ปังกธาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ปังกธาสูตร
๙๒ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน ปงฺกธา นาม โกสลานํ นิคโม ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ปงฺกธายํ วิหรติ ปงฺกธา นาม โกสลานํ นิคโม ฯ เตน โข ปน สมเยน กสฺสปโคตฺโต นาม ภิกฺขุ ปงฺกธายํ อาวาสิโก โหติ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย ภิกฺขู สนฺทสฺเสติ สมาทเปติ สมุตฺเตเชติ สมฺปหํเสติ ฯ อถโข กสฺสปโคตฺตสฺส ภิกฺขุโน ภควตา สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย ภิกฺขู สนฺทสฺเสนฺเต สมาทเปนฺเต สมุตฺเตเชนฺเต สมฺปหํเสนฺเต อหุเทว อกฺขนฺติ อหุ อปฺปจฺจโย อธิสลฺเลขเตวายํ สมโณติ ฯ อถโข ภควา ปงฺกธายํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน ราชคหํ เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน ราชคหํ ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ อถโข กสฺสปโคตฺตสฺส ภิกฺขุโน อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต อหุเทว กุกฺกุจฺจํ อหุ วิปฺปฏิสาโร อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยสฺส เม ภควตา สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย ภิกฺขู สนฺทสฺเสนฺเต สมาทเปนฺเต สมุตฺเตเชนฺเต สมฺปหํเสนฺเต อหุเทว อกฺขนฺติ อหุ อปฺปจฺจโย อธิสลฺเลขเตวายํ สมโณติ ยนฺนูนาหํ เยน ภควา เตนุปสงฺกเมยฺยํ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต สนฺติเก อจฺจยํ อจฺจยโต เทเสยฺยนฺติ ฯ {๕๓๑.๑} อถโข กสฺสปโคตฺโต ภิกฺขุ เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน ราชคหํ เตน ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน เยน ราชคหํ คิชฺฌกูโฏ ปพฺพโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข กสฺสปโคตฺโต ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ เอกมิทํ ภนฺเต สมยํ ภควา ปงฺกุธายํ วิหรติ ปงฺกุธา นาม โกสลานํ นิคโม ตตฺร สุทํ ภควา สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย ภิกฺขู สนฺทสฺเสติ สมาทเปติ สมุตฺเตเชติ สมฺปหํเสติ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต ภควตา สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย ภิกฺขู สนฺทสฺเสนฺเต สมาทเปนฺเต สมุตฺเตเชนฺเต สมฺปหํเสนฺเต อหุเทว อกฺขนฺติ อหุ อปฺปจฺจโย อธิสลฺเลขเตวายํ สมโณติ อถโข ภควา ปงฺกธายํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน ราชคหํ เตน จาริกํ ปกฺกามิ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต อหุเทว กุกฺกุจฺจํ อหุ วิปฺปฏิสาโร อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยสฺส เม ภควตา สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย ภิกฺขู สนฺทสฺเสนฺเต สมาทเปนฺเต สมุตฺเตเชนฺเต สมฺปหํเสนฺเต อหุเทว อกฺขนฺติ อหุ อปฺปจฺจโย อธิสลฺเลขเตวายํ สมโณติ ยนฺนูนาหํ เยน ภควา เตนุปสงฺกเมยฺยํ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต สนฺติเก อจฺจยํ อจฺจยโต เทเสยฺยนฺติ อจฺจโย มํ ภนฺเต อจฺจคมา ยถาพาลํ ยถามูฬฺหํ ยถาอกุสลํ ยสฺส เม ภควตา สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย ภิกฺขู สนฺทสฺเสนฺเต สมาทเปนฺเต สมุตฺเตเชนฺเต สมฺปหํเสนฺเต อหุเทว อกฺขนฺติ อหุ อปฺปจฺจโย อธิสลฺเลขเตวายํ สมโณติ ตสฺส เม ภนฺเต ภควา อจฺจยํ อจฺจยโต ปฏิคฺคณฺหาตุ อายตึ สํวรายาติ ฯ {๕๓๑.๒} ตคฺฆ ตํ กสฺสป อจฺจโย อจฺจคมา ยถาพาลํ ยถามูฬฺหํ ยถาอกุสลํ ยสฺส เต มยา สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย ภิกฺขู สนฺทสฺเสนฺเต สมาทเปนฺเต สมุตฺเตเชนฺเต สมฺปหํเสนฺเต อหุเทว อกฺขนฺติ อหุ อปฺปจฺจโย อธิสลฺเลขเตวายํ สมโณติ ยโต จ โข ตฺวํ กสฺสป อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรสิ ตนฺเต มยํ ปฏิคฺคณฺหาม วุฑฺฒิ เหสา กสฺสป อริยสฺส วินเย โย อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรติ อายตึ สํวรํ อาปชฺชติ เถโร เจปิ กสฺสป ภิกฺขุ โหติ น สิกฺขากาโม สิกฺขาสมาทานสฺส น วณฺณวาที เย จญฺเญ ภิกฺขู น สิกฺขากามา เต จ สิกฺขาย น สมาทเปติ เย จญฺเญ ภิกฺขู สิกฺขากามา เตสญฺจ น วณฺณํ ภณติ ภูตํ ตจฺฉํ กาเลน เอวรูปสฺสาหํ กสฺสป เถรสฺส ภิกฺขุโน น วณฺณํ ภณามิ ตํ กิสฺส เหตุ สตฺถา หิสฺส วณฺณํ ภณตีติ อญฺเญ นํ ภิกฺขู ภเชยฺยุํ เย นํ ภเชยฺยุํ ตฺยสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺยุํ ยสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺยุํ เตสนฺตํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ตสฺมาหํ กสฺสป เอวรูปสฺส เถรสฺส ภิกฺขุโน น วณฺณํ ภณามิ มชฺฌิโม เจปิ กสฺสป ภิกฺขุ โหติ ฯเปฯ {๕๓๑.๓} นโว เจปิ กสฺสป ภิกฺขุ โหติ น สิกฺขากาโม สิกฺขาสมาทานสฺส น วณฺณวาที เย จญฺเญ ภิกฺขู น สิกฺขากามา เต จ สิกฺขาย น สมาทเปติ เย จญฺเญ ภิกฺขู สิกฺขากามา เตสญฺจ น วณฺณํ ภณติ ภูตํ ตจฺฉํ กาเลน เอวรูปสฺสาหํ กสฺสป นวสฺส ภิกฺขุโน น วณฺณํ ภณามิ ตํ กิสฺส เหตุ สตฺถา หิสฺส วณฺณํ ภณตีติ อญฺเญ นํ ภิกฺขู ภเชยฺยุํ เย นํ ภเชยฺยุํ ตฺยสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺยุํ ยสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺยุํ เตสนฺตํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ตสฺมาหํ กสฺสป เอวรูปสฺส นวสฺส ภิกฺขุโน น วณฺณํ ภณามิ เถโร เจปิ กสฺสป ภิกฺขุ โหติ สิกฺขากาโม สิกฺขาสมาทานสฺส วณฺณวาที เย จญฺเญ ภิกฺขู น สิกฺขากามา เต จ สิกฺขาย สมาทเปติ เย จญฺเญ ภิกฺขู สิกฺขากามา เตสญฺจ วณฺณํ ภณติ ภูตํ ตจฺฉํ กาเลน เอวรูปสฺสาหํ กสฺสป เถรสฺส ภิกฺขุโน วณฺณํ ภณามิ ตํ กิสฺส เหตุ สตฺถา หิสฺส วณฺณํ ภณตีติ อญฺเญ นํ ภิกฺขู ภเชยฺยุํ เย นํ ภเชยฺยุํ ตฺยสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺยุํ ยสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺยุํ เตสนฺตํ อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ตสฺมาหํ กสฺสป เอวรูปสฺส เถรสฺส ภิกฺขุโน วณฺณํ ภณามิ มชฺฌิโม เจปิ กสฺสป ภิกฺขุ โหติ ฯเปฯ {๕๓๑.๔} นโว เจปิ กสฺสป ภิกฺขุ โหติ สิกฺขากาโม สิกฺขาสมาทานสฺส วณฺณวาที เย จญฺเญ ภิกฺขู น สิกฺขากามา เต จ สิกฺขาย สมาทเปติ เย จญฺเญ ภิกฺขู สิกฺขากามา เตสญฺจ วณฺณํ ภณติ ภูตํ ตจฺฉํ กาเลน เอวรูปสฺสาหํ กสฺสป นวสฺส ภิกฺขุโน วณฺณํ ภณามิ ตํ กิสฺส เหตุ สตฺถา หิสฺส วณฺณํ ภณตีติ อญฺเญ นํ ภิกฺขู ภเชยฺยุํ เย นํ ภเชยฺยุํ ตฺยสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺยุํ ยสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺยุํ เตสนฺตํ อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ตสฺมาหํ กสฺสป เอวรูปสฺส นวสฺส ภิกฺขุโน วณฺณํ ภณามีติ ฯ สมณวคฺโค จตุตฺโถ ฯ ตสฺสุทฺทานํ สมโณ คทฺรโภ เขตฺโต วชฺชิปุตฺโต จ เสขินา ตโย จ เสขิโน วุตฺตา เทฺว สิกฺขา ปงฺกเธน จาติ ฯ -----------
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อม ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมแห่งชาวโกศลชื่อปังกธา ได้ยินว่าสมัยนั้นพระองค์ประทับอยู่ ณ นิคมแห่งชาวโกศลชื่อปังกธา ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุชื่อกัสสปโคตร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ณ ปังกธานิคม ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มี-*พระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยสิกขาบท ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยสิกขาบทอยู่ ภิกษุกัสสปโคตรได้เกิดความขัดใจไม่แช่มชื่นว่า สมณะนี้ขัดเกลายิ่งนัก ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปังกธานิคมตามควรแก่อภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกกลับไปทางพระนครราชคฤห์ เมื่อเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้เสด็จถึงพระนครราชคฤห์แล้ว ได้ยินว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ภิกษุกัสสปโคตรเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปได้ไม่นาน ได้เกิดความรำคาญ เดือดร้อนว่าเราผู้เกิดความขัดใจ ไม่แช่มชื่นว่า สมณะนี้ขัดเกลายิ่งนัก ในเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมี-*ถกาอันปฏิสังยุตด้วยสิกขา ชื่อว่าเป็นอันหมดลาภ ไม่มีลาภ ได้ชั่ว ไม่ได้ดีแล้วหนอ ถ้ากระไร เราควรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ แล้วพึงแสดงโทษโดยความเป็นโทษในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด ลำดับนั้นแล ภิกษุกัสสปโคตรเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรและจีวร หลีกไปทางพระนครราชคฤห์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์โดยลำดับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวโกศลชื่อปังกธา ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้งให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา อันปฏิสังยุตด้วยสิกขาบทพระเจ้าข้า ขณะที่พระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยสิกขาบทอยู่ ข้าพระองค์นั้นได้เกิดขัดใจไม่แช่มชื่นว่า สมณะนี้ขัดเกลายิ่งนัก ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปังกธานิคมตามควรแก่อภิรมย์ เสด็จจาริกกลับไปทางพระนคร-*ราชคฤห์ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์นั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นานได้เกิดความรำคาญ เดือดร้อนว่า เราผู้เกิดความขัดใจไม่แช่มชื่นว่า สมณะนี้ขัดเกลายิ่งนัก ในเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยสิกขาบท ชื่อว่าเป็นอันหมดลาภ ไม่มีลาภ ได้ชั่ว ไม่ได้ดีแล้วหนอ อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วพึงแสดงโทษโดยความเป็นโทษ ในสำนักของพระผู้มีพระภาค พระเจ้าข้า โทษได้ถึงตัวข้าพระองค์ผู้เป็นคนโง่เขลา งมงาย ไม่ฉลาด ข้าพระองค์ได้เกิดความขัดใจไม่แช่มชื่นว่า สมณะนี้ขัดเกลายิ่งนัก ในเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยสิกขาบท พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดทรงรับโทษของข้าพระองค์นั้น โดยความเป็นโทษ เพื่อความสำรวมระวังต่อไปเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เอาละ กัสสปะ โทษได้ถึงตัวเธอผู้เป็นคนโง่เขลา งมงาย ไม่ฉลาด เธอใดได้เกิดความขัดใจไม่แช่มชื่นว่า สมณะนี้ขัด-*เกลายิ่งนัก ในเมื่อเรายังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยสิกขาบท ก็เพราะเหตุที่เธอนั้นเห็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ฉะนั้น เราก็รับโทษอันนั้นของเธอ ดูกรกัสสปะ ก็การที่บุคคลเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไปนี้เป็นการเจริญในอริยวินัย ดูกรกัสสปะ ถ้าภิกษุปูนเถระเป็นผู้ไม่ใคร่ต่อการศึกษาไม่สรรเสริญการสมาทานการศึกษา เธอย่อมจะไม่ชักชวนภิกษุอื่นๆ ที่ไม่ใคร่ต่อการศึกษาในการศึกษา และไม่แสดงคุณที่มีจริงเป็นจริงของภิกษุรูปอื่นๆ ที่ใคร่ต่อการศึกษาตามกาล ดูกรกัสสปะ ภิกษุปูนเถระเห็นปานดังนี้ เราไม่สรรเสริญข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุอื่นๆ จะพึงคบหาเธอโดยเห็นว่า พระศาสดาสรรเสริญเขา ภิกษุพวกที่คบหาภิกษุนั้น พึงถือเอาภิกษุนั้นเป็นแบบอย่าง ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เธอทั้งหลาย สิ้นกาลนาน ดูกรกัสสปะเพราะเหตุดังกล่าวมานี้ เราจึงไม่สรรเสริญภิกษุปูนเถระเห็นปานดังนี้ ดูกรกัสสปะถ้าภิกษุปูนกลาง ฯลฯ ถ้าภิกษุใหม่เป็นผู้ไม่ใคร่ต่อการศึกษา ไม่สรรเสริญการสมาทานการศึกษา เธอย่อมจะไม่ชักชวนภิกษุอื่นๆ ที่ไม่ใคร่ต่อการศึกษาในการศึกษาและไม่แสดงคุณที่เป็นจริงมีจริงของภิกษุอื่นๆ ที่ใคร่ต่อการศึกษาตามกาลดูกรกัสสปะ ภิกษุใหม่เห็นปานดั่งนี้ เราไม่สรรเสริญ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุอื่นๆ จะพึงคบหาเธอโดยเห็นว่าพระศาสดาสรรเสริญเขา ภิกษุที่คบหาภิกษุนั้นพึงถือภิกษุนั้นเป็นแบบอย่าง ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เธอทั้งหลายสิ้นกาลนาน ดูกรกัสสปะ เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ เราจึงไม่สรรเสริญภิกษุใหม่เห็นปานนั้น ดูกรกัสสปะ ถ้าภิกษุปูนเถระ ฯลฯ ถ้าภิกษุปูนกลาง ฯลฯ ถ้าภิกษุใหม่ เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา สรรเสริญการสมาทานการศึกษา เธอย่อมจะชักชวนภิกษุอื่นๆ ที่ไม่ใคร่ต่อการศึกษา และแสดงคุณที่มีจริงเป็นจริงของภิกษุอื่นๆ ที่ใคร่ต่อการศึกษาตามกาล ดูกรกัสสปะ ภิกษุใหม่เห็นปานดั่งนี้ เราสรรเสริญ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุอื่นๆ จะพึงคบหาเธอโดยเห็นว่าพระศาสดาสรรเสริญเขา ภิกษุพวกที่คบหาภิกษุนั้นพึงถือเอาภิกษุนั้นเป็นแบบอย่างข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่เธอทั้งหลาย สิ้นกาลนาน ดูกร-*กัสสปะ เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ เราจึงสรรเสริญภิกษุใหม่เห็นปานดังนี้ ฯ จบสมณวรรคที่ ๔ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สมณสูตร ๒. คัทรภสูตร ๓. เขตตสูตร ๔. วัชชีปุตตสูตร ๕. เสขสูตรที่ ๑ ๖. เสขสูตรที่ ๒ ๗. เสขสูตรที่ ๓ ๘. เสขสูตรที่ ๔ ๙. สิกขาสูตรที่ ๑ ๑๐. สิกขาสูตรที่ ๒ ๑๑. ปังกธาสูตร ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. ปังกธาสูตร ว่าด้วยตำบลปังกธา
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงตำบลของแคว้นโกศลชื่อปังกธา ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลปังกธาของชาวโกศลนั้น @เชิงอรรถ : @ อัปปมาณสมาธิ หมายถึงสมาธิที่สัมปยุตด้วยอรหัตตมรรค (องฺ.ติก.อ. ๒/๙๑/๒๔๕)@ ตรัสรู้ชอบ ในที่นี้หมายถึงตรัสรู้อริยสัจ ๔ (องฺ.ติก.อ. ๒/๙๑/๒๔๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๒๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. สมณวรรค ๑๑. ปังกธาสูตร สมัยนั้น ภิกษุชื่อกัสสปโคตร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่ตำบลปังกธา ทราบมาว่า ณที่นั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เหล่าภิกษุเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติเร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยสิกขาบท เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เหล่าภิกษุเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยสิกขาบทอยู่ ภิกษุกัสสปโคตรได้มีความขัดใจ ไม่ยินดีว่า ‘สมณะนี้ขัดเกลากิเลสยิ่งนัก’ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลปังกธาตามพระอัธยาศัยแล้ว เสด็จจาริกไปทางกรุงราชคฤห์ เสด็จจาริกไปโดยลำดับจนถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์นั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปไม่นาน ภิกษุกัสสปโคตรได้มีความรำคาญเดือดร้อนใจว่า “ไม่ใช่ลาภของเราหนอ เราไม่มีลาภหนอ เราได้ชั่วแล้วหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอ ที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เหล่าภิกษุเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยสิกขาบท ได้มีความขัดใจ ไม่ยินดีว่า ‘สมณะนี้ขัดเกลากิเลสยิ่งนัก’จะเป็นการดี ถ้าเราจะพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วแสดงโทษโดยความเป็นโทษในสำนักพระผู้มีพระภาค” ลำดับนั้น ภิกษุกัสสปโคตรเก็บเสนาสนะ ถือบาตรจีวร หลีกไปทางกรุง ราชคฤห์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบล ปังกธาของชาวโกศล ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เหล่าภิกษุเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยสิกขาบท เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เหล่าภิกษุเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยสิกขาบทอยู่ ข้าพระองค์นั้นได้มีความขัดใจไม่ยินดีว่า ‘สมณะนี้ขัดเกลากิเลสยิ่งนัก’ ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๒๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. สมณวรรค ๑๑. ปังกธาสูตร ปังกธาตามพระอัธยาศัยแล้ว เสด็จจาริกไปทางกรุงราชคฤห์ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปไม่นาน ข้าพระองค์นั้นได้มีความรำคาญเดือดร้อนใจว่า ‘ไม่ใช่ลาภของเราหนอ เราไม่มีลาภหนอ เราได้ชั่วแล้วหนอ เราไม่ได้ดีแล้วหนอ ที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เหล่าภิกษุเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยสิกขาบทเรากลับมีความขัดใจไม่ยินดีว่า ‘สมณะนี้ขัดเกลากิเลสยิ่งนัก’ จะเป็นการดี ถ้าเราจะพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วแสดงโทษโดยความเป็นโทษในสำนักพระผู้มีพระภาค’ โทษได้ถึงตัวข้าพระองค์ผู้โง่เขลา งมงาย ไม่ฉลาด เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เหล่าภิกษุเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมมีกถาที่ประกอบด้วยสิกขาบทอยู่ข้าพระองค์ได้มีความขัดใจ ไม่ยินดีว่า ‘สมณะนี้ขัดเกลากิเลสยิ่งนัก’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคทรงรับทราบโทษของข้าพระองค์นั้นโดยความเป็นโทษเพื่อความสำรวมระวังต่อไปเถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เอาละ กัสสปะ โทษได้ถึงตัวเธอผู้โง่เขลา งมงายไม่ฉลาด เมื่อเราให้เหล่าภิกษุเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาที่ประกอบด้วยสิกขาบทก็เพราะเธอมีความขัดใจ ไม่ยินดีว่า ‘สมณะนี้ขัดเกลากิเลสยิ่งนัก’ ได้เห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ฉะนั้นเราจึงรับทราบโทษนั้นของเธอ ก็การที่บุคคลเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมระวังต่อไปนี้เป็นความเจริญในอริยวินัย ถ้าภิกษุผู้เป็นเถระไม่ใคร่ต่อการศึกษา ไม่สรรเสริญการเอาใจใส่การศึกษาเธอย่อมไม่ชักชวนภิกษุอื่นที่ไม่ใคร่ต่อการศึกษาให้ใคร่ต่อการศึกษา และไม่สรรเสริญคุณที่มีจริงเป็นจริงของภิกษุอื่นที่ใคร่ต่อการศึกษาตามโอกาสอันสมควร เราไม่สรรเสริญคุณของภิกษุผู้เป็นเถระเช่นนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพวกภิกษุอื่นพึงคบหาเธอโดยเห็นว่า “พระศาสดาก็ยังตรัสสรรเสริญคุณของท่าน” ภิกษุพวกที่คบหาเธอพึงพากันตามอย่างเธอ ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่ภิกษุพวกที่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๒๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. สมณวรรค ๑๑. ปังกธาสูตร พากันตามอย่างเธอตลอดกาลนาน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่สรรเสริญคุณของภิกษุผู้เป็นเถระเช่นนี้ ถ้าภิกษุผู้เป็นมัชฌิมะ ฯลฯ แม้ถ้าภิกษุผู้เป็นนวกะไม่ใคร่ต่อการศึกษา ไม่สรรเสริญการเอาใจใส่การศึกษา เธอย่อมไม่ชักชวนภิกษุอื่นที่ไม่ใคร่ต่อการศึกษาให้ใคร่ต่อการศึกษา และไม่สรรเสริญคุณที่มีจริงเป็นจริงของภิกษุอื่นที่ใคร่ต่อการศึกษาตามโอกาสอันสมควร เราไม่สรรเสริญคุณของภิกษุผู้เป็นนวกะเช่นนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุอื่นพึงคบหาเธอโดยเห็นว่า “พระศาสดาก็ยังตรัสสรรเสริญคุณของท่าน” ภิกษุพวกที่คบหาเธอพึงพากันตามอย่างเธอ ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่ภิกษุพวกที่พากันตามอย่างเธอตลอดกาลนาน เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่สรรเสริญคุณของภิกษุผู้เป็นนวกะเช่นนี้ ถ้าภิกษุผู้เป็นเถระใคร่ต่อการศึกษา สรรเสริญการเอาใจใส่การศึกษา เธอย่อมชักชวนภิกษุอื่นที่ไม่ใคร่ต่อการศึกษาให้ใคร่ต่อการศึกษา และสรรเสริญคุณที่มีจริงเป็นจริงของภิกษุอื่นที่ใคร่ต่อการศึกษาตามโอกาสอันสมควร เราสรรเสริญคุณของภิกษุผู้เป็นเถระเช่นนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพวกภิกษุอื่นพึงคบหาเธอโดยเห็นว่า “พระศาสดาก็ยังตรัสสรรเสริญคุณของท่าน” ภิกษุพวกที่คบหาเธอพึงพากันตามอย่างเธอ ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ภิกษุพวกที่พากันตามอย่างเธอตลอดกาลนาน เพราะเหตุนั้น เราจึงสรรเสริญคุณของภิกษุผู้เป็นเถระเช่นนี้ ถ้าภิกษุผู้เป็นมัชฌิมะ ฯลฯ แม้ถ้าภิกษุผู้เป็นนวกะใคร่ต่อการศึกษา สรรเสริญการเอาใจใส่การศึกษา เธอย่อมชักชวนภิกษุอื่นที่ไม่ใคร่ต่อการศึกษาให้ใคร่ต่อการศึกษา และสรรเสริญคุณที่มีจริงเป็นจริงของภิกษุอื่นที่ใคร่ต่อการศึกษาตามโอกาสอันสมควร เราสรรเสริญคุณของภิกษุผู้เป็นนวกะเช่นนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุอื่นพึงคบหาเธอโดยเห็นว่า “พระศาสดาก็ยังตรัสสรรเสริญคุณของท่าน” ภิกษุพวกที่คบหาเธอพึงพากันตามอย่างเธอ ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ภิกษุพวกที่พากันตามอย่างเธอตลอดกาลนาน เพราะเหตุนั้น เราจึงสรรเสริญคุณของภิกษุผู้เป็นนวกะเช่นนี้ ปังกธาสูตรที่ ๑๑ จบ สมณวรรคที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๓๒๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๕. โลณผลวรรค ๑. อัจจายิกสูตร รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สมณสูตร ๒. คัทรภสูตร ๓. เขตตสูตร ๔. วัชชีปุตตสูตร ๕. เสกขสูตร ๖. ปฐมสิกขาสูตร ๗. ทุติยสิกขาสูตร ๘. ตติยสิกขาสูตร ๙. ปฐมสิกขัตตยสูตร ๑๐. ทุติยสิกขัตตยสูตร ๑๑. ปังกธาสูตร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปังกธาสูตรที่ ๑๑
พึงทราบวินิจฉัยในปังกธาสูตรที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปํกธา นาม โกสลานํ นิคโม ความว่า นิคมในโกสลรัฐที่มีชื่ออย่างนี้ว่า ปังกธา.
บทว่า อาวาสิโก ความว่า ภิกษุเจ้าอาวาสสร้างอาวาสหลังใหม่ๆ ขึ้น บำรุงรักษาอาวาสหลังเก่าๆ.
บทว่า สิกฺขาปทปฏิสํยุตฺตาย ได้แก่ ปฏิสังยุตด้วยบทกล่าวคือสิกขา. อธิบายว่า ประกอบด้วยสิกขา ๓.
บทว่า สนฺทสฺเสติ ได้แก่ ทรงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นเหมือนอยู่พร้อมหน้า.
บทว่า สมาทเปติ ได้แก่ ให้ภิกษุทั้งหลายถือเอา.
บทว่า สมุตฺเต เชติ คือ ให้ภิกษุทั้งหลายอาจหาญ.
บทว่า สมฺปหํเสติ คือ ตรัสสรรเสริญ ทำภิกษุทั้งหลายให้ผ่องใส ด้วยคุณที่ตนได้แล้ว.
บทว่า อธิสลฺเลขติ ได้แก่ สมณะนี้ย่อมขัดเกลาเหลือเกิน อธิบายว่า สมณะนี้ย่อมกล่าวธรรมที่ละเอียดๆ ทำให้ละเมียดละไมเหลือเกิน.
บทว่า อจฺจโย คือ ความผิด. บทว่า มํ อจฺจคฺคมา คือ ล่วงเกินเรา ได้แก่ข่มเรา เป็นไป.
บทว่า อหุเทว อกฺขนฺติ ความว่า ไม่อาจอดกลั้นได้มีแล้วทีเดียว.
บทว่า อหุ อปฺปจฺจโย ความว่า อาการไม่ยินดีได้มีแล้ว.
บทว่า ปฏิคฺคณฺหาตุ ความว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงอดโทษ.
บทว่า อายตึ สํวราย คือ เพื่อประโยชน์แก่ความสำรวมในอนาคต. อธิบายว่า เพื่อต้องการจะไม่ทำความผิด คือโทษ ได้แก่ความพลั้งพลาดเห็นปานนี้อีก.
บทว่า ตคฺฆ เป็นนิบาตโดยส่วนเดียว.
บทว่า ยถาธมฺมํ ปฏิกโรสิ คือ ธรรมดำรงอยู่โดยประการใด เธอก็ทำโดยประการนั้น มีคำอธิบายว่า ให้อดโทษ.
บทว่า ตํ เต มยํ ปฏิคฺคณฺหาม ความว่า เราทั้งหลายยอมยกโทษนั้นให้เธอ.
บทว่า วุฑฺฒิ เหสา กสฺสป อริยสฺส วินเย ความว่า ดูก่อนกัสสปะ นี้ชื่อว่าเป็นความเจริญในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า.
ถามว่า ความเจริญเป็นไฉน?
ตอบว่า การเห็นโทษว่าเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรมถึงความสำรวมต่อไป.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำเทศนาให้เป็นปุคคลาธิษฐาน จึงตรัสว่า โย อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรติ อายตึ สํวรํ อาปชฺชติ แปลว่า ผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษ กระทำคืนตามธรรมเนียม ย่อมถึงความสำรวมต่อไป ดังนี้.
บทว่า น สิกฺขากาโม ความว่า ภิกษุไม่ต้องการ คือไม่ปรารถนา ได้แก่ไม่กระหยิ่มใจต่อสิกขา ๓.
บทว่า สิกฺขาสมาทานสฺส คือ แห่งการบำเพ็ญสิกขาให้บริบูรณ์.
บทว่า น วณฺณวาที คือ ไม่กล่าวคุณ.
บทว่า กาเลน คือ โดยกาลอันเหมาะสม.
บทที่เหลือในสูตรนี้มีความหมาย ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปังกธาสูตรที่ ๑๑ จบสมณวรรควรรณนาที่ ๔ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สมณสูตร
๒. คัทรภสูตร
๓. เขตตสูตร
๔. วัชชีปุตตสูตร
๕. เสขสูตรที่ ๑
๖. เสขสูตรที่ ๒
๗. เสขสูตรที่ ๓
๘. เสขสูตรที่ ๔
๙. สิกขาสูตรที่ ๑
๑๐. สิกขาสูตรที่ ๒
๑๑. ปังกธาสูตร ฯ -----------------------------------------------------