ปริสวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
๔๑ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว อุตฺตานา จ ปริสา คมฺภีรา จ ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อุตฺตานา ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู อุทฺธตา โหนฺติ อุนฺนฬา จปลา มุขรา วิกิณฺณวาจา มุฏฺฐสฺสตี อสมฺปชานา อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา ปากตินฺทฺริยา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อุตฺตานา ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว คมฺภีรา ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู อนุทฺธตา โหนฺติ อนุนฺนฬา อจปลา อมุขรา อวิกิณฺณวาจา อุปฏฺฐิตสฺสตี สมฺปชานา สมาหิตา เอกคฺคจิตฺตา สํวุตินฺทฺริยา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว คมฺภีรา ปริสา ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ คมฺภีรา ปริสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือบริษัทตื้น ๑ บริษัทลึก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทตื้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีภิกษุฟุ้งซ่านเชิดตัว มีจิตกวัดแกว่ง ปากกล้าพูดจาอื้อฉาว หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น คิดจะสึก ไม่สำรวมอินทรีย์ บริษัทเช่นนี้เรียกว่าบริษัทตื้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทลึกเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีภิกษุไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เชิดตัว มีจิตไม่กวัดแกว่ง ปากไม่กล้า ไม่พูดจาอื้อฉาว ดำรงสติมั่น มีสัมปชัญญะ มีใจตั้งมั่น มีจิตเป็นเอกัคคตา สำรวมอินทรีย์ บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทลึก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทลึกเป็นเลิศ ฯ
๔๒ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว วคฺคา จ ปริสา สมคฺคา จ ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว วคฺคา ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว วคฺคา ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว สมคฺคา ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู สมคฺคา สมฺโมทมานา อวิวทมานา ขีโรทกีภูตา อญฺญมญฺญํ ปิยจกฺขูหิ สมฺปสฺสนฺตา วิหรนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมคฺคา ปริสา ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ สมคฺคา ปริสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือบริษัทที่แยกออกเป็นพวก ๑ บริษัทที่สามัคคีกัน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่แยกออกเป็นพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีภิกษุหมายมั่นทะเลาะวิวาทกัน ต่างเอาหอก คือปากทิ่มแทงกันและกันอยู่ บริษัทเช่นนี้เรียกว่าบริษัทที่แยกกันเป็นพวก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่สามัคคีกันเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีภิกษุพร้อมเพรียงกัน ชื่นชมกันไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ ต่างมองดูกันและกันด้วยนัยน์ตาเป็นที่รักอยู่บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทที่สามัคคีกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่สามัคคีกันเป็นเลิศ ฯ
๔๓ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว อนคฺควตี จ ปริสา อคฺควตี จ ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อนคฺควตี ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ เถรา ภิกฺขู พาหุลฺลิกา โหนฺติ สาถลิกา โวกฺกมเน ปุพฺพงฺคมา ปวิเวเก นิกฺขิตฺตธุรา น วิริยํ อารภนฺติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย เตสํ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ สาปิ โหติ พาหุลฺลิกา สาถลิกา โวกฺกมเน ปุพฺพงฺคมา ปวิเวเก นิกฺขิตฺตธุรา น วิริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนคฺควตี ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อคฺควตี ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ เถรา ภิกฺขู น พาหุลฺลิกา โหนฺติ น สาถลิกา โวกฺกมเน นิกฺขิตฺตธุรา ปวิเวเก ปุพฺพงฺคมา วิริยํ อารภนฺติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย เตสํ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ สาปิ โหติ น พาหุลฺลิกา น สาถลิกา โวกฺกมเน นิกฺขิตฺตธุรา ปวิเวเก ปุพฺพงฺคมา วิริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อคฺควตี ปริสา ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ อคฺควตี ปริสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ บริษัทที่ไม่มีอัครบุคคล ๑ บริษัทที่มีอัครบุคคล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่ไม่มีอัครบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีพวกภิกษุเถระเป็นคนมักมาก เป็นคนย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในการก้าวไปสู่ทางต่ำ ทอดทิ้งธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง ประชุมชนภายหลังต่างถือเอาภิกษุเถระเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง ถึงประชุมชนนั้นก็เป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในการก้าวไปสู่ทางต่ำ ทอดทิ้งธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทไม่มีอัครบุคคลดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่มีอัครบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีพวกภิกษุเถระเป็นคนไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดทิ้งธุระในการก้าวไปสู่ทางต่ำ เป็นหัวหน้าในปวิเวก ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ประชุมชนภายหลังต่างถือเอาภิกษุเถระเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง ถึงประชุมชนนั้นก็เป็นผู้ไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดทิ้งธุระในการก้าวไปสู่ทางต่ำ เป็นหัวหน้าในปวิเวก ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทมีอัครบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่มีอัครบุคคลเป็นเลิศ ฯ
๔๔ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว อนริยา จ ปริสา อริยา จ ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อนริยา ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนริยา ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อริยา ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานนฺติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานนฺติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานนฺติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยา ปริสา ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ อริยา ปริสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือบริษัทที่มิใช่อริยะ ๑ บริษัทที่เป็นอริยะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่มิใช่อริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ไม่รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทที่มิใช่อริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่เป็นอริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้เรียกว่า บริษัทที่เป็นอริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่เป็นอริยะเป็นเลิศ ฯ
๔๕ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว ปริสกสโฏ จ ปริสมณฺโฑ จ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปริสกสโฏ อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺติ โทสาคตึ คจฺฉนฺติ โมหาคตึ คจฺฉนฺติ ภยาคตึ คจฺฉนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปริสกสโฏ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปริสมณฺโฑ อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู น ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺติ น โทสาคตึ คจฺฉนฺติ น โมหาคตึ คจฺฉนฺติ น ภยาคตึ คจฺฉนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปริสมณฺโฑ ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ ปริสมณฺโฑติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือบริษัทหยากเยื่อ ๑ บริษัทใสสะอาด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทหยากเยื่อเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ย่อมถึงฉันทาคติโทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทหยากเยื่อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทใสสะอาดเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่ถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทใสสะอาด ดูกรภิกษุทั้งหลายบริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทใสสะอาดเป็นเลิศ ฯ
๔๖ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว อุกฺกาจิตวินีตา ปริสา โน ปฏิปุจฺฉาวินีตา ปฏิปุจฺฉาวินีตา ปริสา โน อุกฺกาจิตวินีตา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อุกฺกาจิตวินีตา ปริสา โน ปฏิปุจฺฉาวินีตา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู เย เต สุตฺตนฺตา ตถาคตภาสิตา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฏิสํยุตฺตา เตสุ ภญฺญมาเนสุ น สุสฺสูสนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐาเปนฺติ น จ เต ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ มญฺญนฺติ เย ปน เต สุตฺตนฺตา กวิกตา กาเวยฺยา จิตฺตกฺขรา จิตฺตพฺยญฺชนา พาหิรกา สาวกภาสิตา เตสุ ภญฺญมาเนสุ สุสฺสูสนฺติ โสตํ โอทหนฺติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐาเปนฺติ เต จ ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ มญฺญนฺติ เต ตํ ธมฺมํ ปริยาปุณิตฺวา น เจว อญฺญมญฺญํ ปฏิปุจฺฉนฺติ น ปฏิวิวรนฺติ อิทํ กถมิมสฺส กฺวตฺโถติ เต อวิวฏญฺเจว น วิวรนฺติ อนุตฺตานีกตญฺจ น อุตฺตานีกโรนฺติ อเนกวิหิเตสุ จ กงฺขาฐานิเยสุ ธมฺเมสุ กงฺขํ นปฺปฏิวิโนเทนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อุกฺกาจิตวินีตา ปริสา โน ปฏิปุจฺฉาวินีตา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว ปฏิปุจฺฉาวินีตา ปริสา โน อุกฺกาจิตวินีตา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู เย เต สุตฺตนฺตา กวิกตา กาเวยฺยา จิตฺตกฺขรา จิตฺตพฺยญฺชนา พาหิรกา สาวกภาสิตา เตสุ ภญฺญมาเนสุ น สุสฺสูสนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐาเปนฺติ น จ เต ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ มญฺญนฺติ เย ปน เต สุตฺตนฺตา ตถาคตภาสิตา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฏิสํยุตฺตา เตสุ ภญฺญมาเนสุ สุสฺสูสนฺติ โสตํ โอทหนฺติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐาเปนฺติ เต จ ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ มญฺญนฺติ เต ตํ ธมฺมํ ปริยาปุณิตฺวา อญฺญมญฺญํ ปฏิปุจฺฉนฺติ ปฏิวิวรนฺติ อิทํ กถมิมสฺส กฺวตฺโถติ เต อวิวฏญฺเจว วิวรนฺติ อนุตฺตานีกตญฺจ อุตฺตานีกโรนฺติ อเนกวิหิเตสุ จ กงฺขาฐานิเยสุ ธมฺเมสุ กงฺขํ ปฏิวิโนเทนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิปุจฺฉาวินีตา ปริสา โน อุกฺกาจิตวินีตา ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ ปฏิปุจฺฉาวินีตา ปริสา โน อุกฺกาจิตวินีตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือบริษัทที่ดื้อด้านไม่ได้รับการสอบถามแนะนำ ๑ บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะนำไม่ดื้อด้าน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่ดื้อด้านไม่ได้รับการสอบถามแนะนำเป็นไฉน ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่ตถาคตภาษิตไว้ซึ่งลึกล้ำ มีอรรถอันลึกล้ำ เป็นโลกุตระ ปฏิสังยุตด้วยสุญญตธรรม ไม่ตั้งใจฟังให้ดี ไม่เงี่ยหูลงสดับ ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึง อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นไม่เข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียนท่องขึ้นใจ แต่เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่กวีได้รจนาไว้ เป็นคำกวี มีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร มีในภายนอก ซึ่งสาวกได้ภาษิตไว้ ย่อมตั้งใจฟังเป็นอย่างดี เงี่ยหูลงสดับ เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึงอนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นย่อมเข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียน ท่องขึ้นใจ ภิกษุเหล่านั้นเรียนธรรมนั้นแล้ว ไม่สอบสวน ไม่เที่ยวไต่ถามกันและกันว่า พยัญชนะนี้อย่างไร อรรถแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน ภิกษุเหล่านั้นไม่เปิดเผยอรรถที่ลี้ลับ ไม่ทำอรรถที่ลึกซึ้งให้ตื้น และไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายอย่างเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่าบริษัทดื้อด้านไม่ได้รับการสอบถามแนะนำ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะนำไม่ดื้อด้านเป็นไฉน ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่กวีรจนาไว้เป็นคำกวี มีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร มีในภายนอก เป็นสาวก-*ภาษิต ไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูลงสดับ ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึงอนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นไม่เข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียน ท่องขึ้นใจ แต่ว่า เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่ตถาคตภาษิตไว้ ซึ่งลึกล้ำ มีอรรถลึกล้ำ เป็นโลกุตระปฏิสังยุตด้วยสุญญตธรรม ย่อมตั้งใจฟังเป็นอย่างดี เงี่ยหูลงสดับ เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และภิกษุเหล่านั้นย่อมเข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียน ท่องขึ้นใจ ภิกษุเหล่านั้นเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมสอบสวนเที่ยวไต่ถามกันและกันว่า พยัญชนะนี้อย่างไร อรรถแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน ภิกษุเหล่านั้นย่อมเปิดเผยอรรถที่ลี้ลับ ทำอรรถที่ลึกซึ้งให้ตื้น และบรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายอย่างเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทผู้ได้รับการสอบถามแนะนำ ไม่ดื้อด้าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกเหล่านี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะนำ ไม่ดื้อด้าน เป็นเลิศ ฯ
๔๗ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว อามิสครุ ปริสา โน สทฺธมฺมครุ สทฺธมฺมครุ ปริสา โน อามิสครุ ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อามิสครุ ปริสา โน สทฺธมฺมครุ อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู คิหีนํ โอทาตวสนานํ สมฺมุขา อญฺญมญฺญสฺส วณฺณํ ภาสนฺติ อสุโก ภิกฺขุ อุภโตภาควิมุตฺโต อสุโก ปญฺญาวิมุตฺโต อสุโก กายสกฺขี อสุโก ทิฏฺฐิปฺปตฺโต อสุโก สทฺธาวิมุตฺโต อสุโก ธมฺมานุสารี อสุโก สทฺธานุสารี อสุโก สีลวา กลฺยาณธมฺโม อสุโก ทุสฺสีโล ปาปธมฺโมติ เต เตน ลาภํ ลภนฺติ เต ตํ ลาภํ ลภิตฺวา คธิตา มุจฺฉิตา อชฺโฌปนฺนา อนาทีนวทสฺสาวิโน อนิสฺสรณปญฺญา ปริภุญฺชนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อามิสครุ ปริสา โน สทฺธมฺมครุ ฯ {๒๙๓.๑} กตมา จ ภิกฺขเว สทฺธมฺมครุ ปริสา โน อามิสครุ อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู น คิหีนํ โอทาตวสนานํ สมฺมุขา อญฺญมญฺญสฺส วณฺณํ ภาสนฺติ อสุโก ภิกฺขุ อุภโตภาควิมุตฺโต อสุโก ปญฺญาวิมุตฺโต อสุโก กายสกฺขี อสุโก ทิฏฺฐิปฺปตฺโต อสุโก สทฺธาวิมุตฺโต อสุโก ธมฺมานุสารี อสุโก สทฺธานุสารี อสุโก สีลวา กลฺยาณธมฺโม อสุโก ทุสฺสีโล ปาปธมฺโมติ เต เตน ลาภํ ลภนฺติ เต ตํ ลาภํ ลภิตฺวา อคธิตา อมุจฺฉิตา อนชฺโฌปนฺนา อาทีนวทสฺสาวิโน นิสฺสรณปญฺญา ปริภุญฺชนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สทฺธมฺมครุ ปริสา โน อามิสครุ ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ สทฺธมฺมครุ ปริสา โน อามิสครูติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือบริษัทที่หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม ๑ บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรมเป็นไฉน ภิกษุบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ต่างสรรเสริญคุณของกันและกันต่อหน้าคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวว่า ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้นเป็นปัญญาวิมุตรูปโน้นเป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธาวิมุต รูปโน้นเป็นธรรมานุสารี รูปโน้นเป็นสัทธานุสารี รูปโน้นมีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้นทุศีล มีธรรมเลวทราม เธอต่างได้ลาภด้วยเหตุนั้น ครั้นได้แล้ว ต่างก็กำหนัดยินดี หมกมุ่น ไม่เห็นโทษ ไร้ปัญญาเป็นเหตุออกไปจากภพบริโภคอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทผู้หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิสเป็นไฉน ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ต่างไม่พูดสรรเสริญคุณของกันและกัน ต่อหน้าคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวว่า ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้นเป็นปัญญาวิมุต รูปโน้นเป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธาวิมุต รูปโน้นเป็นธรรมานุสารี เป็นสัทธานุสารี รูปโน้นมีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้นทุศีลมีธรรมเลวทราม เธอต่างได้ลาภด้วยเหตุนั้น ครั้นได้แล้วก็ไม่กำหนัด ไม่ยินดีไม่หมกมุ่น มักเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเหตุออกไปจากภพบริโภคอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทผู้หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิสเป็นเลิศ ฯ
๔๘ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว วิสมา จ ปริสา สมา จ ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว วิสมา ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ อธมฺมกมฺมานิ ปวตฺตนฺติ ธมฺมกมฺมานิ นปฺปวตฺตนฺติ อวินยกมฺมานิ ปวตฺตนฺติ วินยกมฺมานิ นปฺปวตฺตนฺติ อธมฺมกมฺมานิ ทิปฺปนฺติ ธมฺมกมฺมานิ น ทิปฺปนฺติ อวินยกมฺมานิ ทิปฺปนฺติ วินยกมฺมานิ น ทิปฺปนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว วิสมา ปริสา ฯ วิสมตฺตา ภิกฺขเว ปริสาย อธมฺมกมฺมานิ ปวตฺตนฺติ ธมฺมกมฺมานิ นปฺปวตฺตนฺติ อวินยกมฺมานิ ปวตฺตนฺติ วินยกมฺมานิ นปฺปวตฺตนฺติ อธมฺมกมฺมานิ ทิปฺปนฺติ ธมฺมกมฺมานิ น ทิปฺปนฺติ อวินยกมฺมานิ ทิปฺปนฺติ วินยกมฺมานิ น ทิปฺปนฺติ ฯ {๒๙๔.๑} กตมา จ ภิกฺขเว สมา ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ธมฺมกมฺมานิ ปวตฺตนฺติ อธมฺมกมฺมานิ นปฺปวตฺตนฺติ วินยกมฺมานิ ปวตฺตนฺติ อวินยกมฺมานิ นปฺปวตฺตนฺติ ธมฺมกมฺมานิ ทิปฺปนฺติ อธมฺมกมฺมานิ น ทิปฺปนฺติ วินยกมฺมานิ ทิปฺปนฺติ อวินยกมฺมานิ น ทิปฺปนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมา ปริสา ฯ สมตฺตา ภิกฺขเว ปริสาย ธมฺมกมฺมานิ ปวตฺตนฺติ อธมฺมกมฺมานิ นปฺปวตฺตนฺติ วินยกมฺมานิ ปวตฺตนฺติ อวินยกมฺมานิ นปฺปวตฺตนฺติ ธมฺมกมฺมานิ ทิปฺปนฺติ อธมฺมกมฺมานิ น ทิปฺปนฺติ วินยกมฺมานิ ทิปฺปนฺติ อวินยกมฺมานิ น ทิปฺปนฺติ ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ สมา ปริสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ บริษัทไม่เรียบร้อย ๑ บริษัทเรียบร้อย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทไม่เรียบร้อยเป็นไฉน ในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ กรรมฝ่ายอธรรมเป็นไป กรรมฝ่ายธรรมไม่เป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยเป็นไป กรรมที่เป็นวินัยไม่เป็นไป กรรมฝ่ายอธรรมรุ่งเรือง กรรมฝ่ายธรรมไม่รุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยรุ่งเรือง กรรมที่เป็นวินัยไม่รุ่งเรือง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทไม่เรียบร้อย ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะบริษัทเป็นผู้ไม่เรียบร้อย กรรมฝ่ายอธรรมจึงเป็นไป กรรมฝ่ายธรรมจึงไม่เป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยจึงเป็นไป กรรมที่เป็นวินัยจึงไม่เป็นไป กรรมฝ่ายอธรรมจึงรุ่งเรือง กรรมที่เป็นธรรมจึงไม่รุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยจึงรุ่งเรืองกรรมที่เป็นวินัยจึงไม่รุ่งเรือง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทเรียบร้อยเป็นไฉน ในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ กรรมฝ่ายธรรมเป็นไป กรรมฝ่ายอธรรมไม่เป็นไป กรรมที่เป็นวินัยเป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่เป็นไป กรรมฝ่ายธรรมรุ่งเรือง กรรมฝ่ายอธรรมไม่รุ่งเรือง กรรมที่เป็นวินัยรุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่รุ่งเรืองดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทเรียบร้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะบริษัทเรียบร้อย กรรมฝ่ายธรรมจึงเป็นไป กรรมฝ่ายอธรรมจึงไม่เป็นไป กรรมที่เป็นวินัยจึงเป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยจึงไม่เป็นไป กรรมฝ่ายธรรมจึงรุ่งเรืองกรรมฝ่ายอธรรมจึงไม่รุ่งเรือง กรรมที่เป็นวินัยจึงรุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยจึงไม่รุ่งเรือง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่เรียบร้อยเป็นเลิศ ฯ
๔๙ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว อธมฺมิกา จ ปริสา ธมฺมิกา จ ปริสา ฯเปฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ ธมฺมิกา ปริสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉนคือ บริษัทที่ไร้ธรรม ๑ บริษัทที่ประกอบด้วยธรรม ๑ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลายบริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่ประกอบด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ
๕๐ เทฺวมา ภิกฺขเว ปริสา กตมา เทฺว อธมฺมวาทินี จ ปริสา ธมฺมวาทินี จ ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อธมฺมวาทินี ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู อธิกรณํ อาทิยนฺติ ธมฺมิกํ วา อธมฺมิกํ วา เต ตํ อธิกรณํ อาทิยิตฺวา น เจว อญฺญมญฺญํ สญฺญาเปนฺติ น จ สญฺญตฺตึ อุปคจฺฉนฺติ น จ นิชฺฌาเปนฺติ น จ นิชฺฌตฺตึ อุปคจฺฉนฺติ เต อสญฺญตฺติพลา อนิชฺฌตฺติพลา อปฺปฏินิสฺสคฺคมนฺติโน ตเมว อธิกรณํ ถามสา ปรามสฺส อภินิวิสฺส โวหรนฺติ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อธมฺมวาทินี ปริสา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว ธมฺมวาทินี ปริสา อิธ ภิกฺขเว ยสฺสํ ปริสายํ ภิกฺขู อธิกรณํ อาทิยนฺติ ธมฺมิกํ วา อธมฺมิกํ วา เต ตํ อธิกรณํ อาทิยิตฺวา อญฺญมญฺญํ สญฺญาเปนฺติ เจว สญฺญตฺติญฺจ อุปคจฺฉนฺติ นิชฺฌาเปนฺติ จ นิชฺฌตฺติญฺจ อุปคจฺฉนฺติ เต สญฺญตฺติพลา นิชฺฌตฺติพลา ปฏินิสฺสคฺคมนฺติโน น ตเมว อธิกรณํ ถามสา ปรามสฺส อภินิวิสฺส โวหรนฺติ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ธมฺมวาทินี ปริสา ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ปริสา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิมาสํ ทฺวินฺนํ ปริสานํ ยทิทํ ธมฺมวาทินี ปริสาติ ฯ ปริสวคฺโค ปญฺจโม ฯ ปฐโม ปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ ----------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ อธรรมวาทีบริษัท ๑ ธรรมวาทีบริษัท ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อธรรมวาทีบริษัทเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุทั้งหลายยึดถืออธิกรณ์ เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมก็ตาม ภิกษุเหล่านั้น ครั้นยึดถืออธิกรณ์นั้นแล้ว ไม่ยังกันและกันให้ยินยอม ไม่เข้าถึงความตกลงกัน ไม่ยังกันและกันให้เพ่งโทษตน และไม่เข้าถึงการเพ่งโทษตน ภิกษุเหล่านั้นมีการไม่ตกลงกันเป็นกำลัง มีการไม่เพ่งโทษตนเป็นกำลัง คิดไม่สละคืน ยึดมั่นอธิกรณ์นั้นแหละด้วยกำลัง ด้วยการลูบคลำ แล้วกล่าวว่า "คำนี้เท่านั้นจริง คำอื่นเปล่า" ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า "อธรรมวาทีบริษัท" ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมวาทีบริษัทเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุทั้งหลายยึดถืออธิกรณ์ เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมก็ตาม ภิกษุเหล่านั้นครั้นยึดถืออธิกรณ์นั้นแล้ว ยังกันและกันให้ยินยอม เข้าถึงความตกลงกัน ยังกันและกันให้เพ่งโทษ เข้าถึงการเพ่งโทษตน ภิกษุเหล่านั้นมีความตกลงกันเป็นกำลัง มีการเพ่งโทษตนเป็นกำลัง คิดสละคืน ไม่ยึดมั่นอธิกรณ์นั้นด้วยกำลัง ด้วยการลูบคลำ แล้วกล่าวว่า "คำนี้เท่านั้นจริง คำอื่นเปล่า"ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า "ธรรมวาทีบริษัท" ดูกรภิกษุทั้งหลายบริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ ธรรมวาทีบริษัทเป็นเลิศ ฯ จบปริสวรรคที่ ๕ จบปฐมปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. ปริสวรรค หมวดว่าด้วยบริษัท
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทตื้น ๒. บริษัทลึก บริษัทตื้น เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเล ปากกล้าพูดพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตกวัดแกว่ง ไม่สำรวมอินทรีย์ บริษัทเช่นนี้เรียกว่า บริษัทตื้น @เชิงอรรถ : @ พยัญชนปฏิรูป หมายถึงพยัญชนะที่ได้สืบทอดมาโดยทำอักษรให้วิจิตร (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๒/๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรค บริษัทลึก เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่โลเลไม่ปากกล้า ไม่พูดพร่ำเพรื่อ มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น มีจิตแน่วแน่สำรวมอินทรีย์ บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทลึก ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทลึกเป็นเลิศ (๑)
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทที่แตกแยกกัน ๒. บริษัทที่สามัคคีกัน บริษัทที่แตกแยกกัน เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุต่างบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกันใช้หอกคือปากทิ่มแทงกันอยู่ บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่แตกแยกกัน บริษัทที่สามัคคีกัน เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุพร้อมเพรียงกัน ชื่นชมกัน ไม่วิวาทกันเป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ มองกันด้วยนัยน์ตาที่เปี่ยมด้วยความรักอยู่ บริษัทนี้เรียกว่าบริษัทที่สามัคคีกัน ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่สามัคคีกันเป็นเลิศ (๒)
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทที่ไม่มีหัวหน้ายอดเยี่ยม ๒. บริษัทที่มีหัวหน้ายอดเยี่ยม บริษัทที่ไม่มีหัวหน้ายอดเยี่ยม เป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรค คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุเถระเป็นผู้มักมาก เป็นผู้ย่อหย่อน เป็น ผู้นำในโวกกมนธรรม ทอดธุระ ในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรม ที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง หมู่คนรุ่นหลังพากันตามอย่างพวกภิกษุเถระเหล่านั้น แม้หมู่คนรุ่นหลังนั้นก็เป็นผู้มักมาก เป็นผู้ย่อหย่อน เป็นผู้นำในโวกกมนธรรม ทอดธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่ไม่มีหัวหน้ายอดเยี่ยม บริษัทที่มีหัวหน้ายอดเยี่ยม เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุเถระ ไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน หมดธุระใน โวกกมนธรรม เป็นผู้นำในปวิเวก ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง หมู่คนรุ่นหลังพากันตามอย่างพวกภิกษุเถระเหล่านั้น แม้หมู่คนรุ่นหลังนั้นก็ไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน หมดธุระในโวกกมนธรรม เป็นผู้นำในปวิเวก ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึงเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง บริษัทนี้เรียกว่าบริษัทที่มีหัวหน้ายอดเยี่ยม ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่มีหัวหน้ายอดเยี่ยมเป็นเลิศ (๓) @เชิงอรรถ : @ ย่อหย่อน หมายถึงยึดถือปฏิบัติตามคำสั่งสอนหย่อนยาน (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๕/๕๓)@ โวกกมนธรรม ในที่นี้หมายถึงนิวรณ์ ๕ คือ (๑) กามฉันทะ(ความพอใจในกาม) (๒) พยาบาท (ความคิดร้าย)@(๓) ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) (๕) วิจิกิจฉา@(ความลังเลสงสัย) (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๕/๕๓) @ ทอดธุระ ในที่นี้หมายถึงทอดทิ้งหน้าที่ในวิเวก ๓ ประการ คือ กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๕/๕๓) @ ปวิเวก หมายถึงอุปธิวิเวก คือสภาวะอันเป็นที่ตั้งที่ทรงไว้แห่งทุกข์ ได้แก่ กาม กิเลส เบญจขันธ์ และ@อภิสังขาร กล่าวคือนิพพาน (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๕/๕๓) @ ไม่ปรารภความเพียร หมายถึงไม่กระทำความเพียร ๒ อย่าง คือ ความเพียรทางกาย และความเพียร@ทางจิต (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๕/๕๓, องฺ.ทุก.ฏีกา ๒/๔๕/๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๘๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรค
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทที่ไม่เป็นอริยะ ๒. บริษัทที่เป็นอริยะ บริษัทที่ไม่เป็นอริยะ เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย(เหตุเกิดทุกข์) นี้ทุกขนิโรธ(ความดับทุกข์) นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)” บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่ไม่เป็นอริยะ บริษัทที่เป็นอริยะ เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่เป็นอริยะ ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่เป็นอริยะเป็นเลิศ (๔)
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทหยากเยื่อ ๒. บริษัทใสสะอาด บริษัทหยากเยื่อ เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุถึงฉันทาคติ(ลำเอียงเพราะชอบ) โทสาคติ(ลำเอียงเพราะชัง) โมหาคติ(ลำเอียงเพราะหลง) ภยาคติ(ลำเอียงเพราะกลัว) บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทหยากเยื่อ บริษัทใสสะอาด เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุไม่ถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทใสสะอาด ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทใสสะอาดเป็นเลิศ (๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรค
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทที่ดื้อด้าน ไม่ไต่ถาม และไม่ได้รับการแนะนำ ๒. บริษัทที่ไต่ถาม ได้รับการแนะนำ และไม่ดื้อด้าน บริษัทที่ดื้อด้าน ไม่ไต่ถาม และไม่ได้รับการแนะนำ เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้เมื่อผู้อื่นกล่าวสูตรที่ตถาคตกล่าวไว้ ล้ำลึก มีเนื้อความลึกซึ้ง เป็นโลกุตตรธรรม ประกอบด้วยความว่าง พวกภิกษุไม่ตั้งใจฟังให้ดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อรู้ทั่วถึง และไม่ให้ความสำคัญธรรมว่าควรเรียนควรท่องจำให้ขึ้นใจ แต่เมื่อผู้อื่นกล่าวสูตรที่ท่านผู้เชี่ยวชาญได้รจนาไว้เป็นบทกวีมีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร อยู่ภายนอก เป็นสาวกภาษิต ภิกษุเหล่านั้นกลับตั้งใจฟังอย่างดี เงี่ยหูฟัง เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อรู้ทั่วถึง และให้ความสำคัญธรรมว่าควรเรียน ควรท่องจำให้ขึ้นใจ ครั้นท่องจำธรรมนั้นแล้ว ไม่สอบสวน ไม่ไต่ถามกันว่า“พุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร” ภิกษุเหล่านั้นไม่เปิดเผยธรรมที่ยังไม่ได้เปิดเผย ไม่ทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้ง่าย และไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมที่น่าสงสัยหลายอย่าง บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่ดื้อด้านไม่ไต่ถาม และไม่ได้รับการแนะนำ บริษัทที่ไต่ถาม ได้รับการแนะนำ และไม่ดื้อด้าน เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้เมื่อผู้อื่นกล่าวสูตรที่ท่านผู้เชี่ยวชาญรจนาไว้ เป็นบทกวี มีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร อยู่ภายนอก เป็นสาวกภาษิต พวกภิกษุไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อรู้ทั่วถึง และไม่ให้ความสำคัญธรรมว่าควรเรียน ควรท่องจำให้ขึ้นใจ แต่เมื่อผู้อื่นกล่าวสูตรที่ตถาคตกล่าวไว้ ล้ำลึกมีเนื้อความลึกซึ้ง เป็นโลกุตตรธรรม ประกอบด้วยความว่าง ภิกษุเหล่านั้นกลับตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยหูฟัง เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อรู้ทั่วถึง และให้ความสำคัญธรรมว่าควร@เชิงอรรถ : @ อยู่ภายนอก หมายถึงอยู่ภายนอกพระพุทธศาสนา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๘/๕๕)@ เป็นสาวกภาษิต หมายถึงเป็นภาษิตอันเหล่าสาวกของเจ้าลัทธิคนใดคนหนึ่งที่ไม่ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธ-@สาวกได้ภาษิตไว้ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๘/๕๕, องฺ.ทุก.ฏีกา ๒/๔๘/๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรคเรียน ควรท่องจำให้ขึ้นใจ ครั้นท่องจำธรรมนั้นแล้วย่อมสอบสวนไต่ถามกันว่า“พุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร” ภิกษุเหล่านั้นเปิดเผยธรรมที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้ง่าย และบรรเทาความสงสัยในธรรมที่น่าสงสัยหลายอย่าง บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่ไต่ถาม ได้รับการแนะนำ และไม่ดื้อด้าน ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่ไต่ถาม ได้รับการแนะนำ และไม่ดื้อด้านเป็นเลิศ (๖)
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทที่หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม ๒. บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส บริษัทที่หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุต่างสรรเสริญคุณของกันและกันต่อหน้าคฤหัสถ์ผู้นุ่งผ้าขาวว่า “ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต ภิกษุรูปโน้นเป็นปัญญาวิมุตภิกษุรูปโน้นเป็นกายสักขี ภิกษุรูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ ภิกษุรูปโน้นเป็นสัทธาวิมุต@เชิงอรรถ : @ อุภโตภาควิมุต หมายถึงผู้บำเพ็ญสมถกัมมัฏฐานจนได้อรูปสมาบัติ และใช้สมถะเป็นพื้นฐานในการ@บำเพ็ญวิปัสสนาจนได้บรรลุอรหัตตผล (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๐, องฺ.นวก.อ. ๓/๔๕/๓๑๖)@ ปัญญาวิมุต หมายถึงผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วนๆ จนบรรลุอรหัตตผล (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑)@ กายสักขี หมายถึงผู้มีศรัทธาแก่กล้า ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย และอาสวะบางอย่างก็สิ้นไป@เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึงพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไปจนถึงท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑) @ ทิฏฐิปัตตะ หมายถึงผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ เข้าใจอริยสัจถูกต้อง กิเลสบางส่วนสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา@มีปัญญาแก่กล้า หมายถึงผู้บรรลุโสดาปัตติผลจนถึงผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑)@ สัทธาวิมุต หมายถึงผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา เข้าใจอริยสัจถูกต้อง กิเลสบางส่วนสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา@มีศรัทธาแก่กล้า หมายถึงผู้บรรลุโสดาปัตติผลจนถึงผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล @(องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑-๑๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรคภิกษุรูปโน้นเป็นธัมมานุสารี ภิกษุรูปโน้นเป็นสัทธานุสารี ภิกษุรูปโน้นมีศีลมี กัลยาณธรรม ภิกษุรูปโน้นทุศีลมีธรรมเลวทราม” ภิกษุเหล่านั้นได้ลาภเพราะเหตุนั้นเธอทั้งหลายครั้นได้ลาภนั้นแล้ว ต่างติดใจ ลุ่มหลง หมกมุ่น ไม่เห็นโทษ ขาดปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคอยู่ บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุไม่กล่าวสรรเสริญคุณของกันและกัน ต่อหน้าคฤหัสถ์ผู้นุ่งผ้าขาวว่า “ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต ภิกษุรูปโน้นเป็นปัญญาวิมุต ภิกษุรูปโน้นเป็นกายสักขี ภิกษุรูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ ภิกษุรูปโน้นเป็นสัทธาวิมุต ภิกษุรูปโน้นเป็นธัมมานุสารี ภิกษุรูปโน้นเป็นสัทธานุสารี ภิกษุรูปโน้นมีศีลมีกัลยาณธรรม ภิกษุรูปโน้นทุศีลมีธรรมเลวทราม “ภิกษุเหล่านั้นได้ลาภเพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายครั้นได้ลาภนั้นแล้ว ไม่ติดใจ ไม่ลุ่มหลง ไม่หมกมุ่น มองเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคอยู่ บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิสเป็นเลิศ (๗)
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทที่ไม่เรียบร้อย ๒. บริษัทที่เรียบร้อย บริษัทที่ไม่เรียบร้อย เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ ธัมมานุสารี หมายถึงผู้แล่นไปตามธรรม ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีปัญญาแก่กล้า บรรลุ@ผลแล้วกลายเป็นทิฏฐิปัตตะ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๒)@ สัทธานุสารี คือผู้แล่นไปตามศรัทธา ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาแก่กล้า บรรลุผล@แล้วกลายเป็นสัทธาวิมุต (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรค คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ กรรมที่ไม่เป็นธรรมเป็นไป กรรมที่เป็นธรรมไม่เป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยเป็นไป กรรมที่เป็นวินัยไม่เป็นไป กรรมที่ไม่เป็นธรรมรุ่งเรือง กรรมที่เป็นธรรมไม่รุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยรุ่งเรือง กรรมที่เป็นวินัยไม่รุ่งเรือง บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่ไม่เรียบร้อย เพราะบริษัทที่ไม่เรียบร้อย กรรมที่ไม่เป็นธรรมจึงเป็นไป กรรมที่เป็นธรรมไม่เป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยเป็นไป กรรมที่เป็นวินัยไม่เป็นไป กรรมที่ไม่เป็นธรรมรุ่งเรืองกรรมที่เป็นธรรมไม่รุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยรุ่งเรือง กรรมที่เป็นวินัยไม่รุ่งเรือง บริษัทที่เรียบร้อย เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ กรรมที่เป็นธรรมเป็นไป กรรมที่ไม่เป็นธรรมไม่เป็นไป กรรมที่เป็นวินัยเป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่เป็นไป กรรมที่เป็นธรรมรุ่งเรืองกรรมที่ไม่เป็นธรรมไม่รุ่งเรือง กรรมที่เป็นวินัยรุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่รุ่งเรืองบริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่เรียบร้อย เพราะบริษัทที่เรียบร้อย กรรมที่เป็นธรรมจึงเป็นไป กรรมที่ไม่เป็นธรรมไม่เป็นไปกรรมที่เป็นวินัยเป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่เป็นไป กรรมที่เป็นธรรมรุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นธรรมไม่รุ่งเรือง กรรมที่เป็นวินัยรุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่รุ่งเรือง ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่เรียบร้อยเป็นเลิศ (๘)
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บริษัทที่ไม่เป็นธรรม ๒. บริษัทที่เป็นธรรม ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่เป็นธรรมเป็นเลิศ (๙)
ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัท ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. ปริสวรรค ๑. บริษัทที่เป็นอธัมมวาที (กล่าวแต่สิ่งที่ไม่เป็นธรรม) ๒. บริษัทที่เป็นธัมมวาที (กล่าวแต่สิ่งที่เป็นธรรม) บริษัทที่เป็นอธัมมวาที เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุได้รับอธิกรณ์ ที่เป็นธรรมหรือไม่เป็น ธรรมก็ตาม ครั้นได้รับอธิกรณ์นั้นแล้ว ไม่ประกาศให้ยอมรับกัน และไม่เข้าร่วมการยอมรับ ไม่ยอมให้พิจารณาอธิกรณ์ และไม่เข้าร่วมการพิจารณาอธิกรณ์ ภิกษุเหล่านั้นมีความตกลงกันไม่ได้เป็นแรงหนุน มีการไม่เพ่งโทษตนเป็นแรงหนุนคิดแต่จะดื้อดึงไม่ยอมรับ กล่าวด้วยความยึดมั่นถือมั่นอธิกรณ์นั้นว่า “นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริง” บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทที่เป็นอธัมมวาที บริษัทที่เป็นธัมมวาที เป็นอย่างไร คือ บริษัทใดในธรรมวินัยนี้มีพวกภิกษุได้รับอธิกรณ์ที่เป็นธรรมหรือไม่เป็น ธรรมก็ตาม ครั้นได้รับอธิกรณ์นั้นแล้ว ประกาศให้ยอมรับกัน และเข้าร่วมการยอมรับยอมให้พิจารณาอธิกรณ์ และเข้าร่วมการพิจารณาอธิกรณ์ ภิกษุเหล่านั้นมีการตกลงกันได้เป็นแรงหนุน มีการเพ่งโทษตนเป็นแรงหนุน คิดแต่จะยอมรับ ไม่กล่าวด้วยความยึดมั่นถือมั่นอธิกรณ์นั้นว่า “นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” บริษัทนี้เรียกว่าบริษัทที่เป็นธัมมวาที ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่เป็นธัมมวาทีเป็นเลิศ (๑๐) ปริสวรรคที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ อธิกรณ์ ในที่นี้หมายถึงเรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการมี ๔ อย่าง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับ@พระธรรมวินัย (๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทย์หรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้อง@อาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขตัวให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่างๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ@เช่น ให้อุปสมบท ให้ผ้ากฐิน เป็นต้น (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๕/๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] รวมพระสูตรที่มีในวรรครวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุตตานสูตร ๒. วัคคสูตร ๓. อัคควตีสูตร ๔. อริยสูตร ๕. กสฏสูตร ๖. อุกกาจิตสูตร ๗. อามิสสูตร ๘. วิสมสูตร ๙. อธัมมสูตร ๑๐. ธัมมิยสูตร ปฐมปัณณาสก์ จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปริสวรรคที่ ๕ อรรถกถาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑ [ข้อ ๒๘๗] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุตฺตานา ได้แก่ เปิดเผย ไม่ปกปิด.
บทว่า คมฺภีรา ได้แก่ เร้นลับ ปกปิด.
บทว่า อุทฺธตา ได้แก่ ประกอบด้วยความฟุ้งเฟ้อ.
บทว่า อนฺนฬา ได้แก่ ถือดี. อธิบายว่า มีมานะเปล่าๆ ปลี้ๆ ที่ตั้งขึ้น.
บทว่า จปลา ความว่า ประกอบด้วยความซุกซนมีตกแต่งจีวรเป็นต้น.
บทว่า มุขรา ได้แก่ ปากจัด วาจาหยาบ.
บทว่า วิกิณฺณวาจา ได้แก่ พูดไม่สำรวม พูดคำที่ไร้ประโยชน์ได้ทั้งวัน.
บทว่า มุฏฺฐสฺสตี ได้แก่ ปล่อยสติ.
บทว่า อสมฺปชานา ได้แก่ ไร้ปัญญา.
บทว่า อสมาหิตา ได้แก่ ไม่ได้แม้เพียงความที่จิตมีอารมณ์เดียว.
บทว่า ปากตินฺทฺริยา ความว่า ประกอบด้วยอินทรีย์ที่ตั้งอยู่ตามปกติ เปิดเผย ไม่รักษา (ไม่สำรวม).
ฝ่ายขาว พึงทราบตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ [ข้อ ๒๘๘] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ภณฺฑนชาตา ความว่า เบื้องต้นของการทะเลาะ ท่านเรียกว่าแตกร้าว. การแตกร้าวนั้นเกิดแล้วแก่ภิกษุเหล่านั้น ดังนั้นจึงชื่อว่าเกิดแตกร้าว.
อนึ่ง ได้แก่การทะเลาะที่เกิดขึ้น โดยกล่าวคำเป็นต้นว่า พวกเราจักให้ลงอาชญา จักให้จองจำพวกท่าน. นัยฝ่ายคฤหัสถ์ พึงทราบเท่านี้ก่อน. ส่วนพวกบรรพชิตที่กล่าววาจาถึงการล่วงอาบัติ ชื่อว่าเกิดทะเลาะกัน.
บทว่า วิวาทาปนฺนา ได้แก่ ถึงวาทะที่ขัดแย้งกัน.
บทว่า มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺนา ความว่า วาจาเป็นทุภาษิตท่านเรียกว่าหอกคือปาก เพราะอรรถว่าตัดคุณความดีทั้งหลาย ทิ่มคือแทงกันด้วยวาจาเหล่านั้น.
บทว่า สมคฺคา ความว่า ประกอบด้วยความเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยการกระทำสิ่งเหล่านี้ คือ งานเดียวกัน อุเทศเดียวกัน มีการศึกษาเสมอกัน.
บทว่า ปิยจกฺขูนิ ได้แก่ ด้วยจักษุที่แสดงเมตตา หวังดีกัน. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ [ข้อ ๒๘๙] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อคฺควตี ได้แก่ มีบุคคลสูงสุด หรือประกอบด้วยการปฏิบัติอย่างเลิศคือสูงสุด. บริษัทตรงข้ามจากบริษัทที่มีคนเลิศนั้น. ชีวิตที่ไม่มีคนเลิศ.
บทว่า พาหุลฺลิกา ได้แก่ ผู้ปฏิบัติด้วยความมักมากด้วยปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น. บริษัทชื่อว่า สาถิลิกา เพราะอรรถว่าถือศาสนาย่อหย่อน.
นิวรณ์ ๕ เรียกว่า โอกฺกมน ในคำว่า โอกฺกมเน ปุพฺพงฺคมา นี้ด้วยอรรถว่า ดำเนินต่ำลง. อธิบายว่า ภิกษุเถระเหล่านั้นมุ่งหน้าด้วยทำนิวรณ์ ๕ ให้เต็ม.
บทว่า ปวิเวเก นิกฺขิตฺตธุรา ความว่า เป็นผู้ทอดธุระในวิเวก ๓ อย่าง.
บทว่า น วิริยํ อารภนฺติ ความว่า ไม่ทำความเพียรทั้ง ๒ อย่าง.
บทว่า อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา ความว่า เพื่อต้องการบรรลุคุณวิเศษคือฌานวิปัสสนามรรคและผลที่ตนยังไม่ได้บรรลุมาก่อน.
สองบทนอกนี้ อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย เป็นไวพจน์ของบท (อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา) นั้นเอง.
บทว่า ปจฺฉิมา ชนตา ได้แก่ ชนผู้เป็นสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก.
บทว่า ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ ความว่า เมื่อกระทำตามข้อที่อุปัชฌาย์อาจารย์กระทำแล้ว ชื่อว่าประพฤติตามอาจาระของท่านเหล่านั้นที่ตนเห็นแล้ว.
คำที่เหลือ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ [ข้อ ๒๙๐] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อริยา ได้แก่ อริยสาวกบริษัท.
บทว่า อนริยา ได้แก่ ปุถุชนบริษัท.
บทว่า อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ ความว่า เว้นตัณหา เบญจขันธ์ที่เป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่าทุกข์. ไม่รู้ทุกข์เพียงเท่านี้ตามสภาวะที่เป็นจริงว่า ทุกข์นอกจากนี้ไม่มี.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้
ก็ในบทที่เหลือมีอธิบายว่า
ตัณหามีในก่อนซึ่งทำทุกข์นั้นให้ตั้งขึ้น ชื่อว่าทุกขสมุทัย ความสิ้นไปอย่างเด็ดขาด คือไม่เกิดขึ้นอีกแห่งตัณหานั้นนั่นแลหรือแห่งสัจจะทั้งสองนั้น ชื่อว่าทุกขนิโรธ. อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ชื่อว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
ในสูตรนี้ ตรัสมรรค ๔ และผล ๔ ด้วยสัจจะ ๔ ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ [ข้อ ๒๙๑] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปริสกสโฏ ได้แก่ บริษัทกาก บริษัทหยากเยื่อ. อธิบายว่า บริษัทไม่มีประโยชน์.
บทว่า ปริสมณฺโฑ ได้แก่ บริษัทผ่องใส. อธิบายว่า บริษัทผู้มีประโยชน์.
บทว่า ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺติ ความว่า ลุอคติเพราะความพอใจ. อธิบายว่า ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
ก็การลุอคติ ๔ เหล่านี้จะมีขึ้นในการแบ่งสิ่งของและในสถานที่วินิจฉัยอธิกรณ์.
ใน ๒ อย่างนั้น จะกล่าวในการแบ่งสิ่งของก่อน เมื่อสิ่งของไม่เป็นที่ชอบใจถึงแก่พวกภิกษุที่เป็นภาระของตน ในฐานะที่ตนต้องเลี้ยงดู เปลี่ยนสิ่งของนั้น ให้สิ่งของที่ชอบใจ ชื่อว่าลุฉันทาคติ. แต่เมื่อสิ่งของเป็นที่ชอบใจถึงแก่พวกภิกษุที่มิได้เป็นภาระของตน เปลี่ยนสิ่งของนั้นเสีย ให้สิ่งของไม่เป็นที่ชอบใจไป ชื่อว่าลุโทสาคติ. เมื่อไม่รู้วัตถุคือสิ่งของที่ควรจะแบ่งและหลักเกณฑ์ ชื่อว่าลุโมหาคติ. เปลี่ยนให้สิ่งของที่ชอบใจแก่คนปากจัดหรือคนอาศัยพระราชาเป็นต้น. เพราะกลัวว่า เมื่อเราให้สิ่งของไม่เป็นที่ชอบใจ คนพวกนี้จะพึงทำความพินาศให้ ชื่อว่าลุภยาคติ.
แต่ผู้ใดไม่ดำเนินอย่างนี้ เป็นตราชูของคนทั้งปวง วางตนเป็นกลาง มีความพอดี สิ่งใดถึงแก่ผู้ใดก็ให้สิ่งนั้นแหละแก่ผู้นั้น ผู้นี้ชื่อว่าไม่ลุอคติ ๔ อย่าง.
ส่วนในสถานวินิจฉัยอธิกรณ์ พึงทราบดังนี้.
กล่าวครุกาบัติของภิกษุผู้เป็นภาระของตน ระบุว่าเป็นลหุกาบัติ ชื่อว่าลุฉันทาคติ. กล่าวว่า ลหุกาบัติของภิกษุพวกอื่น ระบุว่าเป็นครุกาบัติ ชื่อว่าลุโทสาคติ. ไม่รู้การออกจากอาบัติและกองอาบัติ ชื่อว่าลุโมหาคติ. กล่าวอาบัติหนักจริงๆ ของภิกษุปากจัด หรือภิกษุที่พระราชาทั้งหลายบูชาระบุว่าเป็นอาบัติเบา เพราะกลัวว่า เมื่อเรากล่าวอาบัติ ระบุว่าเป็นอาบัติหนัก ภิกษุนี้จะพึงทำความพินาศให้ ชื่อว่าลุภยาคติ.
แต่ผู้ใดกล่าวตามเป็นจริงทุกอย่างของคนทั้งปวง ชื่อว่าไม่ลุอคติทั้ง ๔ อย่างแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ [ข้อ ๒๙๒] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โอกฺกาจิตวินีตา ได้แก่ ฝึกสอนยาก.
บทว่า โน ปฏิปุจฺฉาวินีตา ได้แก่ ไม่เป็นผู้รับฝึกสอนโดยสอบถาม.
บทว่า คมฺภีรา ได้แก่ ลึกโดยบาลี เช่นจุลลเวทัลลสูตร.
บทว่า คมฺภีรตฺถา ได้แก่ ลึกโดยอรรถ เช่นมหาเวทัลลสูตร.
บทว่า โลกุตฺตรา ได้แก่ แสดงอรรถเป็นโลกุตระ.
บทว่า สุญฺญตปฏิสํยุตฺตา ได้แก่ ประกาศเพียงที่เป็นสุญญตธรรม ๗ เท่านั้น เช่นอสังขตสังยุต.
บทว่า น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ ได้แก่ ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ คือหลับเสียบ้าง ส่งใจไปที่อื่นเสียบ้าง.
บทว่า อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ ได้แก่ ที่จะพึงถือเอาด้วย ที่จะพึงเล่าเรียนด้วย.
บทว่า กวิกตา ได้แก่ ที่กวีแต่ง.
บทว่า กาเวยฺยา นอกนี้เป็นไวพจน์ของบทว่า กวิกตา นั้นเอง.
บทว่า จิตฺตกฺขรา แปลว่า มีอักษรวิจิตร.
บทว่า จิตฺตพฺยญฺชนา นอกนี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า จิตฺตกฺขรา นั้นเหมือนกัน.
บทว่า พาหิรกา ได้แก่ เป็นสุตตันตะนอกพระศาสนา.
บทว่า สาวกภาสิตา ได้แก่ ที่พวกสาวกของพาหิรกศาสดาเหล่านั้นกล่าวไว้.
บทว่า สุสฺสูสนฺติ ความว่า มีใจแช่มชื่นตั้งใจฟังอย่างดี เพราะมีอักษรวิจิตร และสมบูรณ์ด้วยบท.
บทว่า น เจว อญฺญมญฺญํ ปฏิปุจฺฉนฺติ ความว่า มิได้ถามเนื้อความ อนุสนธิ หรือเบื้องต้นเบื้องปลายกันและกัน.
บทว่า น ปฏิวิจรนฺติ ความว่า มิได้เที่ยวไปไต่ถาม.
บทว่า อิทํ กถํ ความว่า พยัญชนะนี้ พึงเข้าใจอย่างไร คือพึงเข้าใจว่าอย่างไร.
บทว่า อิมสฺส กฺวตฺโถ ความว่า ภาษิตนี้มีเนื้อความอย่างไร มีอนุสนธิอย่างไร มีเบื้องต้นและเบื้องปลายอย่างไร.
บทว่า อวิวฏํ ได้แก่ ที่ยังปกปิด.
บทว่า น วิวรนฺติ ได้แก่ ไม่เปิดเผย.
บทว่า อนุตฺตานีกตํ ได้แก่ ที่ไม่ปรากฏ.
บทว่า น อุตฺตานีกโรนฺติ ความว่า มิได้ทำให้ปรากฏ.
บทว่า กงฺขาฏฺฐานีเยสุ ได้แก่ อันเป็นเหตุแห่งความสงสัย.
ฝ่ายขาวก็พึงทราบตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖
อรรถกถาสูตรที่ ๗
ในสูตรที่ ๗ [ข้อ ๒๙๓] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อามิสครุ ได้แก่ หนักในปัจจัย ๔ คือเป็นบริษัทที่ถือโลกุตรธรรมเป็นของทรามดำรงอยู่.
บทว่า สทฺธมฺมครุ ได้แก่ เป็นบริษัทที่ยกโลกุตรธรรม ๙ เป็นที่เคารพ ถือปัจจัย ๔ เป็นของทราม ดำรงอยู่.
บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต ความว่า เป็นผู้หลุดพ้นโดยส่วนทั้งสอง.
บทว่า ปญฺญาวิมุตฺโต ได้แก่ เป็นผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา คือเป็นพระขีณาสพประเภทสุกขวิปัสสก.
บทว่า กายสกฺขี ได้แก่ เป็นผู้ถูกต้องฌานด้วยนามกาย ภายหลังทำนิโรธคือนิพพานให้แจ้งดำรงอยู่.
บทว่า ทิฏฺฐิปฺปตฺโต แปลว่า เป็นผู้ถึงที่สุดแห่งความเห็น. ทั้ง ๒ พวกเหล่านี้ย่อมได้ในฐานะ ๔.
บทว่า สทฺธาวิมุตฺโต ได้แก่ ชื่อว่าสัทธาวิมุตติ เพราะเชื่อจนหลุดพ้น. แม้พวกนี้ก็ย่อมได้ในฐานะ ๖. ชื่อว่าธัมมานุสารี เพราะตามระลึกถึงธรรม. ชื่อว่าสัทธานุสารี เพราะตามระลึกถึงศรัทธา. แม้ ๒ พวกเหล่านี้ก็เป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยปฐมมรรค.
บทว่า กลฺยาณธมฺโม แปลว่า เป็นผู้มีธรรมงาม.
บทว่า ทุสฺสีโล ปาปธมฺโม แปลว่า เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก เพราะเหตุไรจึงถือข้อนี้. เพราะพวกเขาสำคัญว่า เมื่อคนมีศีลทั้งหมดเสมือนคนเดียวกัน ความเคารพอย่างมีกำลัง ในคนผู้มีศีล ก็จะไม่มี แต่เมื่อมีบางพวกเป็นคนทุศีล ความเคารพมีกำลัง จึงมีเหนือพวกคนมีศีล จึงถืออย่างนี้.
บทว่า เต เตเนว ลาภํ ลภนฺติ ความว่า ภิกษุเหล่านั้นกล่าวสรรเสริญภิกษุบางพวก ติภิกษุบางพวก ย่อมได้ปัจจัย ๔.
บทว่า คธิตา ได้แก่ เป็นผู้ละโมบเพราะตัณหา.
บทว่า มุจฺฉิตา ได้แก่ เป็นผู้สยบเพราะอำนาจตัณหา.
บทว่า อชฺโฌสนฺนา ได้แก่ เป็นผู้อันความอยากท่วมทับกลืนกินสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว.
บทว่า อนาทีนวทสฺสาวิโน ได้แก่ ไม่เห็นโทษในการบริโภคโดยไม่พิจารณา.
บทว่า อนิสฺสรณปญฺญา ได้แก่ เว้นจากปัญญาเครื่องสลัดออก ที่ฉุดคร่าฉันทราคะในปัจจัย ๔ คือไม่รู้ว่าเนื้อความนี้เป็นอย่างนี้.
บทว่า ปริภุญฺชนฺติ ได้แก่ เป็นผู้มีฉันทราคะบริโภค.
ในบทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต เป็นต้นในธรรมฝ่ายขาว มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระอริยบุคคล ๗ จำพวก มีอธิบายสังเขปดังนี้.
ภิกษุรูปหนึ่งยึดมั่นทางปัญญาธุระ ทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด บรรลุโสดาปัตติมรรค เธอย่อมชื่อว่าธัมมานุสารี ในขณะนั้น ชื่อว่ากายสักขี ในฐานะ ๖ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น. ชื่อว่าอุภโตภาควิมุต ในขณะบรรลุอรหัตผล.
อธิบายว่า เป็นผู้หลุดพ้น ๒ ครั้ง หรือหลุดพ้นทั้ง ๒ ส่วน คือโดยวิขัมภนวิมุตติด้วยสมาบัติทั้งหลาย โดยสมุจเฉทวิมุตติด้วยมรรค. อีกรูปหนึ่งยึดมั่นทางปัญญาธุระ ไม่อาจจะทำสมาบัติให้บังเกิดได้ เป็นสุกขวิปัสสกเท่านั้น บรรลุโสดาปัตติมรรค เธอย่อมชื่อว่าธัมมานุสารี ในขณะนั้น ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ ถึงที่สุดแห่งความเห็น ในฐานะ ๖ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ชื่อว่าปัญญาวิมุตติ ในขณะบรรลุอรหัตผล.
อีกรูปหนึ่งยึดมั่นทางสัทธาธุระ ทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้วบรรลุโสดาปัตติผล เธอย่อมชื่อว่าสัทธานุสารี ในขณะนั้น ชื่อว่ากายสักขี ในฐานะ ๖ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ชื่อว่าอุภโตภาควิมุต ในขณะบรรลุอรหัตผล.
อีกรูปหนึ่งยึดมั่นทางสัทธาธุระ ไม่อาจจะทำสมาบัติให้บังเกิดได้ เป็นสุกขวิปัสสกเท่านั้น บรรลุโสดาปัตติมรรค เธอย่อมชื่อว่าสัทธานุสารี ในขณะนั้น ชื่อว่าสัทธาวิมุต ในฐานะ ๖ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ชื่อว่าปัญญาวิมุต ในขณะบรรลุอรหัตผล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘
ในสูตรที่ ๘ [ข้อ ๒๙๔] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า วิสมา ได้แก่ ชื่อว่าไม่เรียบร้อย เพราะอรรถว่าพลั้งพลาด
บทว่า สมา ได้แก่ ชื่อว่าเรียบร้อย เพราะอรรถว่าไม่พลั้งพลาด.
บทว่า อธมฺมกมฺมานิ ได้แก่ กรรมนอกธรรม.
บทว่า อวินยกมฺมานิ ได้แก่ กรรมนอกวินัย. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙
ในสูตรที่ ๙ [ข้อ ๒๙๕] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อธมฺมิกา แปลว่า ปราศจากธรรม.
บทว่า ธมฺมิกา แปลว่า ประกอบด้วยธรรม. จบอรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ในสูตรที่ ๑๐ [ข้อ ๒๙๖] มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อธิกรณํ ได้แก่ อธิกรณ์ ๔ อย่างมีวิวาทาธิกรณ์เป็นต้น.
บทว่า อาทิยนฺติ แปลว่า ถือเอา.
บทว่า สญฺญาเปนฺติ แปลว่า ให้รู้กัน.
บทว่า น จ สญฺญตฺตึ อุปคจฺฉนฺติ ความว่า ไม่ประชุมแม้เพื่อประกาศให้รู้กัน.
บทว่า น จ นิชฺฌาเปนฺติ ได้แก่ ไม่ให้เพ่งโทษกัน.
บทว่า น จ นิชฺฌตฺตึ อุปคจฺฉนฺติ ความว่า ไม่ประชุมเพื่อให้เพ่งโทษกันและกัน.
บทว่า อสญฺญตฺติพลา ความว่า ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่า อสญฺญตฺติพลา เพราะมีการไม่ตกลงกันเป็นกำลัง.
บทว่า อปฺปฏินิสฺสคฺคมนฺติโน ความว่า ภิกษุเหล่าใดมีความคิดอย่างนี้ว่า ถ้าอธิกรณ์ที่พวกเราถือ จักเป็นธรรมไซร้ พวกเราจักถือ ถ้าไม่เป็นธรรมไซร้พวกเราจักวางมือ ดังนี้ ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่ามีการไม่คิดกันสละคืน. แต่ภิกษุเหล่านี้ไม่คิดกันอย่างนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่าไม่มีการคิดกันสละคืน.
บทว่า ถามสา ปรามสา อภินิวิสฺส ความว่า ยึดมั่นโดยกำลังทิฏฐิและโดยการลูบคลำทิฏฐิ.
บทว่า อิทเมว สจฺจํ ความว่า คำของพวกเรานี้เท่านั้น จริง.
บทว่า โมฆมญฺญํ ความว่า คำของพวกที่เหลือเป็นโมฆะ คือเปล่า.
ฝ่ายขาวมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบปริสวรรคที่ ๕ จบปฐมปัณณาสก์ -----------------------------------------------------