วรรคที่ ๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ อทนฺตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว อทนฺตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่ไม่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ ทนฺตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว ทนฺตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ อคุตฺตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว อคุตฺตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ คุตฺตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว คุตฺตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ อรกฺขิตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว อรกฺขิตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ รกฺขิตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว รกฺขิตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ อสํวุตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว อสํวุตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ สํวุตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว สํวุตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ อทนฺตํ อคุตฺตํ อรกฺขิตํ อสํวุตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว อทนฺตํ อคุตฺตํ อรกฺขิตํ อสํวุตํ มหโต อนตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ ทนฺตํ คุตฺตํ รกฺขิตํ สํวุตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ จิตฺตํ ภิกฺขเว ทนฺตํ คุตฺตํ รกฺขิตํ สํวุตํ มหโต อตฺถาย สํวตฺตตีติ ฯ วคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้วสังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ จบวรรคที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อทันตวรรค หมวดว่าด้วยจิตที่ไม่ได้ฝึก
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ไม่ได้ฝึกแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ไม่ได้ฝึกแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๑)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ได้ฝึกแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก เหมือนจิตนี้ จิตที่ได้ฝึกแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๒)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ไม่ได้คุ้มครองแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ ประโยชน์มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ไม่ได้คุ้มครองแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๓)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ได้คุ้มครองแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ได้คุ้มครองแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๔)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ไม่ได้รักษาแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ ประโยชน์มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ไม่ได้รักษาแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๕)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ได้รักษาแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ได้รักษาแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๕. ปณิหิตอัจฉวรรค
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ไม่ได้สำรวมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ ประโยชน์มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ไม่ได้สำรวมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๗)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ได้สำรวมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ได้สำรวมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๘)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้คุ้มครอง ไม่ได้รักษาไม่ได้สำรวมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้คุ้มครอง ไม่ได้รักษา ไม่ได้สำรวมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๙)
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ได้ฝึก ได้คุ้มครอง ได้รักษา ได้สำรวมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มากเหมือนจิตนี้ จิตที่ได้ฝึก ได้คุ้มครอง ได้รักษาได้สำรวมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๑๐) อทันตวรรคที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอทันตวรรคที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๔ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อทนฺตํ ได้แก่ มีการเสพผิด (คือมีพยศ) เหมือนช้างและม้าเป็นต้นที่มิได้ฝึก.
บทว่า จิตฺตํ ได้แก่ จิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทนฺตํ ได้แก่ หมดพยศ คือเป็นเสมือนช้างและม้าเป็นต้นที่ฝึกแล้ว.
ในสูตรทั้ง ๒ นี้ ท่านกล่าวเฉพาะจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะและวิวัฏฏะ.
ก็ในสูตรนี้ฉันใด แม้ในสูตรอื่นๆ จากสูตรนี้ก็ฉันนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อคุตฺตํ ได้แก่ ไม่คุ้มครอง คือเว้นจากสติสังวร เป็นเสมือนช้างและม้าที่ไม่คุ้มครอง (คือไม่มีคนเลี้ยง) ฉะนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า คุตฺตํ ได้แก่ คุ้มครองแล้ว คือไม่ปล่อยสติสังวร เป็นเสมือนช้างและม้าเป็นต้นที่ได้คุ้มครองแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕-๖
ในสูตรที่ ๕-๖ ท่านกล่าวตามอัธยาศัยของสัตว์ผู้จะตรัสรู้ด้วยอำนาจบทว่า อรกฺขิตํ ก็อรรถในบทนี้ เหมือนบทก่อนนั่นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๕-๖
อรรถกถาสูตรที่ ๗-๘
แม้ในสูตรที่ ๗-๘ ก็นัยนี้เหมือนกัน แต่ในข้อนี้พึงทราบอุปมาด้วยประตูเรือนเป็นต้นที่ไม่ระวัง. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗-๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙-๑๐
ในสูตรที่ ๙-๑๐ ท่านเอาบท ๔ บทมาประกอบแล้วกล่าวในวรรคนี้ ท่านกล่าวเฉพาะวัฏฏะและวิวัฏฏะเท่านั้นแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๙-๑๐ จบอรรถกถาอทันตวรรคที่ ๔ -----------------------------------------------------