วรรคที่ ๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อปฺปมตฺตกํ อิมสฺมึ ชมฺพูทีเป อารามรามเณยฺยกํ วนรามเณยฺยกํ ภูมิรามเณยฺยกํ โปกฺขรณีรามเณยฺยกํ อถโข เอตเทว พหุตรํ ยทิทํ อุกฺกูลวิกูลํ นทีวิทุคฺคํ ขาณุกณฺฏกฏฺฐานํ ปพฺพตวิสมํ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ถลชา อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย โอทกา ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย มนุสฺเสสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย อญฺญตฺร มนุสฺเสหิ ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชายนฺติ อวิญฺญาตาเรสุ มิลกฺเขสุ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ปญฺญวนฺโต อชฬา อเนฬมูคา ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตสฺส อตฺถมญฺญาตุํ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย ทุปฺปญฺญา ชฬา เอฬมูคา น ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตสฺส อตฺถมญฺญาตุํ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย อริเยน ปญฺญาจกฺขุนา สมนฺนาคตา อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย อวิชฺชาคตา สมฺมูฬฺหา ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ลภนฺติ ตถาคตํ ทสฺสนาย อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย น ลภนฺติ ตถาคตํ ทสฺสนาย เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ลภนฺติ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ สวนาย อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย น ลภนฺติ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ สวนาย ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย สุตฺวา ธมฺมํ ธาเรนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย สุตฺวา ธมฺมํ น ธาเรนฺติ ฯ {๒๐๕.๑} เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ อุปปริกฺขนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ น อุปปริกฺขนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมํ น ปฏิปชฺชนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ สํวิชนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ น สํวิชนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย สํวิคฺคา โยนิโส ปทหนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย สํวิคฺคา โยนิโส น ปทหนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ววสฺสคฺคารมฺมณํ กริตฺวา ลภนฺติ สมาธึ ลภนฺติ จิตฺตสฺเสกคฺคตํ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย ววสฺสคฺคารมฺมณํ กริตฺวา น ลภนฺติ สมาธึ น ลภนฺติ จิตฺตสฺเสกคฺคตํ ฯ {๒๐๕.๒} เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย อนฺนคฺครสคฺคานํ ลาภิโน อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย อนฺนคฺครสคฺคานํ น ลาภิโน อุญฺเฉน กปาลภตฺเตน ยาเปนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย อตฺถรสสฺส ธมฺมรสสฺส วิมุตฺติรสสฺส ลาภิโน อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย อตฺถรสสฺส ธมฺมรสสฺส วิมุตฺติรสสฺส น ลาภิโน ฯ ตสฺมา ติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ อตฺถรสสฺส ธมฺมรสสฺส วิมุตฺติรสสฺส ลาภิโน ภวิสฺสามาติ เอวํ หิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่เกิดบนบกมีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่เกิดในน้ำมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่กลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่กลับมาเกิดในกำเนิดอื่นจากมนุษย์มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่เกิดในมัชฌิมชนบทมีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่เกิดในปัจจันตชนบท ในพวกชาวมิลักขะที่โง่เขลา มากกว่าโดยแท้สัตว์ที่มีปัญญา ไม่โง่เง่า ไม่เงอะงะ สามารถที่จะรู้อรรถแห่งคำเป็นสุภาษิต และคำเป็นทุพภาษิตได้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่เขลา โง่เง่า เงอะงะ ไม่สามารถที่จะรู้อรรถแห่งคำเป็นสุภาษิต และคำเป็นทุพภาษิตได้มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ประกอบด้วยปัญญาจักษุอย่างประเสริฐ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ตกอยู่ในอวิชชา หลงใหลมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ได้เห็นพระตถาคต มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้เห็นพระตถาคตมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ มากกว่าโดยแท้สัตว์ที่ได้ฟังธรรมแล้วทรงจำไว้ได้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ได้ฟังธรรมแล้วทรงจำไว้ไม่ได้ มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ไตร่ตรองอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้ได้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ไตร่ตรองอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้ได้ มากกว่าโดยแท้สัตว์ที่รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่ไม่รู้ทั่วถึงอรรถ ไม่รู้ทั่วถึงธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่สลดใจในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่สลดใจในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่สลดใจเริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่สลดใจไม่เริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว ไม่ได้สมาธิ ไม่ได้เอกัคคตาจิตมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ได้ข้าวอันเลิศและรสอันเลิศมีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้ข้าวอันเลิศและรสอันเลิศ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการแสวงหา ด้วยภัตที่นำมาด้วยกระเบื้อง มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ได้อรรถรสธรรมรส วิมุติรส มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้อรรถรส ธรรมรส วิมุติรสมากกว่าโดยแท้ เปรียบเหมือนในชมพูทวีปนี้ มีส่วนที่น่ารื่นรมย์ มีป่าที่น่ารื่นรมย์มีภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์ มีสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ เพียงเล็กน้อย มีที่ดอนที่ลุ่ม เป็นลำน้ำ เป็นที่ตั้งแห่งตอและหนาม มีภูเขาระเกะระกะเป็นส่วนมากฉะนั้น เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ได้อรรถรสธรรมรส วิมุติรส ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อปฺปมตฺตกํ อิมสฺมึ ชมฺพูทีเป อารามรามเณยฺยกํ วนรามเณยฺยกํ ภูมิรามเณยฺยกํ โปกฺขรณีรามเณยฺยกํ อถโข เอตเทว พหุตรํ ยทิทํ อุกฺกูลวิกูลํ นทีวิทุคฺคํ ขาณุกณฺฏกฏฺฐานํ ปพฺพตวิสมํ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย มนุสฺสา จุตา มนุสฺเสสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย มนุสฺสา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย มนุสฺสา จุตา เทเวสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย มนุสฺสา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย เทวา จุตา เทเวสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย เทวา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย เทวา จุตา มนุสฺเสสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย เทวา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย นิรยา จุตา มนุสฺเสสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย นิรยา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ {๒๐๖.๑} เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย นิรยา จุตา เทเวสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย นิรยา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ติรจฺฉานโยนิยา จุตา มนุสฺเสสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย ติรจฺฉานโยนิยา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ติรจฺฉานโยนิยา จุตา เทเวสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย ติรจฺฉานโยนิยา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ปิตฺติวิสยา จุตา มนุสฺเสสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย ปิตฺติวิสยา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อปฺปกา เต สตฺตา เย ปิตฺติวิสยา จุตา เทเวสุ ปจฺจาชายนฺติ อถโข เอเตว สตฺตา พหุตรา เย ปิตฺติวิสยา จุตา นิรเย ปจฺจาชายนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ปจฺจาชายนฺติ ปิตฺติวิสเย ปจฺจาชายนฺติ ฯ วคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดในมนุษย์ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัยมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากเทพยดากลับมาเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่จุติจากเทพยดาไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัยมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากเทพยดากลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากเทพยดาไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากนรกกลับมาเกิดในมนุษย์ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้สัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานกลับมาเกิดในมนุษย์ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานเกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยกลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานเกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัย ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานเกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ เปรียบเหมือนในชมพูทวีปนี้ มีส่วนที่น่ารื่นรมย์มีป่าที่น่ารื่นรมย์ มีภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์ มีสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ เพียงเล็กน้อย มีที่ดอน ที่ลุ่ม เป็นลำน้ำ เป็นที่ตั้งแห่งตอและหนาม มีภูเขาระเกะระกะ เป็นส่วนมากโดยแท้ ฉะนั้น ฯ จบวรรคที่ ๔ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๖. เอกธัมมบาลี ๔. จตุตถวรรค หมวดที่ ๔
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในชมพูทวีปนี้ สวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ ภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์มีจำนวนน้อยนัก ส่วนสถานที่ที่เป็นที่ดอน ที่ลุ่ม ที่มีน้ำหลาก ที่มีตอไม้และหนามที่มีภูเขาสูงชันลาดต่ำมีจำนวนมากกว่า แม้ฉันใด สัตว์ที่เกิดบนบกมีจำนวนน้อยส่วนสัตว์ที่เกิดในน้ำมีจำนวนมากกว่า ฉันนั้นเหมือนกันแล (๑)
สัตว์ที่กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไปเกิดใน กำเนิดอื่น นอกจากมนุษย์มีจำนวนมากกว่า สัตว์ที่กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบทมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่กลับมาเกิดในปัจจันตชนบท ในหมู่ชาวมิลักขะผู้โง่เขลามีจำนวนมากกว่า (๒) @เชิงอรรถ : @ กำเนิดอื่น ในที่นี้หมายถึงอบาย ๔ คือ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต และอสูรกาย@(องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๒๓/๔๓๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๔๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๖. เอกธัมมบาลี ๔. จตุตถวรรค
สัตว์ที่มีปัญญา ไม่โง่เขลา ไม่เป็นเหมือนคนหนวก คนใบ้ สามารถรู้เนื้อความแห่งคำสุภาษิตและทุพภาษิตได้มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่มีปัญญา โง่เขลาเป็นเหมือนคนหนวก คนใบ้ ไม่สามารถรู้เนื้อความแห่งคำสุภาษิตและทุพภาษิตได้มีจำนวนมากกว่า (๓)
สัตว์ที่ประกอบด้วยปัญญาจักษุอย่างประเสริฐมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ ที่ตกอยู่ในอวิชชา ลุ่มหลงมีจำนวนมากกว่า (๔)
สัตว์ที่ได้เห็นตถาคต มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่ได้เห็นตถาคตมี จำนวนมากกว่า (๕)
สัตว์ที่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่ ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้มีจำนวนมากกว่า (๖)
สัตว์ที่ฟังธรรมแล้วทรงจำไว้ได้มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ฟังธรรมแล้ว ทรงจำไว้ไม่ได้มีจำนวนมากกว่า (๗)
สัตว์ที่ไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้มีจำนวนน้อย ส่วน สัตว์ที่ไม่ไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้มีจำนวนมากกว่า (๘)
สัตว์ที่รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม แต่ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมมีจำนวนมากกว่า (๙)
สัตว์ที่สลดใจในเหตุอันควรสลดใจมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่สลดใจ ในเหตุอันควรสลดใจมีจำนวนมากกว่า (๑๐)
สัตว์ที่สลดใจ ทำความเพียรโดยแยบคายมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ สลดใจ ไม่ทำความเพียรโดยแยบคายมีจำนวนมากกว่า (๑๑) @เชิงอรรถ : @ มีปัญญา ในที่นี้หมายถึงมีปัญญา ๕ ประการ คือ (๑) กัมมัสสกตปัญญา (๒) ฌานปัญญา (๓)@วิปัสสนาปัญญา (๔) มัคคปัญญา (๕) ผลปัญญา (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๒๔/๔๓๔)@ สัตว์ที่ได้เห็นตถาคต ในที่นี้หมายถึงรู้คุณของพระตถาคต ได้เห็นตถาคตด้วยจักขุวิญญาณ@(องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๒๖/๔๓๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๔๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๖. เอกธัมมบาลี ๔. จตุตถวรรค
สัตว์ที่ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต(จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วไม่ได้สมาธิไม่ได้เอกัคคตาจิตมีจำนวนมากกว่า (๑๒)
สัตว์ที่ได้ข้าวอันเลิศและรสอันเลิศมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่ได้ข้าวอัน เลิศและรสอันเลิศยังชีพด้วยการแสวงหาด้วยภัตที่ใส่กระเบื้องมามีจำนวนมากกว่า (๑๓)
สัตว์ที่ได้อรรถรส ธรรมรส และวิมุตติรส มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ ที่ไม่ได้อรรถรส ธรรมรส และวิมุตติรสมีจำนวนมากกว่า เพราะเหตุนั้นแลเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักเป็นผู้ได้อรรถรส ธรรมรส และวิมุตติรส” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล (๑๔) [๓๓๖-๓๓๘] ในชมพูทวีปนี้ สวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ ภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์มีจำนวนน้อยนัก ส่วนสถานที่ที่เป็นที่ดอนที่ลุ่ม ที่มีน้ำหลาก ที่มีตอไม้และหนาม ที่มีภูเขาสูงชันลาดต่ำมีจำนวนมากกว่า แม้ฉันใด สัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัย (แดนเปรต)มีจำนวนมากกว่า ฉันนั้นเหมือนกันแล (๑๕-๑๗) [๓๓๙-๓๔๑] สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๑๘-๒๐) [๓๔๒-๓๔๔] สัตว์ที่จุติจากเทวดากลับมาเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากเทวดาไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๒๑-๒๓) @เชิงอรรถ : @ สมาธิ ในที่นี้หมายถึงมรรคสมาธิและผลสมาธิ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๓๓/๔๓๕)@ อรรถรส หมายถึงสามัญญผล ๔ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล@(องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๓๕/๔๓๖) @ ธรรมรส หมายถึงมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค@(องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๓๕/๔๓๖) @ วิมุตติรส หมายถึงอมตนิพพาน (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๓๕/๔๓๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๔๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๖. เอกธัมมบาลี ๔. จตุตถวรรค [๓๔๕-๓๔๗] สัตว์ที่จุติจากเทวดามาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากเทวดาไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๒๔-๒๖) [๓๔๘-๓๕๐] สัตว์ที่จุติจากนรกมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ ที่จุติจากนรกไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๒๗-๒๙) [๓๕๑-๓๕๓] สัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๓๐-๓๒) [๓๕๔-๓๕๖] สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานมาเกิดในหมู่มนุษย์ มีจำนวนน้อยส่วนสัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๓๓-๓๕) [๓๕๗-๓๕๙] สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๓๖-๓๘) [๓๖๐-๓๖๒] สัตว์ที่จุติจากเปรตวิสัยมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากเปรตวิสัยไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๓๙-๔๑) [๓๖๓-๓๖๕] สัตว์ที่จุติจากเปรตวิสัยไปเกิดในหมู่เทวดามีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่จุติจากเปรตวิสัยไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัยมีจำนวนมากกว่า (๔๒-๔๔) จตุตถวรรค จบ (ชัมพุทีปเปยยาล จบ) @เชิงอรรถ : @ เริ่มตั้งแต่ข้อ ๓๒๒ ถึงข้อ ๓๖๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๔๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวรรคที่ ๔
____________________________
บาลี ๒๐๕-๒๐๖
วรรคที่ ๔ สูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ชมฺพูทีเป ความว่า ชื่อว่าชมพูทวีป เพราะเป็นทวีปที่รู้กันทั่วไป คือปรากฏด้วยต้นหว้าเป็นสำคัญ. เขาว่าทวีปนี้มีต้นหว้าใหญ่ตระหง่านสูง ๑๐๐ โยชน์ กิ่งยาว ๕๐ โยชน์ ลำต้นกลม ๑๕ โยชน์ เกิดอยู่ที่เขาหิมพานต์ตั้งอยู่ชั่วกัป. ทวีปนี้เรียกว่าชมพูทวีป เพราะมีต้นหว้าใหญ่นั้น.
อนึ่ง ในทวีปนี้ ต้นหว้าตั้งอยู่ชั่วกัปฉันใด แม้ต้นไม้เหล่านี้ คือต้นกระทุ่มในอมรโคยานทวีป ต้นกัลปพฤกษ์ในอุตตรกุรุทวีป ต้นซีกในบุพพวิเทหทวีป ต้นแคฝอยของพวกอสูร ต้นงิ้วของพวกครุฑ ต้นปาริชาตของพวกเทวดา ก็ตั้งอยู่ชั่วกัปเหมือนกัน ฉันนั้น.
ปาตลี สิมฺพลี ชมฺพู เทวานํ ปาริฉตฺตโก กทมฺโพ กปฺปรุกฺโข จ สิรีเสน ภวติ สตฺตโม แปลว่า
ต้นแคฝอย ต้นงิ้ว ต้นหว้า ต้นปาริชาต ของเทวดา
ต้นกระทุ่ม ต้นกัลปพฤกษ์ และต้นซึกครบ ๗ ต้น.
บทว่า อารามรามเณยฺยกํ ความว่า บรรดาสวนดอกไม้และสวนผลไม้ที่น่ารื่นรมย์ เช่น สวนพระเวฬุวัน ชีวกัมพวัน เชตวันและบุพพาราม.
สวนอันน่ารื่นรมย์นั้นในชมพูทวีปนี้มีน้อย คือนิดหน่อย. อธิบายว่า มีไม่มาก.
แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า วนรามเณยฺยกํ ในสูตรนี้ พึงทราบว่าป่าไม้ คืออรัญดงไม้ ในประเทศแห่งเขาวงก์ และเขาหิมวันต์เป็นต้น ก็เช่นเดียวกับป่านาควัน ป่าสาลวันและป่าจัมปกวันเป็นต้น.
บทว่า ภูมิรามเณยฺยกํ ได้แก่ พื้นที่สม่ำเสมอ คือราบเรียบ เช่นพระเชตวันวิหารและนาในแคว้นมคธเป็นต้น.
บทว่า โปกฺขรณีรามเณยฺยกํ ได้แก่ สถานที่ตั้งสระโบกขรณีซึ่งมีสัณฐานกลม สี่เหลี่ยม ยาวและโค้งเป็นต้น เช่นสระโบกขรณีของเจ้าเชต และสระโบกขรณีของเจ้ามัลละ.
บทว่า อุกฺกูลวิกูลํ แปลว่า ที่ดอนและที่ลุ่ม. ในพระบาลีว่า อุกฺกูลวิกูลํ นั้น ที่ดอนชื่อว่าอุกกูละ ที่ลุ่มชื่อว่าวิกูละ.
บทว่า นทีวิทุคฺคํ ได้แก่ แม่น้ำ ที่เรียกว่า นทีวิทุคฺคํ เพราะเป็นแม่น้ำที่ไหลไปยาก คือหล่ม.
บทว่า ขาณุกณฺฏกฏฺฐานํ ได้แก่ ที่ทับถมอยู่แห่งตอและหนามอันเกิดในที่นั้นเอง และที่คนอื่นนำมาทิ้งไว้.
บทว่า ปพฺพตวิสมํ ได้แก่ ที่ขรุขระแห่งภูเขานั่นแหละ.
บทว่า เย โอทกา ความว่า สัตว์ที่เกิดในน้ำเท่านั้น มากกว่า.
ได้ยินว่า จากที่นี้ไป ประมาณ ๗๐๐ โยชน์ มีประเทศชื่อว่า สุวรรณภูมิ. เรือแล่นไปด้วยลมพัดไปทางเดียว จะเดินทางถึงในเวลา ๗ วัน ๗ คืน. ครั้นสมัยหนึ่งเรือแล่นไปอย่างนั้น เดินทางไปเพียง ๗ วัน (โดยแล่นไป) ตามหลังปลานันทิยาวัฏ.
พึงทราบว่าสัตว์น้ำมีมากอย่างนี้.
อีกประการหนึ่ง เพราะพื้นที่บนบกน้อย และเพราะน้ำมีมาก.
พึงทราบความหมายในเรื่องนี้ดังต่อไปนี้
เหมือนอย่างว่า ในบึงใหญ่มีกอบัวกอหนึ่งมีใบ ๔ ใบ เฉพาะตรงกลาง (กอ) มีดอกบัวตูมดอกหนึ่งฉันใด ทวีปทั้ง ๔ เหมือนใบบัว ๔ ใบ เขาสิเนรุ เหมือนดอกบัวตูมที่กลาง (กอ) ฉันนั้นเหมือนกัน. โอกาสว่างที่น้ำล้อมรอบทวีป ก็เหมือนน้ำที่เหลือ. ความที่น้ำนั้นเป็นของมาก ย่อมปรากฏแก่ท่านผู้มีฤทธิ์. เพราะเมื่อท่านผู้มีฤทธิ์ไปทางอากาศ ทวีปทั้ง ๔ ย่อมปรากฏเหมือนใบบัว ๔ ใบเขาสิเนรุปรากฏเหมือนดอกบัวตูมอยู่ตรงกลาง พึงทราบว่า เพราะสัตว์เกิดในน้ำมีมาก สัตว์น้ำเท่านั้นจึงมากกว่าด้วยประการอย่างนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒ เป็นต้น
ในสูตรที่ ๒ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อญฺญตฺร มนุสฺเสหิ ความว่า ในที่นี้ท่านประสงค์เอาอบายทั้ง ๔ เว้นมนุษย์ทั้งหลาย.
บทว่า มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ อธิบายว่า ในทิศตะวันออกมีนิคมชื่อกชังคละ. ต่อจากนิคมนั้นไปเป็นมหาสาลนคร, ถัดจากมหาสาลนครนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีแม่น้ำชื่อว่าสาลวดี ถัดจากแม่น้ำนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามา เป็นมัชฌิมประเทศ,ในทิศใต้มีนิคมชื่อว่า เสตกัณณิกะ ถัดจากนิคมนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ, ในทิศตะวันตก มีบ้านพราหมณ์ชื่อถูนะ ถัดจากบ้านพราหมณ์นั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ,ในทิศเหนือมีภูเขาชื่ออุสีรธชะ ถัดจากภูเขานั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ, ในชนบทที่ท่านกำหนดไว้ดังกล่าวมาฉะนี้.
ชนบทนี้มีสัณฐานเหมือนตะโพน (วัด) โดยตรง บางแห่ง ๘๐ โยชน์ บางแห่ง ๑๐๐ โยชน์ บางแห่ง ๒๐๐ โยชน์. แต่ตรงกลาง ๓๐๐ โยชน์ (วัด) โดยรอบประมาณ ๙๐๐ โยชน์. สัตว์เหล่านี้ คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระมหาสาวก พระพุทธอุปัฏฐากและพระพุทธสาวก พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา พระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมเกิดในที่มีประมาณเท่านี้.
อีกประการหนึ่ง มัชฌิมประเทศ แม้เทียบเคียงเอาย่อมได้. พึงทราบนัยอย่างนี้ว่า ก็ชมพูทวีปแม้ทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นมัชฌิมประเทศ ทวีปที่เหลือเป็นปัจจันตชนบท. เมืองอนุราธปุระในตามพปัณณิทวีป (เกาะลังกา) ชื่อว่าเป็นมัชฌิมประเทศ ประเทศที่เหลือเป็นปัจจันตชนบท.
ในบทว่า ปญฺญวนฺโต อชฬา อเนฬมูคา นี้ ผู้ประกอบด้วยปัญญาเหล่านี้ คือ กัมมัสสกตปัญญา ๑ ฌานปัญญา ๑ วิปัสสนาปัญญา ๑ มัคคปัญญา ๑ ผลปัญญา ๑ ชื่อว่าผู้มีปัญญา.
ผู้ไม่โง่เขลา ชื่อว่าผู้ไม่โง่เง่า. น้ำลายของชนเหล่าใดไม่ไหลออกจากปาก ชนเหล่านั้น ชื่อว่าผู้ไม่มีน้ำลายไหล. อธิบายว่า ปากไม่มีน้ำลาย (ไหลยืด) ปากไม่มีโทษ.
บทว่า ปฏิพลา แปลว่า ผู้สามารถ คือเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังกายและกำลังญาณ.
บทว่า อญฺญาตุ ความว่า เพื่อรู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ เหตุและมิใช่เหตุ.
บทว่า ทุปฺปญฺญา แปลว่า ผู้ไม่มีปัญญา.
บทว่า ชฬา แปลว่า ผู้เขลา ผู้หลง.
บทว่า อริเยน ปญฺญาจกฺขุนา ความว่า พร้อมกับวิปัสสนาและมรรค.
บทว่า อวิชฺชาคตา แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความมืดบอด คืออวิชชา.
บทว่า เย ลภนฺติ ตถาคตํ ทสฺสนาย ความว่า สัตว์เหล่าใดรู้คุณของพระตถาคต ย่อมได้เห็นพระตถาคตด้วยจักขุวิญญาณ.
บทว่า ตถาคตปฺปเวทิตํ ความว่า อันพระตถาคตประกาศแล้ว คือตรัสประกาศไว้แล้ว.
บทว่า สวนาย ได้แก่ เพื่อสดับด้วยโสตวิญญาณ.
บทว่า ธาเรนฺติ ได้แก่ ไม่หลงลืมพระธรรมวินัยนั้น.
บทว่า ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ อุปปริกฺขนฺติ ความว่า สอบสวนอรรถะและมิใช่อรรถะแห่งพระบาลีโดยคล่องแคล่ว.
บทว่า อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ได้แก่ รู้อรรถกถาและบาลี.
บทว่า ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชนฺติ ได้แก่ บำเพ็ญปฏิปทาอันสมควร.
บทว่า สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ ได้แก่ ในเหตุอันน่าสังเวช.
บทว่า สํวิชฺชนฺติ ความว่า ย่อมถึงความสังเวช.
บทว่า โยนิโส ปทหนฺติ ความว่า กระทำปธานะ คือ ความเพียรอันตั้งไว้โดยอุบาย.
บทว่า ววสฺสคฺคารมฺมณํ ความว่า พระนิพพานเรียกว่า ววัสสัคคะ (เป็นที่สละสังขาร), กระทำพระนิพพานนั้นให้เป็นอารมณ์.
บทว่า ลภนฺติ สมาธึ ความว่า ย่อมได้มรรคสมาธิและผลสมาธิ.
บทว่า อนฺนคฺครสคฺคานํ ได้แก่ ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี.
บทว่า อุญฺเฉน กปาลภตฺเตน ยาเปนฺติ ความว่า ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยรากไม้ และผลไม้น้อยใหญ่ในป่า หรือด้วยภัตตาหารที่ตนนำมาแล้วด้วยภาชนะกระเบี้องโดยการแสวงหา.
ก็ในเรื่องนี้ บุคคลใดเมื่อจิตเกิดต้องการของเคี้ยวของกินอะไรๆ ไม่ได้ของนั้นในทันที บุคคลนี้ชื่อว่าไม่ได้ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี. แม้เมื่อบุคคลใดได้ในทันทีแล้วมองดูอยู่ (เห็น) สี กลิ่นและรส ไม่ชอบใจ แม้บุคคลนี้ก็ชื่อว่าไม่ได้ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี. ส่วนบุคคลใดได้ของที่มี สี กลิ่นและรสชอบใจ บุคคลนี้ชื่อว่าได้ข้าวอย่างดีและรสอย่างดี. บุคคลผู้นั้น พึงทราบโดยตัวอย่างสูงสุด เช่น พระเจ้าจักรพรรดิ โดยตัวอย่างอย่างต่ำพระเจ้าธรรมาโศกราช. ก็โดยสังเขป ภัตตาหารหนึ่งถาดมีราคาแสนหนึ่งนี้ ชื่อว่าข้าวอย่างดีและรสอย่างดี.
ถามว่า ก็การที่พวกมนุษย์ได้เห็นภิกษุสงฆ์เที่ยวบิณฑบาตแล้วถวายภัตตาหารอันอุดมและประณีตนี้ เรียกว่าอะไร.
ตอบว่า นี้ก็เรียกว่าข้าวอย่างดีและรสอย่างดี เทียบเคียงบุคคลผู้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยภัตตาหารที่ตนนำมาด้วยภาชนะกระเบื้อง ด้วยการเที่ยวแสวงหา.
ในบทว่า อตฺถรโส เป็นต้นไป ความว่า สามัญญผล ๔ ชื่อว่าอรรถรส. มรรค ๔ ชื่อว่า ธรรมรส. พระอมตนิพพาน ชื่อว่าวิมุตติรส.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาวรรคที่ ๔ จบชมพูทวีปเปยยาล -----------------------------------------------------