ขฬุงคสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๒๖๒๒ ตโย จ ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺเก เทเสสฺสามิ ตโย จ ปุริสขฬุงฺเก ตโย จ อสฺสสทสฺเส ตโย จ ปุริสสทสฺเส ตโย จ ภทฺเท อสฺสาชานิเย ตโย จ ภทฺเท ปุริสาชานิเย ตํ สุณาถ ฯ {๒๒๖.๑} กตเม จ ภิกฺขเว ตโย อสฺสขฬุงฺกา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน โหติ นวณฺณสมฺปนฺโน นอาโรห- ปริณาหสมฺปนฺโน อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ นอาโรหปริณาหสมฺปนฺโน อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อสฺสขฬุงฺกา ฯ {๒๒๖.๒} กตเม จ ภิกฺขเว ตโย ปุริสขฬุงฺกา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน โหติ นวณฺณสมฺปนฺโน นอาโรห- ปริณาหสมฺปนฺโน อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ นอาโรหปริณาหสมฺปนฺโน อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ ฯ {๒๒๖.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน โหติ นวณฺณสมฺปนฺโน นอาโรหปริณาหสมฺปนฺโน อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมสฺส ชวสฺมึ วทามิ อภิธมฺเม โข ปน อภิวินเย ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สํสาเทติ โน วิสฺสชฺเชติ อิทมสฺส น วณฺณสฺมึ วทามิ น โข ปน ลาภี โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ อิทมสฺส น อาโรหปริณาหสฺมึ วทามิ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน โหติ นวณฺณสมฺปนฺโน นอาโรหปริณาหสมฺปนฺโน ฯ {๒๒๖.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ นอาโรหปริณาหสมฺปนฺโน อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมสฺส ชวสฺมึ วทามิ อภิธมฺเม โข ปน อภิวินเย ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิสฺสชฺเชติ โน สํสาเทติ อิทมสฺส วณฺณสฺมึ วทามิ น โข ปน ลาภี โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลาน- ปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ อิทมสฺส น อาโรหปริณาหสฺมึ วทามิ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ นอาโรหปริณาหสมฺปนฺโน ฯ {๒๒๖.๕} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมสฺส ชวสฺมึ วทามิ อภิธมฺเม โข ปน อภิวินเย ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิสฺสชฺเชติ โน สํสาเทติ อิทมสฺส วณฺณสฺมึ วทามิ ลาภี โข ปน โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ อิทมสฺส อาโรหปริณาหสฺมึ วทามิ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุริสขฬุงฺโก ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุริสขฬุงฺกา ฯ {๒๒๖.๖} กตเม จ ภิกฺขเว ตโย อสฺสสทสฺสา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสสทสฺโส ฯเปฯ ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อสฺสสทสฺสา ฯ {๒๒๖.๗} กตเม จ ภิกฺขเว ตโย ปุริสสทสฺสา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุริสสทสฺโส ฯเปฯ ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ {๒๒๖.๘} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุริสสทสฺโส ฯปฯ ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สํโยชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติโก โหติ ตตฺถ ปรินิพฺพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกา อิทมสฺส ชวสฺมึ วทามิ อภิธมฺเม โข ปน อภิวินเย ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิสฺสชฺเชติ โน สํสาเทติ อิทมสฺส วณฺณสฺมึ วทามิ ลาภี โข ปน โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ อิทมสฺส อาโรหปริณาหสฺมึ วทามิ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุริสสทสฺโส ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุริสสทสฺสา ฯ {๒๒๖.๙} กตเม จ ภิกฺขเว ตโย ภทฺทา อสฺสาชานิยา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ภทฺโท อสฺสาชานิโย ฯเปฯ ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ภทฺทา อสฺสาชานิยา ฯ {๒๒๖.๑๐} กตเม จ ภิกฺขเว ตโย ภทฺทา ปุริสาชานิยา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ภทฺโท ปุริสาชานิโย ฯเปฯ ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ ฯ {๒๒๖.๑๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภทฺโท ปุริสาชานิโย ฯเปฯ ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ อิธ ภิกฺขเว ภทฺโท ปุริสาชานิโย อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทมสฺส ชวสฺมึ วทามิ อภิธมฺเม โข ปน อภิวินเย ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิสฺสชฺเชติ โน สํสาเทติ อิทมสฺส วณฺณสฺมึ วทามิ ลาภี โข ปน โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ อิทมสฺส อาโรหปริณาหสฺมึ วทามิ เอวํ โข ภิกฺขเว ภทฺโท ปุริสาชานิโย ชวสมฺปนฺโน จ โหติ วณฺณสมฺปนฺโน จ อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน จ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ภทฺทา ปุริสาชานิยาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้ากระจอก ๓ จำพวก คนกระจอก ๓ จำพวก ม้าดี ๓ จำพวก และคนดี ๓ จำพวก ม้าอาชาไนย พันธุ์ดี ๓ จำพวก และบุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๓ จำพวก เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น ม้ากระจอก ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ @เชิงอรรถ : @ มีสติ ในที่นี้หมายถึงมีสติมั่นคง เพราะมนุษย์มีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากัน ซึ่งต่างจากเทวดาและสัตว์นรก@ที่มีสติไม่มั่นคง เพราะเทวดามีแต่สุขอย่างเดียว และสัตว์นรกมีแต่ทุกข์อย่างเดียว (องฺ.นวก.อ. ๓/๒๑/๓๐๓)@ เพราะพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติในชมพูทวีป จึงมีการประพฤติพรหมจรรย์คืออริยมรรค@มีองค์ ๘ (องฺ.นวก.อ. ๓/๒๑/๓๐๓) และดู อภิ.ก. ๓๗/๒๗๑/๙๕ @ ดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๔๑-๑๔๓/๓๘๗-๓๙๒ (อัสสขฬุงกสูตร อัสสสทัสสสูตร)@ ม้าอาชาไนย ในที่นี้หมายถึงม้าที่เกิดในตระกูลม้าสินธพ หรือในตระกูลพญาม้าวลาหก (ขุ.ธ.อ. ๑๕๔/๑๐๕)@หรือ หมายถึงม้าที่รู้เหตุที่ควรและไม่ควร (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔๓/๒๗๓) และดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๗/๓๓๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. สัตตาวาสวรรค ๒. อัสสขฬุงกสูตร ๒. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๓. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ภิกษุทั้งหลาย ม้ากระจอก ๓ จำพวกนี้แล ภิกษุทั้งหลาย คนกระจอก ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนกระจอกบางคนในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วย วรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๒. คนกระจอกบางคนในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ๓. คนกระจอกบางคนในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ คนกระจอกสมบูรณ์ด้วยเชาว์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วย ความสูงและความใหญ่ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาว์ของเขา แต่เขาถูกถามปัญหาในอภิธรรมและอภิวินัย ก็จนปัญญา ตอบไม่ได้ เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่ วรรณะของเขา และเขาไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย- เภสัชชบริขาร เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่ความสูงและความใหญ่ของเขา ภิกษุทั้งหลาย คนกระจอกสมบูรณ์ด้วยเชาว์ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ เป็นอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ เชาว์ของม้า หมายถึงกำลังวิ่งหรือความมีฝีเท้าเร็ว (ปทชวะ) เชาว์ของคน หมายถึงกำลังวิ่งหรือหมายถึง@ญาณคือความหยั่งรู้อริยสัจ ๔ เป็นต้น (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔๑/๒๗๓, องฺ.นวก.อ. ๓/๒๒/๓๐๔)@ วรรณะของม้า หมายถึงสีสันแห่งสรีระ วรรณะของคน หมายถึงคุณ คือความมีปฏิภาณในการโต้ตอบแก้@ปัญหาในเรื่องอภิธรรม อภิวินัย ไม่จนปัญญา (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔๑/๒๗๓, องฺ.นวก.อ. ๓/๒๒/๓๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. สัตตาวาสวรรค ๒. อัสสขฬุงกสูตร คนกระจอกสมบูรณ์ด้วยเชาว์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วย ความสูงและความใหญ่ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธ- คามินีปฏิปทา’ เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาว์ของเขา เขาถูกถามปัญหาในอภิธรรมและอภิวินัยก็ตอบได้ ไม่จนปัญญา เรากล่าวว่า นี้เป็นวรรณะของเขา แต่เขาไม่ได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร เรากล่าวว่า นี้ไม่ใช่ความสูงและความใหญ่ของเขา ภิกษุทั้งหลาย คนกระจอกสมบูรณ์ด้วยเชาว์ และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ แต่ไม่ สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ เป็นอย่างนี้แล คนกระจอกสมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความ สูงและความใหญ่ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธ- คามินีปฏิปทา’ เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาว์ของเขา เขาถูกถามปัญหาในอภิธรรมและอภิวินัย ก็ตอบได้ ไม่จนปัญญา เรากล่าวว่า นี้เป็นวรรณะของเขา และเขาได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร เรากล่าวว่า นี้เป็นความสูงและความใหญ่ของเขา ภิกษุทั้งหลาย คนกระจอกสมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ ด้วยความสูงและความใหญ่ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย คนกระจอก ๓ จำพวกนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ม้าดี ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. ม้าดีบางตัวในโลกนี้ ฯลฯ ๒. ม้าดีบางตัวในโลกนี้ ฯลฯ ๓. ม้าดีบางตัวในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และ สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. สัตตาวาสวรรค ๒. อัสสขฬุงกสูตร ภิกษุทั้งหลาย ม้าดี ๓ จำพวกนี้แล ภิกษุทั้งหลาย คนดี ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนดีบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ๒. คนดีบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ๓. คนดีบางคนในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และ สมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ฯลฯ คนดีสมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและ ความใหญ่ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป จักเป็น โอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นแน่นอน เรากล่าวว่านี้เป็นเชาว์ของเขา เขาถูกถามปัญหาในอภิธรรมและอภิวินัย ก็ตอบได้ ไม่จนปัญญาเรากล่าวว่า นี้เป็นวรรณะของเขา และเขาได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร เรากล่าวว่า นี้เป็นความสูงและความใหญ่ของเขา ภิกษุทั้งหลาย คนดีสมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วย ความสูงและความใหญ่ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย คนดี ๓ จำพวกนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีบางตัวในโลกนี้ ฯลฯ ๒. ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีบางตัวในโลกนี้ ฯลฯ ๓. ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีบางตัวในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วย วรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ๓ จำพวกนี้แล @เชิงอรรถ : @ โอปปาติกะ หมายถึงสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ (ตาย) ก็หายวับไป ไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น@เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น (เทียบ ที.สี.อ. ๑/๑๗๑/๑๔๙) แต่ในที่นี้หมายถึงพระอนาคามีที่เกิดในสุทธาวาส@(ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์) ๕ ชั้น มีชั้นอวิหา เป็นต้น แล้วดำรงภาวะอยู่ในชั้นนั้นๆ ปรินิพพานสิ้นกิเลสใน@สุทธาวาสนั่นเอง ไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก (องฺ.ติก.อ. ๒/๘๗-๘๘/๒๔๒-๒๔๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. สัตตาวาสวรรค ๓. ตัณหามูลกสูตร ภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ๒. บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ๓. บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ ฯลฯ บุรุษอาชาไนยผู้เจริญสมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ ด้วยความสูงและความใหญ่ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน เรากล่าวว่า นี้เป็นเชาว์ของเขาเขาถูกถามปัญหาในอภิธรรมและอภิวินัย ก็ตอบได้ ไม่จนปัญญา เรากล่าวว่า นี้เป็นวรรณะของเขา และเขาได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารเรากล่าวว่า นี้เป็นความสูงและความใหญ่ของเขา ภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญสมบูรณ์ด้วยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์ด้วยความสูงและความใหญ่ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๓ จำพวกนี้แล อัสสขฬุงกสูตรที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาขฬุงคสูตรที่ ๒
ขฬุงคสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ชวสมฺปนฺโน ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยฝีเท้าเร็ว.
บทว่า นวณฺณสมฺปนฺโน ได้แก่ ไม่สมบูรณ์ด้วยผิวกาย.
ในบุรุษกระจอกมีเนื้อความดังต่อไปนี้
บทว่า ชวสมฺปนฺโน ได้แก่ บุรุษกระจอก ถึงพร้อมด้วยเชาวน์ คือญาณ.
บทว่า น คุณวณฺณสมฺปนฺโน ได้แก่ ไม่ถึงพร้อมด้วยวรรณ คือคุณ.
บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยแห่งบาลีนั้นเถิด.
ก็ในสูตรนี้ควรจะกล่าวถึงข้อใด ข้อนั้น ท่านอธิบายไว้แล้วในอรรถกถาติกนิบาตหมดแล้ว.
จบอรรถกถาขฬุงคสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------