อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๔๗

กัมมกรณวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๗–๒๕๖10 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนฺตปิฏเก องฺคุตฺตรนิกายสฺส ทุกนิปาโต ----- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ปฐมปณฺณาสโก

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย ปฐมปัณณาสก์

ข้อ ๒๔๗

๑ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ เทฺวมานิ ภิกฺขเว วชฺชานิ กตมานิ เทฺว ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ วชฺชํ สมฺปรายิกญฺจ วชฺชํ ฯ {๒๔๗.๑} กตมญฺจ ภิกฺขเว ทิฏฺฐธมฺมิกํ วชฺชํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปสฺสติ โจรํ อาคุจารึ ราชาโน คเหตฺวา วิวิธา กมฺมกรณา กโรนฺเต กสาหิปิ ตาเฬนฺเต เวตฺเตหิปิ ตาเฬนฺเต อฑฺฒทณฺฑเกหิปิ ตาเฬนฺเต หตฺถํปิ ฉินฺทนฺเต ปาทํปิ ฉินฺทนฺเต หตฺถปาทํปิ ฉินฺทนฺเต กณฺณํปิ ฉินฺทนฺเต นาสํปิ ฉินฺทนฺเต กณฺณนาสํปิ ฉินฺทนฺเต พิลงฺคถาลิกํปิ กโรนฺเต สงฺขมุณฺฑิกํปิ กโรนฺเต ราหุมุขํปิ กโรนฺเต โชติมาลิกํปิ กโรนฺเต หตฺถปฺปชฺโชติกํปิ กโรนฺเต เอรกวฏฺฏิกํปิ กโรนฺเต จีรกวาสิกํปิ กโรนฺเต เอเณยฺยกํปิ กโรนฺเต พฬิสมํสิกํปิ กโรนฺเต กหาปณกํปิ กโรนฺเต ขาราปฏิจฺฉกํปิ กโรนฺเต ปลิฆปริวตฺตกํปิ กโรนฺเต ปลาลปีฐกํปิ กโรนฺเต ตตฺเตนปิ เตเลน โอสิญฺจนฺเต สุนเขหิปิ ขาทาเปนฺเต ชีวนฺตํปิ สูเล อุตฺตาเสนฺเต อสินาปิ สีสํ ฉินฺทนฺเต ตสฺส เอวํ โหติ ยถารูปานํ โข ปาปกานํ กมฺมานํ เหตุ โจรํ อาคุจารึ ราชาโน คเหตฺวา วิวิธา กมฺมกรณา กโรนฺติ กสาหิปิ ตาเฬนฺติ ฯเปฯ อสินาปิ สีสํ ฉินฺทนฺติ อหญฺเจว โข ปน เอวรูปํ ปาปกมฺมํ กเรยฺยํ มํปี ราชาโน คเหตฺวา เอวรูปา วิวิธา กมฺมกรณา กเรยฺยุํ กสาหิปิ ตาเฬยฺยุํ ฯเปฯ อสินาปิ สีสํ ฉินฺเทยฺยุนฺติ โส ทิฏฺฐธมฺมิกสฺส วชฺชสฺส ภีโต น ปเรสํ ปาภตํ ปลุมฺปนฺโต จรติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทิฏฺฐธมฺมิกํ วชฺชํ ฯ {๒๔๗.๒} กตมญฺจ ภิกฺขเว สมฺปรายิกํ วชฺชํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ กายทุจฺจริตสฺส โข ปาปโก วิปาโก อภิสมฺปรายํ วจีทุจฺจริตสฺส โข ปาปโก วิปาโก อภิสมฺปรายํ มโนทุจฺจริตสฺส โข ปาปโก วิปาโก อภิสมฺปรายํ อหญฺเจว โข ปน กาเยน ทุจฺจริตํ จเรยฺยํ วาจาย ทุจฺจริตํ จเรยฺยํ มนสา ทุจฺจริตํ จเรยฺยํ กิญฺจ ตํ เยนาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ โส สมฺปรายิกสฺส วชฺชสฺส ภีโต กายทุจฺจริตํ ปหาย กายสุจริตํ ภาเวติ วจีทุจฺจริตํ ปหาย วจีสุจริตํ ภาเวติ มโนทุจฺจริตํ ปหาย มโนสุจริตํ ภาเวติ สุทฺธํ อตฺตานํ ปริหรติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺปรายิกํ วชฺชํ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว เทฺว วชฺชานิ ฯ ตสฺมา ติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ ทิฏฺฐธมฺมิกสฺส วชฺชสฺส ภายิสฺสาม สมฺปรายิกสฺส วชฺชสฺส ภายิสฺสาม วชฺชภีรุโน ภวิสฺสาม วชฺชภยทสฺสาวิโนติ เอวํ หิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ วชฺชภีรุโน ภิกฺขเว วชฺชภยทสฺสาวิโน เอตํ ปาฏิกงฺขํ ยํ ปริมุจฺจิสฺสติ สพฺพวชฺเชหีติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ - สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๒ อย่างนี้โทษ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ โทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ๑ โทษที่เป็นไปในภพหน้า ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โทษที่เป็นไปในปัจจุบันเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เห็นโจรผู้ประพฤติความชั่ว พระราชาจับได้แล้ว รับสั่งให้ทำกรรมกรณ์นานาชนิด คือเฆี่ยนด้วยหวายบ้าง เฆี่ยนด้วยเชือกบ้าง ทุบด้วยไม้ตะบองบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง ตัดหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งหูทั้งจมูกบ้าง ทำให้เป็นภาชนะสำหรับใส่น้ำส้มผะอูมบ้าง ทำให้เลี่ยนเหมือนสังข์บ้าง ทำให้มีหน้าเหมือนราหูบ้าง ทำให้มีพวงดอกไม้ไฟบ้าง ทำให้มีมือมีไฟลุกโชติช่วงบ้าง ทำให้มีเกลียวหนังเนื้อทรายบ้าง ทำให้นุ่งผ้าขี้ริ้วบ้าง ทำให้เป็นเลียงผาบ้าง ทำให้มีเนื้อเหมือนเป็ดบ้าง ทำให้เป็นกหาปณะบ้าง ทำให้รับน้ำด่างบ้าง ทำให้หมุนเหมือนกลอนเหล็กบ้าง ทำให้เป็นตั่งทำด้วยฟางบ้าง เอาน้ำมันร้อนๆ ราดบ้าง ให้สุนัขกัดบ้าง แม้ยังมีชีวิตอยู่ก็ให้นอนบนหลาวบ้าง เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง เขามีความคิดเห็นเช่นนี้ว่า เพราะบาปกรรมเช่นใดเป็นเหตุ โจรผู้ทำความชั่วจึงถูกพระราชาจับแล้วทำกรรมกรณ์นานาชนิด คือ เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ฯลฯ เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง ก็ถ้าเรานี้แหละ จะพึงทำบาปกรรมเช่นนั้น ก็พึงถูกพระราชาจับแล้วทำกรรมกรณ์นานาชนิด คือ เอาหวายเฆี่ยนบ้าง ฯลฯ เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง ดังนี้เขากลัวต่อโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ไม่เที่ยวแย่งชิงเครื่องบรรณาการของคนอื่นดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โทษที่เป็นไปในภพหน้าเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ สำเหนียกดังนี้ว่า วิบากอันเลวทรามของกายทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ วิบากอันเลวทรามของวจีทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ วิบากอันเลวทรามของมโนทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ ก็ถ้าเราจะพึงประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ทุจริตบางข้อนั้น พึงเป็นเหตุให้เรา เมื่อแตกกายตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดังนี้ เขากลัวต่อโทษที่เป็นไปในภพหน้าจึงละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ละมโนทุจริตเจริญมโนสุจริต บริหารตนให้สะอาด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโทษเป็นไปในภพหน้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราจักกลัวต่อโทษที่เป็นไปในปัจจุบันจักกลัวต่อโทษเป็นไปในภพหน้า จักเป็นคนขลาดต่อโทษ มีปรกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุเป็นเครื่องหลุดพ้นจากโทษทั้งมวลอันบุคคลผู้ขลาดต่อโทษ มีปรกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัวจะพึงหวังได้ ฯ

ข้อ ๒๔๘

๒ เทฺวมานิ ภิกฺขเว ปธานานิ ทุรภิสมฺภวานิ โลกสฺมึ กตมานิ เทฺว ยญฺจ คิหีนํ อคารํ อชฺฌาวสตํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานุปฺปาทนตฺถํ ปธานํ ยญฺจ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตานํ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺคตฺถํ ปธานํ อิมานิ โข ภิกฺขเว เทฺว ปธานานิ ทุรภิสมฺภวานิ โลกสฺมึ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิเมสํ ทฺวินฺนํ ปธานานํ ยทิทํ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺคตฺถํ ปธานํ ฯ ตสฺมา ติห ภิกฺขว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺคตฺถํ ปธานํ ปทหิสฺสามาติ เอวํ หิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในโลกมีความเพียรซึ่งเกิดได้ยาก ๒ อย่าง๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเพียรเพื่อทำให้เกิดจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ๑ ความเพียรเพื่อสละคืนอุปธิทั้งปวง ของผู้ที่ออกบวชเป็นบรรพชิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในโลกมีความเพียรซึ่งเกิดได้ยาก ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความเพียร ๒ อย่างนี้ความเพียรเพื่อสละคืนอุปธิทั้งปวงเป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเริ่มตั้งความเพียรเพื่อสละคืนอุปธิทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๒๔๙

๓ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา ตปนียา กตเม เทฺว อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส กายทุจฺจริตํ กตํ โหติ อกตํ โหติ กายสุจริตํ วจีทุจฺจริตํ กตํ โหติ อกตํ โหติ วจีสุจริตํ มโนทุจฺจริตํ กตํ โหติ อกตํ โหติ มโนสุจริตํ โส กายทุจฺจริตํ เม กตนฺติ ตปฺปติ อกตํ เม กายสุจริตนฺติ ตปฺปติ วจีทุจฺจริตํ เม กตนฺติ ตปฺปติ อกตํ เม วจีสุจริตนฺติ ตปฺปติ มโนทุจฺจริตํ เม กตนฺติ ตปฺปติ อกตํ เม มโนสุจริตนฺติ ตปฺปติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา ตปนียาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่าง๒ อย่างเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำแต่กายทุจริต มิได้ทำกายสุจริตทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริต ทำแต่มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต เขาเดือดร้อนอยู่ว่า เรากระทำแต่กายทุจริต มิได้ทำกายสุจริต ทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริตทำแต่มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๒๕๐

๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา อตปนียา กตเม เทฺว อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส กายสุจริตํ กตํ โหติ อกตํ โหติ กายทุจฺจริตํ วจีสุจริตํ กตํ โหติ อกตํ โหติ วจีทุจฺจริตํ มโนสุจริตํ กตํ โหติ อกตํ โหติ มโนทุจฺจริตํ โส กายสุจริตํ เม กตนฺติ น ตปฺปติ อกตํ เม กายทุจฺจริตนฺติ น ตปฺปติ วจีสุจริตํ เม กตนฺติ น ตปฺปติ อกตํ เม วจีทุจฺจริตนฺติ น ตปฺปติ มโนสุจริตํ เม กตนฺติ น ตปฺปติ อกตํ เม มโนทุจฺจริตนฺติ น ตปฺปติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา อตปนียาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่าง๒ อย่างเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำแต่กายสุจริต มิได้ทำกายทุจริตทำแต่วจีสุจริต มิได้ทำวจีทุจริต ทำแต่มโนสุจริต มิได้ทำมโนทุจริต เขาไม่เดือดร้อนว่า เรากระทำแต่กายทุจริต มิได้ทำกายสุจริต ทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริต ทำแต่มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๒๕๑

๕ ทฺวินฺนาหํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ อุปญฺญาสึ ยา จ อสนฺตุฏฺฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ยา จ อปฺปฏิวาณิตา ปธานสฺมึ ฯ อปฺปฏิวาณํ สุทาหํ ภิกฺขเว ปทหามิ กามํ ตโจ นหารุ จ อฏฺฐิ จ อวสิสฺสตุ สรีเร อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ยนฺตํ ปุริสตฺถาเมน ปุริสวิริเยน ปุริสปรกฺกเมน ปตฺตพฺพํ น ตํ อปาปุณิตฺวา วิริยสฺส สณฺฐานํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว อปฺปมาทาธิคตา โพธิ อปฺปมาทาธิคโต อนุตฺตโร โยคกฺเขโม ฯ {๒๕๑.๑} ตุเมฺห เจปิ ภิกฺขเว อปฺปฏิวาณํ ปทเหยฺยาถ กามํ ตโจ นหารุ จ อฏฺฐิ จ อวสิสฺสตุ สรีเร อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ยนฺตํ ปุริสตฺถาเมน ปุริสวิริเยน ปุริสปรกฺกเมน ปตฺตพฺพํ น ตํ อปาปุณิตฺวา วิริยสฺส สณฺฐานํ ภวิสฺสตีติ ตุเมฺหปิ ภิกฺขเว น จิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถ ฯ ตสฺมา ติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ อปฺปฏิวาณํ ปทหิสฺสาม กามํ ตโจ นหารุ จ อฏฺฐิ จ อวสิสฺสตุ สรีเร อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ยนฺตํ ปุริสตฺถาเมน ปุริสวิริเยน ปุริสปรกฺกเมน ปตฺตพฺพํ น ตํ อปาปุณิตฺวา วิริยสฺส สณฺฐานํ ภวิสฺสตีติ เอวํ หิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรารู้ทั่วถึงคุณของธรรม ๒ อย่าง คือ ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรม ๑ ความเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในความเพียร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เราเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนังเอ็น และกระดูก ก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพธิญาณอันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท ธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม อันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้เธอทั้งหลายจะพึงเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็นและกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายก็จักทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้น ด้วยความรู้ยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ต่อกาลไม่นานเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๒๕๒

๖ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว ยา จ สญฺโญชนิเยสุ ธมฺเมสุ อสฺสาทานุปสฺสิตา ยา จ สญฺโญชนิเยสุ ธมฺเมสุ นิพฺพิทานุปสฺสิตา ฯ สญฺโญชนิเยสุ ภิกฺขเว ธมฺเมสุ อสฺสาทานุปสฺสี วิหรนฺโต ราคํ นปฺปชหติ โทสํ นปฺปชหติ โมหํ นปฺปชหติ ราคํ อปฺปหาย โทสํ อปฺปหาย โมหํ อปฺปหาย น ปริมุจฺจติ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ น ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ สญฺโญชนิเยสุ ภิกฺขเว ธมฺเมสุ นิพฺพิทานุปสฺสี วิหรนฺโต ราคํ ปชหติ โทสํ ปชหติ โมหํ ปชหติ ราคํ ปหาย โทสํ ปหาย โมหํ ปหาย ปริมุจฺจติ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือความตามเห็นโดยความพอใจในธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ๑ ความพิจารณาเห็นด้วยอำนาจความหน่ายในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ตามเห็นโดยความพอใจในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ย่อมละราคะไม่ได้ ย่อมละโทสะไม่ได้ ย่อมละโมหะไม่ได้ เรากล่าวว่า บุคคลยังละราคะไม่ได้ ยังละโทสะไม่ได้ ยังละโมหะไม่ได้แล้ว ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้พิจารณาเห็นด้วยอำนาจความหน่ายในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ย่อมละราคะได้ ย่อมละโทสะได้ ย่อมละโมหะได้ เรากล่าวว่า บุคคลละราคะ ละโทสะ ละโมหะได้แล้วย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ย่อมพ้นจากทุกข์ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๒๕๓

๗ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กณฺหา กตเม เทฺว อหิริกญฺจ อโนตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา กณฺหาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายดำ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ อหิริกะ ๑ อโนตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายดำ ๒ อย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๒๕๔

๘ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สุกฺกา กตเม เทฺว หิรี จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา สุกฺกาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้แล ฯ

ข้อ ๒๕๕

๙ เทฺวเม ภิกฺขเว สุกฺกา ธมฺมา โลกํ ปาเลนฺติ กตเม เทฺว หิรี จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว สุกฺกา ธมฺมา โลกํ น ปาเลยฺยุํ นยิธ ปญฺญาเยถ มาตาติ วา มาตุจฺฉาติ วา มาตุลานีติ วา อาจริยภริยาติ วา ครูนํ ทาราติ วา สมฺเภทํ โลโก อคมิสฺส ยถา อเชฬกา กุกฺกุฏสูกรา โสณสิคาลา ฯ ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว อิเม เทฺว สุกฺกา ธมฺมา โลกํ ปาเลนฺติ ตสฺมา ปญฺญายติ มาตาติ วา มาตุจฺฉาติ วา มาตุลานีติ วา อาจริยภริยาติ วา ครูนํ ทาราติ วาติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ย่อมคุ้มครองโลก๒ อย่างเป็นไฉน คือหิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒อย่างนี้แล ถ้าธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ไม่พึงคุ้มครองโลก ใครๆ ในโลกนี้จะไม่พึงบัญญัติ ว่ามารดา ว่าน้า ว่าป้า ว่าภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครู โลกจักถึงความสำส่อนกัน เหมือนกับพวกแพะ พวกแกะ พวกไก่ พวกหมูพวกสุนัขบ้าน และพวกสุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ยังคุ้มครองโลกอยู่ ฉะนั้น โลกจึงบัญญัติคำว่ามารดา ว่าน้าว่าป้า ว่าภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครูอยู่ ฯ

ข้อ ๒๕๖

๑๐ เทฺวมา ภิกฺขเว วสฺสูปนายิกา กตมา เทฺว ปุริมิกา จ ปจฺฉิมิกา จ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว วสฺสูปนายิกาติ ฯ กมฺมกรณวคฺโค ปฐโม ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วัสสูปนายิกา ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉนคือ วัสสูปนายิกาต้น ๑ วัสสูปนายิกาหลัง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วัสสูปนายิกา ๒อย่างนี้แล ฯ จบกัมมกรณวรรคที่ ๑

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปฐมปัณณาสก์ ๑. กัมมกรณวรรค ๑. วัชชสูตร พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต __________________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. ปฐมปัณณาสก์ ๑. กัมมกรณวรรค หมวดว่าด้วยวิธีการลงโทษ ๑. วัชชสูตร ว่าด้วยโทษ

ข้อ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย โทษ ๒ ประการนี้ โทษ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. โทษที่ให้ผลในภพนี้ ๒. โทษที่ให้ผลในภพหน้า โทษที่ให้ผลในภพนี้ เป็นอย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. กัมมกรณวรรค ๑. วัชชสูตร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เห็นพระราชารับสั่งให้จับโจรผู้มักประพฤติชั่วแล้วให้ลงโทษทัณฑ์นานาชนิด คือ เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ตีด้วยไม้ตะบองบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือและเท้าบ้าง ตัดหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งหูและจมูกบ้าง ทำให้เป็นภาชนะสำหรับรองหม้อน้ำข้าวบ้าง ทำให้เกลี้ยงเกลาเหมือนสังข์บ้าง ทำให้มีปากเหมือนปากราหูบ้าง ทำให้มีพวงมาลัยไฟบ้าง ทำให้มือมีไฟลุกโชติช่วงบ้าง ทำให้เป็นเกลียวหนังเนื้อทรายบ้าง ทำให้นุ่งหนังตนเองเหมือนนุ่งผ้าขี้ริ้วบ้าง ทำให้ยืนกวางบ้าง ทำให้เหมือนเนื้อติดเบ็ดบ้าง ทำให้เป็นชิ้นเท่ากหาปณะบ้างทำให้เป็นที่รับน้ำด่างบ้าง ทำให้หมุนเหมือนกลอนเหล็กบ้าง ทำให้เป็นตั่งที่ทำด้วยฟางบ้าง ราดด้วยน้ำมันร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินบ้าง ให้นอนหงายบนหลาวทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่บ้าง ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง เขามีความคิดอย่างนี้ว่า “เพราะกรรมชั่วเช่นใดเป็นเหตุ พระราชารับสั่งให้จับโจรผู้มักประพฤติชั่ว แล้วให้ลงโทษทัณฑ์นานาชนิด คือ เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ฯลฯ ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง ก็ถ้าเราเองพึงทำกรรมชั่วเช่นนั้น พระราชาพึงรับสั่งให้จับเราแล้วให้ลงโทษทัณฑ์นานาชนิดอย่างนี้ คือ เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ฯลฯ ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง” เขากลัวโทษที่ให้ผลในภพนี้ ไม่เที่ยวแย่งชิงสิ่งของของคนอื่นๆ นี้เรียกว่าโทษที่ให้ผลในภพนี้ โทษที่ให้ผลในภพหน้า เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เห็นประจักษ์ดังนี้ว่า “ผลของกายทุจริตเป็นผลที่เลวทราม เป็นทุกข์ ซึ่งบุคคลจะต้องได้รับในภพหน้าแน่นอน ผลของวจีทุจริตเป็นผลที่เลวทราม เป็นทุกข์ ซึ่งบุคคลจะต้องได้รับในภพหน้าแน่นอน ผลของมโนทุจริตเป็นผลที่เลวทราม เป็นทุกข์ ซึ่งบุคคลจะต้องได้รับในภพหน้าแน่นอน ก็ถ้าเราพึงประพฤติชั่วทางกาย ประพฤติชั่วทางวาจา ประพฤติชั่วทางใจ ความชั่วบางอย่างนั้นพึงเป็นเหตุให้เราหลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก” เขากลัวโทษที่ให้ผลในภพหน้า จึงละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต ละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริตละมโนทุจริต บำเพ็ญมโนสุจริต บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เรียกว่า โทษที่ให้ผลในภพหน้า ภิกษุทั้งหลาย โทษ ๒ ประการนี้แล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๘}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. กัมมกรณวรรค ๒. ปธานสูตร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักกลัวโทษที่ให้ผลในภพนี้ จักกลัวโทษที่ให้ผลในภพหน้า จักเป็นคนขลาดต่อโทษ มีปกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล บุคคลผู้ขลาดต่อโทษมีปกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว พึงหวังเหตุแห่งความหลุดพ้นจากโทษทั้งมวลได้ วัชชสูตรที่ ๑ จบ ๒. ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรที่เกิดได้ยาก

ข้อ

ภิกษุทั้งหลาย ความเพียรที่เกิดได้ยากในโลก ๒ ประการนี้ ความเพียร ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความเพียรของพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเพื่อทำให้เกิดเครื่อง นุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ๒. ความเพียรของผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเพื่อสละทิ้ง อุปธิ ทั้งปวง ความเพียรที่เกิดได้ยากในโลก ๒ ประการนี้แล บรรดาความเพียร ๒ ประการนี้ ความเพียรเพื่อสละทิ้งอุปธิทั้งปวงเป็นธรรมยอดเยี่ยม เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักเริ่มตั้งความเพียรเพื่อสละทิ้งอุปธิทั้งปวง ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ปธานสูตรที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ เหตุแห่งความหลุดพ้นจากโทษ ในที่นี้หมายถึงมรรค ๔ ผล ๔ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑/๔)@ อุปธิ หมายถึงเบญจขันธ์ กิเลส และอภิสังขาร (องฺ.ทุก.อ. ๒/๒/๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๕๙}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. กัมมกรณวรรค ๔. อตปนียสูตร ๓. ตปนียสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน

ข้อ

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน ๒ ประการนี้ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. ทำแต่กายทุจริต ๒. ไม่ได้ทำกายสุจริต ๑. ทำแต่วจีทุจริต ๒. ไม่ได้ทำวจีสุจริต ๑. ทำแต่มโนทุจริต ๒. ไม่ได้ทำมโนสุจริต เขาเดือดร้อนอยู่ว่า “เราทำแต่กายทุจริต ไม่ได้ทำกายสุจริต ทำแต่วจีทุจริตไม่ได้ทำวจีสุจริต ทำแต่มโนทุจริต ไม่ได้ทำมโนสุจริต” ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน ๒ ประการนี้แลตปนียสูตรที่ ๓ จบ ๔. อตปนียสูตร ว่าด้วยธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน

ข้อ

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน ๒ ประการนี้ ธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. ทำแต่กายสุจริต ๒. ไม่ได้ทำกายทุจริต ๑. ทำแต่วจีสุจริต ๒. ไม่ได้ทำวจีทุจริต ๑. ทำแต่มโนสุจริต ๒. ไม่ได้ทำมโนทุจริต เขาย่อมไม่เดือดร้อนอยู่ว่า “เราทำแต่กายสุจริต ไม่ได้ทำกายทุจริต ทำแต่วจีสุจริต ไม่ได้ทำวจีทุจริต ทำแต่มโนสุจริต ไม่ได้ทำมโนทุจริต” ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน ๒ ประการนี้แล อตปนียสูตรที่ ๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๖๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. กัมมกรณวรรค ๕. อุปัญญาตสูตร ๕. อุปัญญาตสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้ทรงรู้สัพพัญญุตญาณ

ข้อ

ภิกษุทั้งหลาย เรารู้ทั่วถึงธรรม ๒ ประการ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความไม่สันโดษเพียงแค่กุศลธรรมทั้งหลาย ๒. ความไม่ท้อถอยในการบำเพ็ญเพียร ภิกษุทั้งหลาย เราเริ่มตั้งความเพียรไม่ย่อหย่อนว่า “จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็นและกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่พึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้วจักไม่หยุดความเพียร” สัมโพธิญาณนั้นเราบรรลุได้ด้วยความไม่ประมาท ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะที่ยอดเยี่ยม เราก็บรรลุได้ด้วยความไม่ประมาท แม้ถ้าเธอทั้งหลายพึงตั้งความเพียรไม่ย่อหย่อนว่า “จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่พึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียร” ไม่นานนักก็จักทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ที่กุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบันแน่แท้ เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักเริ่มตั้งความเพียรไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่พึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียร” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล อุปัญญาตสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะที่ยอดเยี่ยม หมายถึงอรหัตตผลหรือนิพพาน (องฺ.ทุก.อ. ๒/๕/๗)@ ประโยชน์ยอดเยี่ยม ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผลหรืออริยผลอันเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๕/๗, ม.ม.อ. ๒/๘๒/๘๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๖๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. กัมมกรณวรรค ๗. กัณหสูตร ๖. สัญโญชนสูตร ว่าด้วยกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์

ข้อ

ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการนี้ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การเห็นธรรมที่เป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์โดยความพอใจ ๒. การเห็นธรรมที่เป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์โดยความเบื่อหน่าย บุคคลผู้เห็นธรรมที่เป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์โดยความพอใจอยู่ย่อมละราคะ โทสะและโมหะไม่ได้ เรากล่าวว่า “บุคคลยังละราคะ โทสะ และโมหะไม่ได้ ย่อมไม่พ้นจากชาติ(ความเกิด) ชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) อุปายาส(ความคับแค้นใจ) และย่อมไม่พ้นจากทุกข์” บุคคลผู้เห็นธรรมที่เป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์โดยความเบื่อหน่ายอยู่ย่อมละราคะโทสะ และโมหะได้ เรากล่าวว่า “บุคคลละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว ย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส และย่อมพ้นจากทุกข์” ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการนี้แล สัญโญชนสูตรที่ ๖ จบ ๗. กัณหสูตร ว่าด้วยธรรมฝ่ายดำ

ข้อ

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายดำ ๒ ประการนี้ ธรรมฝ่ายดำ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อหิริกะ (ความไม่อายบาป) ๒. อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวบาป) ภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายดำ ๒ ประการนี้แล กัณหสูตรที่ ๗ จบ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงทุกข์ในวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้น (องฺ.ทุก.อ. ๒/๖/๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๖๒}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. กัมมกรณวรรค ๙. จริยสูตร ๘. สุกกสูตร ว่าด้วยธรรมฝ่ายขาว

ข้อ

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการนี้ ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. หิริ (ความอายบาป) ๒. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป) ภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการนี้แลสุกกสูตรที่ ๘ จบ ๙. จริยสูตร ว่าด้วยจริยธรรมคุ้มครองโลก

ข้อ

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการย่อมคุ้มครองโลก ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการนี้แล หากไม่คุ้มครองโลก ชาวโลกไม่พึงบัญญัติว่า “มารดา น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์ หรือภรรยาของครู” โลกจักถึงความสำส่อนกันเหมือนพวกแพะ แกะ ไก่ หมู สุนัขบ้าน และสุนัขจิ้งจอกฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะเหตุที่ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการนี้คุ้มครองโลก ฉะนั้นชาวโลกจึงบัญญัติคำว่า “มารดา น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์ หรือภรรยาของครู”จริยสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ โลก ในที่นี้หมายถึงสัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์ (องฺ.ทุก.ฏีกา ๒/๙/๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๖๓}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. อธิกรณวรรค๑๐. วัสสูปนายิกสูตร ว่าด้วยการเข้าพรรษา

ข้อ ๑๐

ภิกษุทั้งหลาย การเข้าพรรษา ๒ อย่างนี้ การเข้าพรรษา ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. การเข้าพรรษาต้น ๒. การเข้าพรรษาหลัง ภิกษุทั้งหลาย การเข้าพรรษา ๒ อย่างนี้แลวัสสูปนายิกสูตรที่ ๑๐ จบ กัมมกรณวรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. วัชชสูตร ๒. ปธานสูตร ๓. ตปนียสูตร ๔. อตปนียสูตร ๕. อุปัญญาตสูตร ๖. สัญโญชนสูตร ๗. กัณหสูตร ๘. สุกกสูตร ๙. จริยสูตร ๑๐. วัสสูปนายิกสูตร

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

กัมมกรณวรรคที่ ๑ อรรถกถาสูตรที่ ๑

ทุกนิบาต สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า วชฺชานิ แปลว่า โทษ คือความผิด.

บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกํ ได้แก่ มีผลเกิดขึ้นในปัจจุบัน คือในอัตภาพนี้แหละ.

บทว่า สมฺปรายิกํ ได้แก่ มีผลเกิดขึ้นในภายหน้า คือในอัตภาพที่ยังไม่มาถึง.

บทว่า อาคุจารึ ได้แก่ ผู้กระทำชั่ว คือกระทำความผิด.

บทว่า ราชาโน คเหตฺวา วิวิธา กมฺมกรณา กโรนฺเต ความว่า ราชบุรุษทั้งหลายจับโจรมาลงกรรมกรณ์หลายอย่างต่างวิธี แต่ชื่อว่า พระราชาทรงให้ราชบุรุษลงกรรมกรณ์เหล่านั้น. บุคคลนี้เห็นโจรนั้นถูกลงกรรมกรณ์อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปสฺสติ โจรํ อาคุจารึ ราชาโน คเหตฺวา วิวิธา ภมฺมกรณา กโรนฺเต ดังนี้.

บทว่า อฑฺฒทณฺฑเกหิ ความว่า ด้วยไม้ตะบอง หรือด้วยท่อนไม้ที่เอาไม้ยาว ๔ ศอกมาตัดเป็น ๒ ท่อน ใส่ด้ามสำหรับถือไว้เพื่อประหาร.

บทว่า ทวิลงฺคถาลิกํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์วิธีทำให้เป็นหม้อเคี่ยวน้ำส้ม.

เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น เปิดกะโหลกศีรษะแล้วเอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใส่เข้าในกะโหลกศีรษะนั้น ด้วยเหตุนั้น มันสมองในศีรษะเดือดล้นออก.

บทว่า สงฺขมุณฺฑิกํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์วิธีขอดสังข์.

เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น ตัดหนังศีรษะแต่จอนหูทั้งสองข้างลงมาถึงท้ายทอยแล้วรวบเส้นผมทั้งหมดผูกเป็นขมวด ใช้ไม้สอดบิดยกขึ้นให้หนังเลิกหลุดขึ้นมาพร้อมทั้งผม ต่อแต่นั้นก็ใช้ทรายหยาบขัดกะโหลกศีรษะ ล้างให้เกลี้ยงขาวเหมือนสังข์.

บทว่า ราหุมุขํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์วิธีปากราหู.

เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น ใช้ขอเหล็กเกี่ยวปากให้อ้าขึ้นแล้วจุดไฟในปากนั้น อีกวิธีหนึ่ง ใช้สิ่วตอกแต่จอนหูทั้งสองข้างลงไปทะลุปาก เลือดไหลออกมาเต็มปาก.

บทว่า โชติมาลิกํ ความว่า ใช้ผ้าเก่าชุบน้ำมันพันทั่วทั้งตัว แล้วจุดไฟ.

บทว่า หตฺถปฺปชฺโชติกํ ความว่า ใช้ผ้าเก่าชุบน้ำมันพันมือทั้งสองแล้วจุดไฟ ต่างคบไฟ.

บทว่า เอรกวฏฺฏิกํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์วิธีริ้วส่าย.

เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น เชือดหนังลอกออกเป็นริ้วๆ ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้า แล้วใช้เชือกผูกโจรลากไป โจรเดินเหยียบริ้วหนังของตัวล้มลง.

บทว่า จีรกวาสิกํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์วิธีนุ่งเปลือกไม้.

เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น เชือดหนังเป็นริ้วๆ เหมือนอย่างแรกนั่นแหละแต่ทำเป็น ๒ ตอน แต่ใต้คอลงมาถึงสะเอวตอน ๑ แต่สะเอวถึงข้อเท้าตอน ๑ ริ้วหนังตอนบนคลุมลงมาปิดกายตอนล่างเป็นดังนุ่งเปลือกไม้.

บทว่า เอเณยฺยกํ ได้แก่ ลงกรรมกรณ์วิธียืนกวาง.

เมื่อจะลงกรรมกรณ์วิธีนั้น ใช้ห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสอง และเข่าทั้งสองให้ก้มลงกับดิน สอดหลักเหล็กตอกตรึงไว้ เขาจะยืนอยู่บนดินด้วยหลักเหล็ก ๔ อัน แล้วก่อไฟล้อมลน เขาย่อมเป็นเหมือนกวางถูกไฟไหม้ตาย แม้ในอาคตสถานท่านก็กล่าวดังนี้เหมือนกัน. เมื่อเขาตายแล้ว ถอนหลักออก ให้เขายืน (เป็นสัตว์ ๔ เท้า) อยู่ด้วยปลายกระดูกทั้ง ๔ นั่นเอง.

ชื่อว่าเหตุการณ์เห็นปานนี้ย่อมไม่มี.

บทว่า พฬิสมํสิกํ ความว่า ใช้เบ็ดมีเงี่ยง ๒ ข้าง เกี่ยวหนังเนื้อเอ็นดึงออกมา.

บทว่า กหาปณกํ ความว่า ใช้มีดคมเฉือนสรีระทุกแห่ง ตั้งแต่สะเอวออกเป็นแว่นๆ ขนาดเท่าเหรียญกษาปณ์.

บทว่า ขาราปฏิจฺฉกํ ความว่า สับฟันให้ยับทั่วกายแล้วใช้น้ำแสบราด ขัดถูด้วยแปรงให้หนังเอ็นหลุดออกมาหมด เหลือแต่กระดูก.

บทว่า ปลิฆปริวฏฺฏกํ ความว่า จับนอนตะแคง ใช้หลาวเหล็กตอกตรงช่องหู ทะลุลงไปตรึงแน่นอยู่กับดิน แล้วจับเท้าทั้งสองยกเดินเวียนไป.

บทว่า ปลาลปีฐกํ ความว่า เจ้าหน้าที่ผู้ฉลาดใช้ลูกบดศิลากลิ้งทับตัวให้กระดูกแตกป่น แต่ไม่ให้ผิวหนังขาด แล้วจับผมรวบยกเขย่าๆ ให้เนื้อรวมเข้าเป็นกอง ใช้ผมนั่นเหละพันตะล่อมเข้าวางไว้เหมือนตั่งฟาง.

บทว่า สุนเขหิปิ ขาทาเปนฺเต ความว่า ไม่ให้อาหารสุนัข ๒-๓ วัน แล้วให้ฝูงสุนัขที่หิวจัดกัดกิน เพียงครู่เดียวก็เหลือแต่กระดูก.

บทว่า สูเล อุตฺตาเสนฺเต ได้แก่ ยกขึ้นนอนหงายบนหลาว.

บทว่า น ปเรสํ ปาภตํ วิลุมฺปนฺโต วิจรติ ความว่า เห็นสิ่งของของผู้อื่นมาอยู่ต่อหน้า โดยที่สุดแม้เป็นของที่มีค่าตั้ง ๑,๐๐๐ ตกอยู่ตามถนน ก็มิได้เที่ยวยื้อแย่งเอา ด้วยคิดว่า จักมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งนี้ หรือคิดว่าประโยชน์อะไรด้วยสิ่งนี้ ใช้หลังเท้าเขี่ยไป.

บทว่า ปาปโก แปลว่า เลว ได้แก่เป็นทุกข์ คือไม่น่าปรารถนา.

บทว่า กิญฺจ ตํ ความว่า จะพึงมีเหตุนี้ได้อย่างไร.

บทว่า เยนาหํ ตัดบทว่า เยน อหํ.

บทว่า กายทุจฺจริตํ ได้แก่ กายกรรมที่เป็นอกุศล ๓ อย่างมีปาณาติบาตเป็นต้น.

บทว่า กายสุจริตํ ได้แก่ กุศลกรรม ๓ อย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกายทุจริต.

บทว่า วจีทุจริตํ ได้แก่ วจีกรรมที่เป็นอกุศล ๔ อย่างมีมุสาวาทเป็นต้น.

บทว่า วจีสุจริตํ ได้แก่ กุศลกรรม ๔ อย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อวจีทุจริต.

บทว่า มโนทุจฺจริตํ ได้แก่ มโนกรรมที่เป็นอกุศล ๓ อย่างมีอภิชฌาเป็นต้น.

บทว่า มโนสุจริตํ ได้แก่ กุศลกรรม ๓ อย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมโนทุจริต.

ในคำว่า สุทฺธํ อตฺตานํ ปริหรติ นี้ สุทธิมี ๒ อย่าง คือ ปริยายสุทธิ ๑ นิปปริยายสุทธิ ๑.

จริงอยู่ บุคคลชื่อว่าบริหารตนให้หมดจดโดยปริยาย ด้วยสรณคมน์ ชื่อว่าบริหารตนให้หมดจดโดยปริยาย ด้วยศีล ๕ ด้วยศีล ๑๐ ด้วยจตุปาริสุทธิศีล ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ด้วยโสดาปัตติมรรค ฯลฯ ด้วยอรหัตมรรคเหมือนกัน.

ส่วนผู้ที่ดำรงอยู่ในอรหัตผล เป็นพระขีณาสพ ยังขันธ์ ๕ ซึ่งมีรากขาดแล้ว ให้เป็นไปอยู่บ้าง ให้เคี้ยวกินบ้าง ให้บริโภคบ้าง ให้นั่งบ้าง ให้นอนบ้าง.

พึงทราบว่า บริหาร คือประคับประคองตนให้หมดจด คือหมดมลทินโดยตรงทีเดียว.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะสองอย่างเหล่านี้เป็นโทษทีเดียว มิใช่ไม่เป็นโทษ.

บทว่า วชฺชภีรุโน แปลว่า เป็นผู้ขลาดต่อโทษ.

บทว่า วชฺชภยทสฺสาวิโน แปลว่า เห็นโทษเป็นภัยอยู่เสมอ.

บทว่า เอตํ ปาฏิกงฺขํ ความว่า ข้อนี้จะพึงหวังได้ อธิบายว่า ข้อนี้จะมีแน่.

บทว่า ยํ เป็นเพียงนิบาต อีกอย่างหนึ่งเป็นตติยาวิภัตติ ความว่า เป็นเหตุเครื่องพ้นจากโทษทั้งปวง.

ถามว่า จักพ้นด้วยเหตุไร.

แก้ว่า พ้นด้วยมรรคที่ ๔ ด้วย ด้วยผลที่ ๔ ด้วย. ชื่อว่าพ้นด้วยมรรค เมื่อบรรลุผลแล้ว ชื่อว่าพ้นอย่างหมดจด. ก็อกุศลไม่ให้ผลแก่พระขีณาสพหรือ. ให้ผล. แต่อกุศลนั้น ท่านทำไว้ก่อนแต่ยังไม่เป็นพระขีณาสพ และให้ผลในอัตภาพนี้เท่านั้น ในสัมปรายภพ ผลกรรมไม่มีแก่ท่าน. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑

อรรถกถาสูตรที่ ๒

ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปธานานิ แปลว่า ความเพียร.

จริงอยู่ ความเพียร ท่านเรียกว่าปธานะ เพราะควรตั้งไว้ หรือเพราะทำความพยายาม.

บทว่า ทุรภิสมฺภวานิ ความว่า ยากที่จะบังคับ คือยากที่จะให้เป็นไป. อธิบายว่า ทำได้ยาก.

บทว่า อคารํ อชฺฌาวสตํ แปลว่า อยู่ในเรือน.

ด้วยคำว่า จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานุปฺปาทนตฺถํ ปธานํ ท่านแสดงว่า ชื่อว่าความพยายามเพื่อให้ปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้นเหล่านี้เกิดขึ้น เกิดขึ้นยาก.

ความจริง การที่จะพูดว่า ท่านทั้งหลายจงให้ผ้าเพียง ๔ ศอก หรือภัตตาหารประมาณข้าวสารฟายมือหนึ่ง หรือบรรณศาลาประมาณ ๔ ศอก หรือเภสัชมีเนยใสเนยข้นเป็นต้นเพียงนิดหน่อยดังนี้ก็ดี การนำออกให้ก็ดี ทำได้ยาก เหมือนกองทัพ ๒ ฝ่ายเข้าทำสงครามกัน.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ทานํ จ ยุทฺธํ จ สมานมาหุ

อปฺปาปิ สนฺตา พหุกํ ชิเนนฺติ

อปฺปํปิ เจ สทฺทหาโน ททาติ

เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ.

ทานและการยุทธ์ท่านว่าเสมอกัน สัตบุรุษถึงน้อย

ก็ชนะคนมากได้ ถ้ามีศรัทธา ถึงจะให้น้อย เขา

ย่อมมีความสุขในโลกอื่น ด้วยเหตุนั้นแหละ ดังนี้.

บทว่า อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตานํ ความว่า ออกจากเรือนเข้าบรรพชาอย่างผู้ไม่มีเรือน เว้นกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นที่นำประโยชน์เกื้อกูลมาแก่เรือน คือแก่ผู้ครองเรือน.

บทว่า สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺคตฺตํ ปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาและมรรค เพื่อประโยชน์พระนิพพาน กล่าวคือสลัดออกซึ่งอุปธิ คือขันธ์ กิเลสและอภิสังขาร.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะความเพียร ๒ อย่างนี้เกิดได้ยาก. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒

อรรถกถาสูตรที่ ๓

ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ตปนียา ความว่า ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อนใจ เพราะเหล่าสัตว์ย่อมร้อนใจทั้งในโลกนี้และโลกอื่น.

บทว่า ตปฺปติ ความว่า ย่อมเดือดร้อนโดยเดือดร้อนใจ คือย่อมเศร้าโศก เหมือนนันทยักษ์ เหมือนนันทมาณพ เหมือนนันทโคฆาต เหมือนเทวทัตและเหมือนสองพี่น้อง.

เล่ากันมาว่า พี่น้องสองคนนั้น ฆ่าโคแล้วแบ่งเนื้อเป็นสองส่วน.

ต่อนั้น น้องชายพูดกะพี่ชายว่า ฉันมีเด็กหลายคน พี่ให้ไส้โคเหล่านี้แก่ฉันเถิด. พี่พูดกะน้องว่า เนื้อทั้งหมดเราแบ่งเป็นสองส่วนแล้ว แกจะมาหวังอะไรอีก แล้วตีน้องเสียตาย แต่เมื่อเหลียวดู เห็นน้องตายจึงคิดได้ว่า เราทำกรรมหนักเสียแล้ว. เขาเศร้าโศกมาก. ในที่ยืนก็ตาม ที่นั่งก็ตาม เขานึกถึงแต่กรรมนั้นเท่านั้น ไม่ได้ความสบายใจ. แม้โอชารสที่เขากลืนดื่มและเคี้ยวกินเข้าไปก็ไม่ซาบซ่านในร่างกายของเขา. ร่างกายของเขาจึงเป็นเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น.

ครั้งนั้น พระเถระรูปหนึ่งเห็นเขา จึงถามว่า อุบาสก ท่านก็มีข้าวน้ำเพียงพอ แต่ไฉนจึงเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น ท่านมีกรรมอะไรๆ ที่ทำให้ร้อนใจอยู่หรือ. เขารับว่า มีขอรับ ท่าน แล้วบอกเรื่องทั้งหมด.

พระเถระพูดกะเขาว่า อุบาสก ท่านทำกรรมหนัก ท่านผิดในที่ไม่น่าผิด.

เขาทำกาละแล้วบังเกิดในนรกด้วยกรรมนั้นเอง.

คนที่ร้อนใจเพราะวจีทุจริต เช่นสุปปพุทธศากยะ พระโกกาลิกะและนางจิญจมาณวิกาเป็นต้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓

อรรถกถาสูตรที่ ๔

คำที่เหลือในสูตรที่ ๔ นี้ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔

อรรถกถาสูตรที่ ๕

ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ทฺวินฺนาหํ ตัดบทเป็น ทฺวินฺนํ อหํ.

บทว่า อุปญฺญาสึ ความว่า ได้เข้าไปรู้คือทราบคุณ. อธิบายว่า แทงตลอด.

บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ยา จ อสนฺตุฏฺฐิตา เป็นต้น. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยธรรม ๒ นี้ บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงอานุภาพของธรรม ๒ อย่างนั้น จึงตรัสอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อสนฺตุฏฺฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ นี้ แสดงความดังนี้ว่า เราไม่สันโดษด้วยเพียงฌานนิมิตหรือ ด้วยเพียงโอภาสนิมิต ยังอรหัตมรรคให้เกิดขึ้นได้ คือเราไม่สันโดษชั่วเวลาที่อรหัตมรรคยังไม่เกิดขึ้น. และเราไม่ท้อถอยในความเพียรตั้งอยู่โดยไม่ย่อหย่อนเลย ได้กระทำความเพียร เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความดังกล่าวนี้ จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ยา จ อปฺปฏิวาณิตา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปฏิวาณิตา แปลว่า ความไม่ก้าวกลับ คือไม่ย่อหย่อน.

บทว่า สุทํ ในคำนี้ว่า อปฺปฏิวาณํ สุทาหํ ภิกฺขเว ปทหาสึ เป็นเพียงนิบาต ในข้อนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตั้งอยู่ในความไม่ย่อหย่อน ปรารถนาเป็นพระสัพพัญญู ได้กระทำความเพียรเมื่อยังเป็นโพธิสัตว์. บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงวิธีกระทำความเพียร จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า กามํ ตโจ จ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ยนฺตํ นี้ ทรงแสดงคุณชาตที่จะพึงบรรลุ.

ในบทว่า ปุริสถาเมน เป็นต้น ตรัสถึงพลังที่ให้เกิดญาณ ความเพียรที่ให้เกิดญาณ ความบากบั่นที่ให้เกิดญาณของตน.

บทว่า สณฺฐานํ ได้แก่ อยู่ คือไม่เป็นไปย่อหย่อน. อธิบายว่า ระงับ. ด้วยพระพุทธพจน์เพียงเท่านี้ ชื่อว่าพระองค์ตรัสความตั้งใจมั่นในการบำเพ็ญเพียรซึ่งประกอบด้วยองค์ ๔.

แลในที่นี้ บทว่า กามํ ตโจ เป็นองค์หนึ่ง. บทว่า นหารุ จ เป็นองค์หนึ่ง.

บทว่า อฏฺฐิ จ เป็นองค์หนึ่ง. บทว่า มํสโลหิตํ เป็นองค์หนึ่ง. องค์ ๔ เหล่านี้เป็นชื่อของความเพียรอย่างยิ่งยวด มีบทว่า ปุริสถาเมน เป็นต้น. ความเพียรที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ข้างต้นด้วยประการฉะนี้ ตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าการตั้งความบำเพ็ญเพียรซึ่งประกอบด้วยองค์ ๔. ด้วยพระพุทธพจน์เพียงเท่านี้ เป็นอันพระองค์ตรัสอาคมนียปฏิปทาของพระองค์ ณ โพธิบัลลังก์.

บัดนี้ เพื่อจะตรัสคุณที่พระองค์ได้มาด้วยปฏิปทานั้น จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า อปฺปมาทาธิคตา ความว่า ได้แล้วด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือความไม่อยู่ปราศจากสติ.

บทว่า โพธิ ได้แก่ จตุมรรคญาณและสัพพัญญุตญาณ.

ด้วยว่า ผู้ที่มัวเมาประมาทไม่อาจบรรลุจตุมรรคญาณและสัพพัญญุตญาณนั้นได้ เพราะเหตุดังนี้นั้น พระองค์จึงตรัสว่า อปฺปมาทาธิคตา โพธิ ดังนี้.

บทว่า อนุตฺตโร โยคกฺเขโม ความว่า มิใช่แต่ปัญญาเครื่องตรัสรู้อย่างเดียวเท่านั้น แม้ธรรมอันปลอดจากเครื่องผูกอันยอดเยี่ยม กล่าวคืออรหัตผล นิพพาน เราก็ได้บรรลุด้วยความไม่ประมาทนั่นแล. บัดนี้ เมื่อจะทรงให้ภิกษุสงฆ์ยึดถือในคุณที่พระองค์ได้มา จึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ตุมฺเห เจปิ ภิกฺขเว เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺสตฺถาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ผลอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันใด. อธิบายว่า เป็นผู้ใคร่เพื่อจะเข้าถึงผลอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันใดอยู่.

บทว่า ตทนุตฺตรํ ได้แก่ ผลอันยอดเยี่ยมนั้น.

บทว่า พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่ อริยผลซึ่งเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์.

บทว่า อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ความว่า ทำให้ประจักษ์ด้วยปัญญาอันยิ่ง คือด้วยปัญญาอันสูงสุด.

บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถ ความว่า จักได้เฉพาะคือบรรลุอยู่.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะธรรมดาความเพียรอย่างไม่ท้อถอยนี้ มีอุปการะมาก ให้สำเร็จประโยชน์แล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๕

อรรถกถาสูตรที่ ๖

ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สญฺโญชนิเยสุ ธมฺเมสุ ความว่า ในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ๑๐.

บทว่า อสฺสาทานุปสฺสิตา ความว่า ความเห็น คือภาวะที่เห็น โดยความเป็นอัสสาทะน่ายินดี.

บทว่า นิพฺพิทานุปสฺสิตา ความว่า ความเห็นด้วยอำนาจความเบื่อหน่าย คือด้วยอำนาจความเอือมระอา.

บทว่า ชาติยา ได้แก่ จากความเกิดแห่งขันธ์.

บทว่า ชราย ได้แก่ จากความแก่แห่งขันธ์.

บทว่า มรเณน ได้แก่ จากความแตกแห่งขันธ์.

บทว่า โสเกหิ ได้แก่ จากความโศกซึ่งมีลักษณะเกรียมภายใน.

บทว่า ปริเทเวหิ ได้แก่ จากความคร่ำครวญซึ่งมีลักษณะรำพันอาศัยความโศกนั้น.

บทว่า ทุกฺเขหิ ได้แก่ จากทุกข์ที่บีบคั้นกาย.

บทว่า โทมนสฺเสหิ ได้แก่ จากโทมนัสที่บีบคั้นใจ.

บทว่า อุปายาเสหิ ได้แก่ จากความคับแค้นซึ่งมีลักษณะคับใจอย่างยิ่ง.

บทว่า ทุกฺขสฺมา ได้แก่ จากทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น.

บทว่า ปชหติ ได้แก่ ย่อมละได้ด้วยมรรค.

ในบทว่า ปหาย นี้ ตรัสขณะแห่งผล.

ในสูตรนี้ ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖

อรรถกถาสูตรที่ ๗

ในสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า กณฺหา ความว่า มิใช่เป็นธรรมฝ่ายดำ เพราะมีสีดำ แต่น้อมไปเพื่อความเป็นธรรมดำ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเป็นธรรมฝ่ายดำ เพราะเป็นธรรมฝ่ายดำโดยผลสำเร็จ.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยกิจคือหน้าที่ของตน อกุศลธรรมทั้งหมดเป็นธรรมฝ่ายดำทั้งนั้น ด้วยว่าจิตย่อมผ่องใสไม่ได้ เพราะอกุศลธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น.

บทว่า อหิริกํ แปลว่า ไม่มีความละอาย.

บทว่า อโนตฺตปฺปํ แปลว่า ไม่มีความเกรงกลัว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗

อรรถกถาสูตรที่ ๘

ในสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สุกฺกา ความว่า มิใช่เป็นธรรมฝ่ายขาว เพราะมีสีขาว แต่น้อมไปเพื่อเป็นธรรมฝ่ายขาว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าธรรมฝ่ายขาว เพราะเป็นธรรมฝ่ายขาวโดยผลสำเร็จ.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยกิจคือหน้าที่ของตน กุศลธรรมทั้งหมดเป็นธรรมฝ่ายขาวทั้งนั้น ด้วยว่าจิตย่อมผ่องใส เพราะกุศลธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น.

ในคำว่า หิรี จ โอตฺตปฺปญฺจ นี้ หิริมีลักษณะรังเกียจบาป โอตตัปปะมีลักษณะกลัวบาป.

อนึ่ง คำที่ควรจะกล่าวโดยพิสดารในที่นี้นั้น ได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคทั้งนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘

อรรถกถาสูตรที่ ๙

ในสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า โลกํ ปาเลนฺติ ความว่า ย่อมดำรงโลกไว้ คือให้อยู่ ได้แก่รักษาไว้.

บทว่า นยิธ ปญฺญาเยถ มาตา ความว่า มารดาผู้ให้กำเนิดในโลกนี้ จะไม่พึงปรากฏเป็นที่เคารพนับถือว่า หญิงผู้นี้เป็นมารดาของเรา

แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า สมฺเภทํ ได้แก่ ความระคนกัน หรือความไม่มีขอบเขต.

ในคำว่า ยถา อเชฬกา เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า ด้วยว่าสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่สำนึกด้วยความเคารพนับถือว่าหญิงผู้นี้เป็นมารดาของเรา หรือว่าเป็นป้าของเรา ย่อมปฏิบัติผิดในวัตถุที่ตนได้อาศัยเกิดขึ้นนั่นเอง ฉะนั้น เมื่อทรงเปรียบเทียบจึงตรัสพระพุทธพจน์ว่า ยถา อเชฬกา เป็นต้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๙

อรรถกถาสูตรที่ ๑๐

ในสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

สูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพราะมีเหตุให้เกิดเรื่อง อะไรเป็นเหตุให้เกิดเรื่อง การโพนทะนาของพวกมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดเรื่อง.

เรื่องมีว่า ๒๐ พรรษาตอนปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติวันเข้าพรรษา ภิกษุทั้งหลายไม่มีความผูกพันเรื่องพรรษา จาริกไปตามสบายทั้งในฤดูร้อน ทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูฝน.

พวกมนุษย์เห็นดังนั้นพากันโพนทะนากล่าวคำเป็นต้นว่า ทำไม พระสมณะศากยบุตรถึงได้จาริกกันทั้งหน้าหนาวทั้งหน้าร้อนทั้งหน้าฝน เหยียบย่ำหญ้าระบัด เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ทำสัตว์เล็กๆ มากมายให้ลำบาก ถึงพวกอัญญเดียรถีย์ที่กล่าวธรรมไม่ดีไม่ชอบเหล่านี้ ก็ยังหยุดพักหลบฝน นกทั้งหลายยังทำรังที่ปลายต้นไม้หยุดพักหลบฝน ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกเรื่องนั้นเป็นเหตุ ทรงแสดงสูตรนี้ ตรัสพระพุทธดำรัสเป็นปฐมเพียงเท่านี้ก่อนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เข้าจำพรรษา ดังนี้.

ต่อมาทรงทราบว่าพวกภิกษุเกิดวิตกกันว่า ควรเข้าจำพรรษาเมื่อไร จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เข้าจำพรรษาในฤดูฝน.

ต่อมาภิกษุทั้งหลายสงสัยกันว่า วันเข้าพรรษามีกี่วัน พากันกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบดังนั้น เมื่อทรงแสดงสูตรนี้ทั้งสิ้น จึงตรัสพระพุทธดำรัสเป็นต้นว่า เทฺวมา ภิกฺขเว ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสูปนายิกา แปลว่า วันเข้าพรรษา.

บทว่า ปุริมิกา ความว่า เมื่อถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ พึงเข้าพรรษา ๓ เดือนแรกมีวันเพ็ญเดือน ๑๑ เป็นที่สุด.

บทว่า ปจฺฉิมิกา ความว่า เมื่อเดือน ๘ ล่วงไป พึงเข้าพรรษา ๓ เดือนหลังมีวันเพ็ญเดือน ๑๒ เป็นที่สุด.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบกัมมกรณวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา