เสวิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต เสวิสูตร
๒๖ ตโยเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม ตโย อตฺถิ ภิกฺขเว ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ อตฺถิ ภิกฺขเว ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ อตฺถิ ภิกฺขเว ปุคฺคโล สกฺกตฺวา ครุกตฺวา เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ ฯ {๔๖๕.๑} กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล หีโน โหติ สีเลน สมาธินา ปญฺญาย เอวรูโป ภิกฺขเว ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ อญฺญตฺร อนุทยา อญฺญตฺร อนุกมฺปา ฯ {๔๖๕.๒} กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สทิโส โหติ สีเลน สมาธินา ปญฺญาย เอวรูโป ภิกฺขเว ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ ตํ กิสฺส เหตุ สีลสามญฺญคตานํ สตํ สีลกถา จ โน ภวิสฺสติ สา จ โน ปวตฺตนี ภวิสฺสติ สา จ โน ผาสุ ภวิสฺสติ สมาธิสามญฺญคตานํ สตํ สมาธิกถา จ โน ภวิสฺสติ สา จ โน ปวตฺตนี ภวิสฺสติ สา จ โน ผาสุ ภวิสฺสติ ปญฺญาสามญฺญคตานํ สตํ ปญฺญากถา จ โน ภวิสฺสติ สา จ โน ปวตฺตนี ภวิสฺสติ สา จ โน ผาสุ ภวิสฺสตีติ ตสฺมา เอวรูโป ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ ฯ {๔๖๕.๓} กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล สกฺกตฺวา ครุกตฺวา เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อธิโก โหติ สีเลน สมาธินา ปญฺญาย เอวรูโป ภิกฺขเว ปุคฺคโล สกฺกตฺวา ครุกตฺวา เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ ตํ กิสฺส เหตุ อิติ อปริปูรํ วา สีลกฺขนฺธํ ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา สีลกฺขนฺธํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามิ อปริปูรํ วา สมาธิกฺขนฺธํ ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา สมาธิกฺขนฺธํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามิ อปริปูรํ วา ปญฺญากฺขนฺธํ ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา ปญฺญากฺขนฺธํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ ตสฺมา เอวรูโป ปุคฺคโล สกฺกตฺวา ครุกตฺวา เสวิตพฺโพ ภชิตพฺโพ ปยิรุปาสิตพฺโพ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ นิหียติ ปุริโส นิหีนเสวี น จ หาเยถ กทาจิ ตุลฺยเสวี เสฏฺฐมุปนมํ อุเทติ ขิปฺปํ ตสฺมา อตฺตโน อุตฺตรึ ภเชถาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ใน โลก ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ ๑. บุคคลที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ มีอยู่ ๒. บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ มีอยู่๓. บุคคลที่จะต้องสักการะเคารพ แล้วจึงเสพ คบหา เข้าไปนั่งใกล้ มีอยู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเลวโดยศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเห็นปานนี้ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ นอกจากจะเอ็นดูอนุเคราะห์กัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเช่นเดียวกับตน โดยศีล สมาธิปัญญา บุคคลเห็นปานนี้ ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะการสนทนา ปรารภศีล จักมีแก่พวกเราซึ่งเป็นคนเสมอกันโดยศีลด้วย การสนทนาของเรานั้น จักเป็นถ้อยคำเป็นไปด้วย และจักเป็นความสำราญของเราด้วย การสนทนาปรารภสมาธิ จักมีแก่พวกเราซึ่งเป็นคนเสมอกันโดยสมาธิด้วย การสนทนาของเรานั้น จักเป็นถ้อยคำเป็นไปด้วย และจักเป็นความสำราญของเราด้วย การสนทนา ปรารภปัญญา จักมีแก่เราซึ่งเป็นคนเสมอกันโดยปัญญาด้วย การสนทนาของเรานั้น จักเป็นถ้อยคำเป็นไปด้วย และจักเป็นความสำราญของเราด้วย ฉะนั้น บุคคลเห็นปานนี้ จึงควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่จะต้องสักการะ เคารพแล้วจึงเสพคบหา เข้าไปนั่งใกล้ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ยิ่งโดยศีล สมาธิปัญญา บุคคลเห็นปานนี้ จักต้องสักการะเคารพแล้วจึงเสพ คบหา เข้าไปนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะอาการเช่นนี้ จักบำเพ็ญศีลขันธ์ที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ หรือจักอนุเคราะห์ศีลขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในที่นั้นๆ จักบำเพ็ญสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือจักอนุเคราะห์สมาธิขันธ์บริบูรณ์ด้วยปัญญาในที่นั้นๆ จักบำเพ็ญปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือจักอนุเคราะห์ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในที่นั้นๆ ฉะนั้น บุคคลเห็นปานนี้จึงควรสักการะเคารพ แล้วเสพ คบหา เข้าไปนั่งใกล้ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคผู้สุคตพระศาสดา ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า บุรุษคบคนเลว ย่อมเลวลง คบคนที่เสมอกัน ย่อมไม่เสื่อม ในกาลไหนๆ คบคนที่สูงกว่า ย่อมพลันเด่นขึ้น ฉะนั้น จึงควรคบคนที่สูงกว่าตน ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. เสวิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ ๒. บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ ๓. บุคคลที่ควรสักการะ เคารพแล้วจึงเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ บุคคลที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ต่ำทรามกว่าตนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา บุคคล เช่นนี้ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ นอกจากจะเมตตาอนุเคราะห์ บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ จิตเหมือนเพชร หมายถึงจิตที่มีความแข็งแกร่ง สามารถกำจัดมูลรากแห่งกิเลสทั้งหลาย@(องฺ.ติก.อ. ๒/๒๕/๑๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๗๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. ปุคคลวรรค ๗. ชิคุจฉิตัพพสูตร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เสมอตนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะการสนทนาเกี่ยวกับศีลสมาธิ ปัญญา จักมีแก่เราทั้งหลายผู้ถึงความเสมอกันในด้านศีล สมาธิ ปัญญาการสนทนาของเราทั้งหลายนั้นจักดำเนินไปได้ และจักเป็นความสำราญ เพราะเหตุนั้น บุคคลเช่นนี้จึงควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ บุคคลที่ควรสักการะ เคารพ แล้วจึงเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เหนือกว่าตนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ควรสักการะ เคารพแล้วจึงเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลเช่นนี้คิดว่า จักบำเพ็ญสีลขันธ์(กองศีล) สมาธิขันธ์(กองสมาธิ) ปัญญาขันธ์(กองปัญญา)ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือจักอนุเคราะห์สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในที่นั้นๆ เพราะเหตุนั้น บุคคลเช่นนี้จึงควรสักการะ เคารพแล้วจึงเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก บุคคลคบผู้ต่ำทรามย่อมพลอยต่ำทรามไปด้วย แต่คบผู้ที่เสมอกันย่อมไม่เสื่อมในกาลไหนๆ คบผู้ที่สูงกว่าย่อมเด่นขึ้นทันตาเห็น เพราะฉะนั้นจึงควรคบผู้ที่สูงกว่าตน เสวิตัพพสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเสวิตัพพสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในเสวิตัพพสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เสวิตพฺโพ ได้แก่ พึงเข้าไปหา.
บทว่า ภชิตพฺโพ ได้แก่ พึงสนิทสนม.
บทว่า ปยิรุปาสิตพฺโพ ได้แก่ พึงเข้าไปบ่อยๆ ด้วยการนั่งในที่ใกล้.
บทว่า สกฺกตฺวา ครุกตฺวา ความว่า ทำทั้งสักการะและความเคารพ.
ในบทว่า หีโน โหติ สีเลน เป็นต้น พึงทราบความต่ำ (กว่ากัน) โดยเทียบเคียงกัน. อธิบายว่า ในบรรดาคนเหล่านั้น ผู้รักษาศีล ๑๐ ไม่ควรคบคนรักษาศีล ๕. ผู้รักษาจาตุปาริสุทธิศีล ไม่ควรคบคนรักษาศีล ๑๐.
บทว่า อญฺญตฺร อนุทยา อญฺญตฺร อนุกมฺปา ความว่า นอกจากจะเอ็นดู จะอนุเคราะห์. เพราะว่า เพื่อประโยชน์ตนแล้วก็ไม่ควรคบคนเช่นนี้ แต่จะเข้าไปหาเขา โดยความเอ็นดู โดยอนุเคราะห์ก็ควร.
บทว่า สีลสามญฺญคตานํ สตํ ความว่า แก่เราทั้งหลายผู้ถึงความเป็นผู้มีศีลเสมอกันมีอยู่.
บทว่า สีลกถา จ โน ภวิสฺสติ ความว่า กถาปรารภศีลนั่นแหละจักมีแก่เราทั้งหลายผู้มีศีลเสมอกันอย่างนี้.
บทว่า สา จ โน ปวตฺตนี ภวิสฺสติ ความว่า กถาของพวกเราทั้งหลายที่พูดกันแม้ตลอดวันนั้น จักดำเนินไป คือไม่ขาดระยะ.
บทว่า สา จ โน ผาสุ ภวิสฺสติ ความว่า และสีลกถาที่ดำเนินไปตลอดทั้งวันนั้น จักเป็นการอยู่อย่างสำราญของเราทั้งหลาย.
แม้ในสมาธิปัญญากถา ก็มีนัยเหมือนกันนี้แหละ.
บทว่า สีลกฺขนฺธํ ได้แก่ กองศีล.
บุคคลเว้นธรรมที่ไม่เป็นสัปปายะของศีล คือไม่เป็นอุปการะแก่ศีล ซ่องเสพ (ประพฤติ) ธรรมที่เป็นสัปปายะ คือธรรมที่เป็นอุปการะแก่ศีล ชื่อว่าอนุเคราะห์สีลขันธ์ด้วยปัญญา ในที่นั้นๆ ในบทว่า ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามิ นี้.
แม้ในสมาธิขันธ์และปัญญาขันธ์ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า นิหียติ ความว่า บุคคลเมื่อคบหาคนที่เลวกว่าตนย่อมเสื่อม คือย่อมเสียหายติดต่อกันเรื่อยไป เหมือนน้ำที่เทไปในหม้อกรองน้ำด่าง.
บทว่า ตุลฺยเสวี ได้แก่ คบคนที่เสมอกับตน.
บทว่า เสฏฺฐมุปนมํ ได้แก่ น้อมเข้าไปหาผู้ประเสริฐ.
บทว่า อุเทติ ขิปฺปํ ความว่า ย่อมเจริญเร็วทีเดียว.
บทว่า ตสฺมา อตฺตโน อุตฺตรึ ภเชถ ความว่า เพราะเหตุที่บุคคลผู้น้อมตนเข้าไปหาบุคคลผู้ประเสริฐ ย่อมเจริญเร็ว ฉะนั้นจึงควรคบคนที่ยิ่งกว่า คือคนที่สูงกว่า ได้แก่คนที่ประเสริฐกว่าตน.
จบอรรถกถาเสวิตัพพสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------