วิวิตตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต วิวิตตสูตร
๙๔ ตีณีมานิ ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ปวิเวกานิ ปญฺญาเปนฺติ กตมานิ ตีณิ จีวรปวิเวกํ ปิณฺฑปาตปวิเวกํ เสนาสนปวิเวกํ ฯ ตตฺรีทํ ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา จีวรปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ สาณานิปิ ธาเรนฺติ มสาณานิปิ ธาเรนฺติ ฉวทุสฺสานิปิ ธาเรนฺติ ปํสุกูลานิปิ ธาเรนฺติ ติรีฏกานิปิ ธาเรนฺติ อชินานิปิ ธาเรนฺติ อชินกฺขิปมฺปิ ธาเรนฺติ กุสจีรมฺปิ ธาเรนฺติ วากจีรมฺปิ ธาเรนฺติ ผลกจีรมฺปิ ธาเรนฺติ เกสกมฺพลมฺปิ ธาเรนฺติ วาลกมฺพลมฺปิ ธาเรนฺติ อุลูกปกฺขมฺปิ ธาเรนฺติ อิทํ โข ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา จีวรปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ ฯ {๕๓๓.๑} ตตฺรีทํ ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ปิณฺฑปาต- ปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ สากภกฺขาปิ โหนฺติ สามากภกฺขาปิ โหนฺติ นิวารภกฺขาปิ โหนฺติ ททฺทุลภกฺขาปิ โหนฺติ หฏภกฺขาปิ โหนฺติ กณภกฺขาปิ โหนฺติ อาจามภกฺขาปิ โหนฺติ ปิญฺญากภกฺขาปิ โหนฺติ ติณภกฺขาปิ โหนฺติ โคมยภกฺขาปิ โหนฺติ วนมูลผลาหารา ยาเปนฺติ ปวตฺตผลโภชี อิทํ โข ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ปิณฺฑปาตปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ ฯ ตตฺรีทํ ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เสนาสนปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ อรญฺญํ รุกฺขมูลํ สุสานํ วนปตฺถํ อพฺโภกาสํ ปลาลปุญฺชํ ภุสาคารํ อิทํ โข ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เสนาสนปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ปวิเวกานิ ปญฺญาเปนฺติ ฯ {๕๓๓.๒} ตีณิ โข ปนิมานิ ภิกฺขเว อิมสฺมึ ธมฺมวินเย ภิกฺขุโน ปวิเวกานิ กตมานิ ตีณิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา จ โหติ ทุสฺสีลญฺจสฺส ปหีนํ โหติ เตน จ วิวิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก จ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ จสฺส ปหีนา โหติ ตาย จ วิวิตฺโต โหติ ขีณาสโว จ โหติ อาสวา จสฺส ปหีนา โหนฺติ เตหิ จ วิวิตฺโต โหติ ฯ ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา โหติ ทุสฺสีลญฺจสฺส ปหีนํ โหติ เตน จ วิวิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก จ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ จสฺส ปหีนา โหติ ตาย จ วิวิตฺโต โหติ ขีณาสโว จ โหติ อาสวา จสฺส ปหีนา โหนฺติ เตหิ จ วิวิตฺโต โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อคฺคปฺปตฺโต สารปฺปตฺโต สุทฺโธ สาเร ปติฏฺฐิโต ฯ {๕๓๓.๓} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กสฺสกสฺส คหปติกสฺส สมฺปนฺนํ สาลิเขตฺตํ ตเมนํ กสฺสโก คหปติ สีฆสีฆํ วปาเปยฺย , สีฆสีฆํ วปาเปตฺวา สีฆสีฆํ สงฺฆราเปยฺย สีฆสีฆํ สงฺฆราเปตฺวา สีฆสีฆํ อุพฺพาหาเปยฺย สีฆสีฆํ อุพฺพาหาเปตฺวา สีฆสีฆํ ปุญฺชํ การาเปยฺย สีฆสีฆํ ปุญฺชํ การาเปตฺวา สีฆสีฆํ มทฺทาเปยฺย สีฆสีฆํ มทฺทาเปตฺวา สีฆสีฆํ ปลาลานิ อุทฺธราเปยฺย สีฆสีฆํ ปลาลานิ อุทฺธราเปตฺวา สีฆสีฆํ ภุสิกํ อุทฺธราเปยฺย สีฆสีฆํ ภุสิกํ อุทฺธราเปตฺวา สีฆสีฆํ โอผุนาเปยฺย สีฆสีฆํ โอผุนาเปตฺวา สีฆสีฆํ อติหราเปยฺย สีฆสีฆํ อติหราเปตฺวา สีฆสีฆํ โกฏฺฏาเปยฺย สีฆสีฆํ โกฏฺฏาเปตฺวา สีฆสีฆํ ผุสานิ อุทฺธราเปยฺย เอวมสฺสุ ตสฺส ภิกฺขเว กสฺสกสฺส คหปติสฺส ตานิ ธญฺญานิ อคฺคปฺปตฺตานิ สารปฺปตฺตานิ สุทฺธานิ สาเร ปติฏฺฐิตานิ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา จ โหติ ทุสฺสีลญฺจสฺส ปหีนํ โหติ เตน จ วิวิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก จ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ จสฺส ปหีนา โหติ ตาย จ วิวิตฺโต โหติ ขีณาสโว จ โหติ อาสวา จสฺส ปหีนา โหนฺติ เตหิ จ วิวิตฺโต โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อคฺคปฺปตฺโต สารปฺปตฺโต สุทฺโธ สาเร ปติฏฺฐิโตติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติความสงัด จากกิเลสไว้ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ความสงัดจากกิเลสเพราะจีวร ๑ความสงัดจากกิเลสเพราะบิณฑบาต ๑ ความสงัดจากกิเลสเพราะเสนาสนะ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส ๓ อย่างนั้น ในความสงัดจากกิเลสเพราะจีวร พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกปฏิบัติไว้ดั่งนี้ คือ ทรงผ้าป่านบ้าง ผ้า-*แกมกันบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง ผ้าบังสุกุลบ้าง ผ้าเปลือกไม้บ้าง หนังเสือบ้าง หนังเสือทั้งเล็บบ้าง ผ้าคากรองบ้าง ผ้าเปลือกปอกรองบ้าง ผ้าผลไม้กรองบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง ผ้าทำด้วยปีกนกเค้าบ้างดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ในความสงัดจากกิเลสเพราะจีวร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส ๓ อย่างนั้น ในความสงัดจากกิเลสเพราะบิณฑบาต พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ดังนี้ คือเป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง มีลูกเดือยเป็นภักษาบ้างมีกากข้าวเป็นภักษาบ้าง มียางเป็นภักษาบ้าง มีสาหร่ายเป็นภักษาบ้าง มีรำเป็นภักษาบ้าง มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีกำยานเป็นภักษาบ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้างมีโคมัยเป็นภักษาบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นเยียว-*ยาอัตภาพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ในความสงัดจากกิเลสเพราะบิณฑบาต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส ๓อย่างนั้น ในความสงัดจากกิเลสเพราะเสนาสนะ พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ดังนี้ คือป่า โคนไม้ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง โรงลาน ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย ข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ในความสงัดจากกิเลสเพราะเสนาสนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติความสงัดจากกิเลส ๓ อย่างนี้แลไว้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนความสงัดจากกิเลสของภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๓อย่าง ๓ อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑ เป็นผู้มีศีลละความเป็นผู้ทุศีล และเป็นผู้สงัดกิเลส เพราะศีลนั้นด้วย ๒ เป็นผู้มีความเห็นชอบ ละความเห็นผิด และเป็นผู้สงัดจากกิเลสเพราะความเห็นชอบนั้นด้วย๓ เป็นพระขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลาย และเป็นผู้สงัดจากอาสวะทั้งหลายเหล่านั้นด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ภิกษุนี้จึงเรียกว่า เป็นผู้บรรลุส่วนอันเลิศ บรรลุส่วนที่เป็นแก่นสาร เป็นผู้บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในธรรมที่เป็นสาระดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคฤหบดีชาวนา พึงใช้คนให้รีบเร่งเก็บเกี่ยวข้าว-*สาลีในนาของเขาซึ่งถึงพร้อมแล้ว ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งรวบรวมเข้าไว้ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งขนเอาไปเข้าลาน ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งลอมไว้ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งนวดเสีย ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รุเอาฟางออกเสีย ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รวมข้าวเปลือกเป็นกองเข้าไว้ ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งฝัดข้าวครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งขนเอาไป ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งซ้อม ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งเอาแกลบออกเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าวเปลือกเหล่านั้นของคฤหบดีชาวนานั้น พึงเป็นของถึงส่วนอันเลิศ ถึงส่วนเป็นแก่นสารสะอาดหมดจด ตั้งอยู่ในความเป็นของมีแก่นสาร ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเป็นผู้มีศีล ละความเป็นผู้ทุศีล และสงัดจากกิเลสแล้วเพราะศีลนั้นด้วยเป็นผู้มีความเห็นชอบ ละความเห็นผิด และสงัดจากกิเลสแล้วเพราะความเห็นชอบนั้นด้วย เป็นพระขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลาย และสงัดจากอาสวะทั้งหลายนั้นด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้เรียกว่า เป็นผู้บรรลุส่วนอันเลิศบรรลุส่วนที่เป็นแก่นสาร เป็นผู้หมดจด ตั้งอยู่ในธรรมที่เป็นแก่นสาร ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ปวิเวกสูตร ว่าด้วยความสงัดจากกิเลส
ภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก บัญญัติความสงัดจากกิเลส ไว้ ๓ ประการนี้ ความสงัดจากกิเลส ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความสงัดจากกิเลสเพราะอาศัยจีวร ๒. ความสงัดจากกิเลสเพราะอาศัยบิณฑบาต ๓. ความสงัดจากกิเลสเพราะอาศัยเสนาสนะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๒๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๕. โลณผลวรรค ๒. ปวิเวกสูตร บรรดาความสงัดจากกิเลสทั้ง ๓ ประการนั้น ในความสงัดจากกิเลสเพราะ อาศัยจีวร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ คือ นุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้า แกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่มหนังเสือที่มีเล็บติดอยู่บ้าง นุ่งห่มผ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้างนุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยปีกนกเค้าบ้าง ภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติเรื่องนี้แล ในความสงัดจาก กิเลสเพราะอาศัยจีวร บรรดาความสงัดจากกิเลสทั้ง ๓ นั้น ความสงัดจากกิเลสเพราะอาศัยบิณฑบาตที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้คือกินผักดองเป็นอาหารบ้าง กินข้าวฟ่างบ้างอาหารบ้าง กินลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง กินกากข้าวเป็นอาหารบ้าง กินยาง เป็นอาหารบ้าง กินรำบ้าง กินข้าวตังบ้าง กินกำยานบ้าง กินหญ้าบ้าง กินโคมัยบ้าง กินรากและผลไม้ในป่าบ้าง กินผลไม้ที่หล่นเลี้ยงชีพอยู่ ภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติเรื่องนี้แลไว้ในความสงัดจากกิเลสเพราะอาศัยบิณฑบาต บรรดาความสงัดจากกิเลสทั้ง ๓ นั้น ในความสงัดจากกิเลสเพราะอาศัย เสนาสนะ พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ คือ ป่า โคนไม้ ป่าช้า ป่าทึบ ที่แจ้ง ลอมฟาง โรงลาน พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติเรื่องนี้แลไว้ในความสงัดจากกิเลสที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยเสนาสนะ ภิกษุทั้งหลาย อัญเดียรถีย์ปริพาชก บัญญัติความสงัดจากกิเลสไว้ ๓ ประการนี้แล ส่วนความสงัดจากกิเลส ๓ ประการ ของภิกษุในธรรมวินัยนี้ ความสงัดจากกิเลส ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ @เชิงอรรถ : @ คำว่า ยาง (หฏะ) หมายรวมถึงสาหร่ายและยางไม้ด้วย (องฺ.ติก.อ. ๒/๙๔/๒๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๒๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๕. โลณผลวรรค ๒. ปวิเวกสูตร ๑. มีศีล ละความเป็นคนทุศีล และปราศจากโทษเครื่องทุศีลนั้น ๒. เป็นสัมมาทิฏฐิ ละมิจฉาทิฏฐิและปราศจากมิจฉาทิฏฐินั้น ๓. เป็นขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลาย และปราศจากอาสวะเหล่านั้น เพราะภิกษุเป็นผู้มีศีล ละความเป็นคนทุศีลและปราศจากความเป็นคนทุศีลนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ ละมิจฉาทิฏฐิและปราศจากมิจฉาทิฏฐินั้น และเป็นขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลายและปราศจากอาสวะเหล่านั้น ฉะนั้นภิกษุนี้จึงเรียกว่า “ผู้เลิศด้วยศีล ถึงธรรมที่เป็นสาระ บริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในธรรมที่เป็นสาระ” เปรียบเหมือนนาข้าวสาลีของคหบดีชาวนา สมบูรณ์แล้ว คหบดีชาวนาพึงใช้ คนให้รีบเก็บเกี่ยวข้าวสาลีนั้น ให้รีบรวบรวมไว้ ให้รีบขนเอาไปเข้าลาน ให้รีบทำเป็นลอมไว้ ให้รีบนวด ให้รีบเอาฟางออก ให้รีบเอาข้าวลีบออก ให้รีบฝัดข้าว ให้รีบขนไปให้รีบซ้อม ให้รีบเอาแกลบออก ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าวเปลือกเหล่านั้นของคหบดีชาวนานั้นพึงถึงความเป็นส่วนอันเลิศ เป็นข้าวสารสะอาด คงอยู่ในความเป็นข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เพราะเป็นผู้มีศีล ละความเป็นคนทุศีลและปราศ จากความเป็นคนทุศีลนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ ละมิจฉาทิฏฐิและปราศจากมิจฉาทิฏฐินั้นและเป็นขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลายและปราศจากอาสวะเหล่านั้น ฉะนั้นภิกษุนี้จึงเรียกว่า “ผู้เลิศด้วยศีล ถึงธรรมที่เป็นสาระ บริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในธรรมที่เป็นสาระ”ปวิเวกสูตรที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ มีศีล ในที่นี้หมายถึงประกอบกิจด้วยปาริสุทธิศีล ๔ ประการ คือ (๑) ปาติโมกขสังวรศีล ศีลคือความ@สำรวมในพระปาติโมกข์ (๒) อินทรียสังวรศีล ศีลคือความสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ (๓) อาชีวปาริสุทธิศีล@ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ (๔) ปัจจยสันนิสสิตศีล ศีลที่เกี่ยวกับการพิจารณาในการใช้สอยปัจจัย ๔@(องฺ.ติก.อ. ๒/๙๔/๒๔๘) @ ความเป็นคนทุศีล ในที่นี้หมายถึงการประพฤติล่วงละเมิดเบญจศีลมีปาณาติบาตเป็นต้น@(องฺ.ติก.ฏีกา ๒/๙๔/๒๔๘) @ อาสวะ หมายถึงอาสวะ ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ และอวิชชาสวะ (องฺ.ติก.อ. ๒/๙๔/๒๘๔)@ ธรรมที่เป็นสาระ ในที่นี้หมายถึงศีล สมาธิ และปัญญา (องฺ.ติก.อ. ๒/๙๔/๒๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๒๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิวิตตสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในวิวิตตสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จีวรปวิเวกํ ได้แก่ ความสงัดจากกิเลสที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจีวร.
แม้ในสองบทที่เหลือก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้แล.
บทว่า สาณานิ ได้แก่ ผ้าที่ทอด้วยป่าน.
บทว่า มสาณานิ ได้แก่ ผ้าที่มีเนื้อปนกัน.
บทว่า ฉวทุสฺสานิ ได้แก่ ผ้าที่ทิ้งจากร่างของคนตาย หรือผ้านุ่งที่ทำโดยกรองหญ้าเอรกะเป็นต้น.
บทว่า ปํสุกูลานิ ได้แก่ ผ้าไม่มีชายที่ทิ้งไว้บนแผ่นดิน.
บทว่า ติรีฏกานิ ได้แก่ ผ้าเปลือกไม้.
บทว่า อชินจมฺมานิ ได้แก่ หนังเสือเหลือง.
บทว่า อชินกฺขิปํ ได้แก่ หนังเสือเหลืองนั้นแลที่ผ่ากลาง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สหขุรกํ หนังเสือที่มีเล็บติด ดังนี้บ้าง.
บทว่า กุสจีรํ ได้แก่ จีวรที่ถักหญ้าคาทำ. แม้ในผ้าคากรองและผ้าเปลือกไม้ก็มีนัยนี้แล.
บทว่า เกสกมฺพลํ ได้แก่ ผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์.
บทว่า วาลกมฺพลํ ได้แก่ ผ้ากัมพลที่ทำด้วยหางม้าเป็นต้น.
บทว่า อุลูกปกฺขิกํ ได้แก่ ผ้านุ่งที่ทำด้วยปีกนกฮูก.
บทว่า สากภกฺขา ได้แก่ มีผักสดเป็นภักษา.
บทว่า สามากภกฺขา ได้แก่ มีข้าวฟ่างเป็นภักษา.
ในบทว่า นิวาระ เป็นต้น วีหิชาติที่งอกขึ้นเองในป่า ชื่อว่า นิวาระ (ลูกเดือย).
บทว่า ททฺทุลํ ได้แก่ เศษเนื้อที่พวกช่างหนังแล่หนังแล้วทิ้งไว้.
ยางเหนียวก็ดี สาหร่ายก็ดี ยางไม้มีต้นกรรณิการ์เป็นต้นก็ดี เรียกว่า หฏะ.
บทว่า กณํ แปลว่า รำข้าว.
บทว่า อาจาโม ได้แก่ ข้าวตังที่ติดหม้อข้าว เดียรถีย์ทั้งหลายเก็บเอาข้าวตังนั้นในที่ที่เขาทิ้งไว้แล้วเคี้ยวกิน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โอทนกญฺชิยํ ดังนี้บ้าง.
งาป่นเป็นต้น ก็ปรากฏชัดแล้วแล.
บทว่า ปวตฺตผลโภชี ได้แก่ มีปกติบริโภคผลไม้ที่หล่นเอง.
บทว่า ภุสาคารํ ได้แก่ โรงแกลบ.
บทว่า สีลวา ได้แก่ ประกอบด้วยปาริสุทธิศีล ๔.
บทว่า ทุสฺสีลญฺจสฺส ปหีนํ โหติ ความว่า ทุศีล ๕ เป็นอันภิกษุนั้นละได้แล้ว.
บทว่า สมฺมาทิฏฐิโก ได้แก่ เป็นผู้มีทิฏฐิ (ความเห็น) ตามความเป็นจริง.
บทว่า มิจฺฉาทิฏฐิ ได้แก่ เป็นผู้มีทิฏฐิไม่เป็นไปตามความเป็นจริง.
บทว่า อาสวา ได้แก่ อาสวะ ๔.
บทว่า อคฺคปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงยอดศีล.
บทว่า สารปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงสีลสาระ (แก่นคือศีล).
บทว่า สุทฺโธ แปลว่า บริสุทธิ์.
บทว่า สาเร ปติฏฺฐิโต ได้แก่ ตั้งมั่นอยู่ในสารธรรม คือ ศีลสมาธิและปัญญา.
บทว่า เสยฺยถาปิ เท่ากับ ยถา นาม (ชื่อฉันใด).
บทว่า สมฺปนฺนํ คือ บริบูรณ์ ได้แก่เต็มด้วยข้าวสาลีสุก.
บทว่า สํฆราเปยฺย ได้แก่ ชาวนาพึงให้ขนมา.
บทว่า อุพฺพาหาเปยฺย ได้แก่ พึงให้นำมาสู่ลาน.
บทว่า กุสิกํ แปลว่า แกลบ.
บทว่า โกฏฺฏาเปยฺย ได้แก่ พึงให้เทลงไปในครก แล้วเอาสากตำ.
บทว่า อคฺคปฺปตฺตานิ ได้แก่ (ธัญชาติทั้งหลาย) ถึงความเป็นข้าวงาม แม้ในบทว่า สารปฺปตฺตานิ เป็นต้นก็มีนัยนี้แล.
ส่วนบทที่เหลือมีความหมายง่ายทั้งนั้น.
ส่วนคำใดที่ตรัสไว้ในสูตรนี้ว่า ความทุศีลภิกษุนั้นละได้แล้วและมิจฉาทิฏฐิภิกษุนั้นก็ละได้แล้ว ดังนี้ คำนั้นพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาความทุศีลและมิจฉาทิฏฐิอันภิกษุละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค.
จบอรรถกถาวิวิตตสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------