมือนหม้อหงาย) บุคคลมีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ไปวัดเป็นประจำเพื่อฟังธรรมในสำนักภิกษุทั้งหลายภิกษุทั้งหลายแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน@เชิงอรรถ : @ พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งรวมอยู่ในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาอันเป็น@ความประพฤติประเสริฐ (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๐/๑๐๘-๑๐๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๘๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. ปุคคลวรรค ๑๐. อวกุชชสูตร แก่เขา เขานั่งตรงที่นั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นไม่ได้ แม้ลุกจากที่นั้นแล้วก็จำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของกถานั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนหม้อคว่ำที่เขาเทน้ำลงไป น้ำย่อมไหลราดไป ไม่ขังอยู่แม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไปวัดเป็นประจำเพื่อฟังธรรมในสำนักภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนแก่เขา เขานั่งตรงที่นั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นก็ไม่ได้ แม้ลุกจากที่นั้นแล้วก็ยังจำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นไม่ได้ นี้เรียกว่าบุคคลมีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ บุคคลมีปัญญาเหมือนชายพก เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ไปวัดเป็นประจำเพื่อฟังธรรมในสำนักภิกษุทั้งหลายภิกษุทั้งหลายแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนแก่เขา เขานั่งตรงที่นั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นได้ แต่ลุกจากที่นั้นแล้วก็จำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนบุรุษเก็บของเคี้ยวต่างๆ คือ งา ข้าวสาร ขนมต้ม พุทราไว้ที่ชายพก บุรุษนั้นเมื่อลุกจากที่นั้นพึงทำเรี่ยราดเพราะเผลอสติแม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันแลไปวัดเป็นประจำเพื่อฟังธรรมในสำนักภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนแก่เขา เขานั่งตรงที่นั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นได้ แต่ลุกจากที่นั้นแล้ว ก็จำเบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นไม่ได้ นี้เรียกว่า บุคคลมีปัญญาเหมือนชายพก บุคคลมีปัญญากว้างขวาง เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ไปวัดเป็นประจำเพื่อฟังธรรมในสำนักภิกษุทั้งหลายภิกษุทั้งหลายแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนแก่เขา เขานั่งตรงที่นั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นได้ แม้ลุกจากที่นั้นแล้วก็ยังจำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นได้ เปรียบเหมือนหม้อหงาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๘๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. ปุคคลวรรค ๑๐. อวกุชชสูตร ที่เขาเทน้ำลงไป น้ำย่อมขังอยู่ไม่ไหลราดไป แม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไปวัดเป็นประจำเพื่อฟังธรรมในสำนักภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อมอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนแก่เขา เขานั่งตรงที่นั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นได้ แม้ลุกจากที่นั้นแล้วก็ยังจำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้นได้ นี้เรียกว่า บุคคลมีปัญญากว้างขวาง ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก บุคคลมีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ เป็นคนเขลา ไม่มีปัญญาสำหรับพิจารณา บุคคลเช่นนั้นแม้จะหมั่นไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย ก็ไม่อาจเล่าเรียนเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถาได้ เพราะเขาไม่มีปัญญา บุคคลมีปัญญาเหมือนชายพก เรากล่าวว่า ดีกว่าบุคคลที่มีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ บุคคลเช่นนั้นแม้หมั่นไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย นั่งตรงที่นั้นเรียนเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถา ครั้นลุกขึ้นแล้วก็กำหนดรู้พยัญชนะไม่ได้ เพราะพยัญชนะที่เขาเรียนแล้วเลอะเลือนไป ส่วนบุคคลมีปัญญากว้างขวาง เรากล่าวว่า ดีกว่าบุคคลที่มีปัญญาเหมือนชายพก บุคคลเช่นนั้นหมั่นไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย นั่งตรงที่นั้นเรียนเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้น จำพยัญชนะได้ มีความดำริประเสริฐ มีจิตใจไม่วอกแวก ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ อวกุชชสูตรที่ ๑๐ จบ ปุคคลวรรคที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๘๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. เทวทูตวรรค ๑. สพรหมกสูตร รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สวิฏฐสูตร ๒. คิลานสูตร ๓. สังขารสูตร ๔. พหุการสูตร ๕. วชิรูปมสูตร ๖. เสวิตัพพสูตร ๗. ชิคุจฉิตัพพสูตร ๘. คูถภาณีสูตร ๙. อันธสูตร ๑๐. อวกุชชสูตร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอวกุชชิตสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในอวกุชชิตสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อวกุชฺชปญฺโญ ได้แก่ มีปัญญาเหมือนกับหม้อคว่ำปากลง.
บทว่า อุจฺฉงฺคปญฺโญ ได้แก่ มีปัญญาเหมือนกับตัก.
บทว่า ปุถุปญฺโญ ได้แก่ มีปัญญากว้างขวาง.
ในบทว่า อาทิกลฺยาณํ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การตั้งต้น (เทศนา) ชื่อว่าเบื้องต้น ท่ามกลางแห่งกถา ชื่อว่าท่ามกลาง ตอนจบ ชื่อว่าที่สุด. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อกล่าวธรรมแก่บุคคลนั้นอย่างนี้ ชื่อว่ากล่าวทำให้งาม คือให้เจริญ ได้แก่ไม่มีโทษเลย ทั้งในวาระเริ่มต้น ทั้งในวาระท่ามกลาง ทั้งในวาระที่สุด.
อนึ่ง ในสูตรนี้มีเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งเทศนา และมีเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งสาสนธรรม.
บรรดาเทศนาและสาสนธรรมทั้งสองนั้น (จะกล่าว) เทศนาก่อน บทแรกของคาถา ๔ บทเป็นเบื้องต้น บททั้งสองเป็นท่ามกลาง (และ) บทสุดท้ายเป็นที่สุด.
สำหรับพระสูตรที่มีอนุสนธิเดียว นิทานเป็นเบื้องต้น อนุสนธิเป็นท่ามกลาง ตอนจบพระสูตรที่ว่า อิทมโวจ เป็นที่สุด.
สำหรับพระสูตรที่มีอนุสนธิหลายอนุสนธิ อนุสนธิที่ ๑ เป็นเบื้องต้น มากกว่านั้นไป หนึ่งหรือหลายอนุสนธิเป็นท่ามกลาง อนุสนธิสุดท้ายเป็นที่สุด.
นี้เป็นนัยแห่งเทศนาก่อน.
ส่วนสาสนธรรม ศีลเป็นเบื้องต้น สมาธิเป็นท่ามกลาง วิปัสสนาเป็นที่สุด.
อีกอย่างหนึ่ง สมาธิเบื้องต้น วิปัสสนาเป็นท่ามกลาง มรรคเป็นที่สุด.
อีกอย่างหนึ่ง วิปัสสนาเป็นเบื้องต้น มรรคเป็นท่ามกลาง ผลเป็นที่สุด.
อีกอย่างหนึ่ง มรรคเป็นเบื้องต้น ผลเป็นท่ามกลาง นิพพานเป็นที่สุด.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อทำธรรมให้เป็นคู่ๆ กัน ศีลกับสมาธิเป็นเบื้องต้น วิปัสสนากับมรรคเป็นท่ามกลาง ผลกับนิพพานเป็นที่สุด.
บทว่า สาตฺถํ ความว่า ภิกษุทั้งหลายแสดงธรรมให้มีประโยชน์.
บทว่า สพฺยญฺชนํ ความว่า แสดงธรรมให้อักษรบริบูรณ์.
บทว่า เกวลปริปุณฺณํ ความว่า แสดงธรรมให้บริบูรณ์ทั้งหมด คือไม่ขาด.
บทว่า ปริสุทฺธํ ความว่า แสดงธรรมให้บริสุทธิ์ คือไม่ให้ยุ่งเหยิงไม่มีเงื่อนงำ.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ปกาเสนฺติ ความว่า และเมื่อแสดงอย่างนั้น ชื่อว่าประกาศอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งสงเคราะห์ด้วยไตรสิกขาอันเป็นจริยาที่ประเสริฐที่สุด.
บทว่า เนวาทึ มนสิกโรติ ความว่า เริ่มต้นเทศน์ก็ไม่ใส่ใจ.
บทว่า กุมฺโภ แปลว่า หม้อ.
บทว่า นิกุชฺโช คือ วางคว่ำปากลง.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บุคคลผู้มีปัญญาต่ำพึงเห็นเหมือนหม้อคว่ำปากลง. เวลาที่ได้ (ฟัง) พระธรรมเทศนา พึงเห็นเหมือนเวลาที่เทน้ำ (บนก้นหม้อ). เวลาที่บุคคลนั่งอยู่บนอาสนะนั้นยังไม่สามารถเรียนเอาได้ พึงเห็นเหมือนเวลาที่น้ำไหลออกไปหมด. เวลาที่บุคคลผู้นั้นลุกขึ้นแล้วจำไม่ได้ พึงเห็นเหมือนเวลาที่น้ำไม่ขังอยู่ (บนก้นหม้อ).
บทว่า กากิณฺณานิ แปลว่า ที่เก็บไว้.
บทว่า สติสมฺโมสาย ปกิเรยฺย ความว่า (ของควรเคี้ยวนั้น) พึงตกเกลื่อนไป เพราะความเป็นผู้เผลอตัว.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บุคคลผู้มีปัญญาดังตัก พึงเห็นเหมือนตัก. พระพุทธพจน์มีประการต่างๆ พึงเห็นเหมือนของกินชนิดต่างๆ. เวลาที่บุคคลนั่งเรียนอยู่บนอาสนะนั้น พึงเห็นเหมือนเวลาที่บุคคลนั่งเคี้ยว ของเคี้ยวชนิดต่างๆ (ที่อยู่) บนตัก. เวลาที่บุคคลลุกจากอาสนะนั้นมาแล้วจำไม่ได้ พึงเห็นเหมือนเวลาที่บุคคลลุกขึ้นทำของหกเรี่ยราด เพราะเผลอตัว.
บทว่า อุกฺกุชฺโช ได้แก่ (หม้อ) วางหงายปากขึ้น.
บทว่า สณฺฐาติ คือ น้ำย่อมขังอยู่.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บุคคลผู้มีปัญญามาก พึงเห็นเหมือนหม้อที่วางหงายปากขึ้น. เวลาที่ได้ฟังเทศนา พึงเห็นเหมือนเวลาที่เทน้ำลง. เวลาที่บุคคลนั่งเรียนอยู่บนอาสนะนั้น พึงเห็นเหมือนเวลาที่น้ำขังอยู่. เวลาที่บุคคลลุกขึ้นเดินไปยังจำได้ พึงเห็นเหมือนเวลาที่น้ำไม่ไหลออกไป.
บทว่า ทุมฺเมโธ ได้แก่ ไม่มีปัญญา.
บทว่า อวิจกฺขโณ ได้แก่ ขาดปัญญาเครื่องจัดการ.
บทว่า คนฺตา ได้แก่ มีการไปเป็นปกติ.
บทว่า เสยฺโย เอเตน วุจฺจติ ความว่า (บุคคลผู้มีปัญญาดังตัก) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยอดเยี่ยมกว่าบุคคลนั้น (คือคนปัญญาดังหม้อคว่ำ).
บทว่า ธมฺมานุธมฺมาปฏิปนฺโน ความว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่โลกุตรธรรม ๙ คือปฏิบัติข้อปฏิบัติเบื้องต้นพร้อมทั้งศีล.
บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ วัฏฏทุกข์.
บทว่า อนฺตกโร สิยา ความว่า บุคคลพึงเป็นผู้ทำที่สุด คือพึงเป็นผู้ทำให้ขาดตอน ได้แก่พึงเป็นผู้ทำให้สุดทาง (ทุกข์).
จบอรรถกถาอวกุชชิตสูตรที่ ๑๐ จบปุคคลวรรควรรณนาที่ ๓ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สวิฏฐสูตร
๒. คิลานสูตร
๓. สังขารสูตร
๔. พหุการสูตร
๕. วชิรสูตร
๖. เสวิสูตร
๗. ชิคุจฉสูตร
๘. คูถภาณีสูตร
๙. อันธสูตร
๑๐. อวกุชชิตาสูตร -----------------------------------------------------