๑๐. นารทสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๕๐เอกํ สมยํ อายสฺมา นารโท ปาตลิปุตฺเต วิหรติ กุกฺกุฏาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน มุณฺฑสฺส รญฺโญ ภทฺทา เทวี กาลกตา โหติ ปิยา มนาปา โส ภทฺทาย เทวิยา กาลกตาย ปิยาย มนาปาย เนว นฺหายติ น วิลิมฺปติ น ภตฺตํ ภุญฺชติ น กมฺมนฺตํ ปโยเชติ รตฺตินฺทิวํ ภทฺทาย เทวิยา สรีเร อชฺโฌมุจฺฉิโต อถโข มุณฺโฑ ราชา ปิยกํ โสการกฺขํ อามนฺเตสิ เตนหิ สมฺม ปิยก ภทฺทาย เทวิยา สรีรํ อยสาย เตลโทณิยา ปกฺขิปิตฺวา อญฺญิสฺสา อยสาย โทณิยา ปฏิกุชฺชถ ยถา มยํ ภทฺทาย เทวิยา สรีรํ จิรตรํ ปสฺเสยฺยามาติ เอวํ เทวาติ โข ปิยโก โสการกฺโข มุณฺฑสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา ภทฺทาย เทวิยา สรีรํ อยสาย เตลโทณิยา ปกฺขิปิตฺวา อญฺญิสฺสา อยสาย โทณิยา ปฏิกุชฺชิ อถโข ปิยกสฺส โสการกฺขสฺส เอตทโหสิ อิมสฺส โข มุณฺฑสฺส รญฺโญ ภทฺทา เทวี กาลกตา ปิยา มนาปา โส ภทฺทาย เทวิยา กาลกตาย ปิยาย มนาปาย เนว นฺหายติ น วิลิมฺปติ น ภตฺตํ ภุญฺชติ น กมฺมนฺตํ ปโยเชติ รตฺตินฺทิวํ ภทฺทาย เทวิยา สรีเร อชฺโฌมุญฺจิโต กํ นุ โข มุณฺโฑ ราชา สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปยิรุปาเสยฺย ยสฺส ธมฺมํ สุตฺวา โสกสลฺลํ ปชเหยฺยาติ ฯ {๕๐.๑} อถโข ปิยกสฺส โสการกฺขสฺส เอตทโหสิ อยํ โข อายสฺมา นารโท ปาตลิปุตฺเต วิหรติ กุกฺกุฏาราเม ตํ โข ปนายสฺมนฺตํ นารทํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต เมธาวี พหุสฺสุโต จิตฺตกถี กลฺยาณปฏิภาโณ วุฑฺโฒ เจว อรหา จ ยนฺนูน มุณฺโฑ ราชา อายสฺมนฺตํ นารทํ ปยิรุปาเสยฺย อปฺเปว นาม มุณฺโฑ ราชา อายสฺมโต นารทสฺส ธมฺมํ สุตฺวา โสกสลฺลํ ปชเหยฺยาติ {๕๐.๒} อถโข ปิยโก โสการกฺโข เยน มุณฺโฑ ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มุณฺฑํ ราชานํ เอตทโวจ อยํ โข เทว อายสฺมา นารโท ปาตลิปุตฺเต วิหรติ กุกฺกุฏาราเม ตํ โข ปนายสฺมนฺตํ นารทํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต เมธาวี พหุสฺสุโต จิตฺตกถี กลฺยาณปฏิภาโณ วุฑฺโฒ เจว อรหา จ ยทิ ปน เทโว อายสฺมนฺตํ นารทํ ปยิรุปาเสยฺย อปฺเปว นาม เทโว อายสฺมโต นารทสฺส ธมฺมํ สุตฺวา โสกสลฺลํ ปชเหยฺยาติ ฯ {๕๐.๓} เตนหิ สมฺม ปิยก อายสฺมนฺตํ นารทํ ปฏิเวเทหิ กถญฺหิ นาม มาทิโส สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา วิชิเต วสนฺตํ ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิตํ อุปสงฺกมิตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ เอวํ เทวาติ โข ปิยโก โสการกฺโข มุณฺฑสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา เยนายสฺมา นารโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ นารทํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ปิยโก โสการกฺโข อายสฺมนฺตํ นารทํ เอตทโวจ อิมสฺส ภนฺเต มุณฺฑสฺส รญฺโญ ภทฺทา เทวี กาลกตา ปิยา มนาปา โส ภทฺทาย เทวิยา กาลกตาย ปิยาย มนาปาย เนว นฺหายติ น วิลิมฺปติ น ภตฺตํ ภุญฺชติ น กมฺมนฺตํ ปโยเชติ รตฺตินฺทิวํ ภทฺทาย เทวิยา สรีเร อชฺโฌมุญฺจิโต สาธุ ภนฺเต อายสฺมา นารโท มุณฺฑสฺส รญฺโญ ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถา มุณฺโฑ ราชา อายสฺมโต นารทสฺส ธมฺมํ สุตฺวา โสกสลฺลํ ปชเหยฺยาติ {๕๐.๔} ยสฺสทานิ ปิยก มุณฺโฑ ราชา กาลํ มญฺญตีติ อถโข ปิยโก โสการกฺโข อุฏฺฐายาสนา อายสฺมนฺตํ นารทํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน มุณฺโฑ ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มุณฺฑํ ราชานํ เอตทโวจ กตาวกาโส โข เทว อายสฺมตา นารเทน ยสฺสทานิ เทโว กาลํ มญฺญตีติ เตนหิ สมฺม ปิยก ภทฺรานิ ภทฺรานิ ยานานิ โยชาเปหีติ เอวํ เทวาติ โข ปิยโก โสการกฺโข มุณฺฑสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา ภทฺรานิ ภทฺรานิ ยานานิ โยชาเปตฺวา มุณฺฑํ ราชานํ เอตทโวจ ยุตฺตานิ โข เต เทว ภทฺรานิ ภทฺรานิ ยานานิ ฯ {๕๐.๕} ยสฺสทานิ เทโว กาลํ มญฺญตีติ อถโข มุณฺโฑ ราชา ภทฺรานิ ภทฺรานิ ยานานิ อภิรูหิตฺวา ภเทฺรหิ ภเทฺรหิ ยาเนหิ เยน กุกฺกุฏาราโม เตน ปายาสิ มหจฺจราชานุภาเวน อายสฺมนฺตํ นารทํ ทสฺสนาย ยาวติกา ยานสฺส ภูมิ ยาเนน คนฺตฺวา ยานา ปจฺโจโรหิตฺวา ปตฺติโกว อารามํ ปาวิสิ ฯ อถโข มุณฺโฑ ราชา เยน อายสฺมา นารโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ นารทํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข มุณฺฑํ ราชานํ อายสฺมา นารโท เอตทโวจ {๕๐.๖} ปญฺจิมานิ มหาราช อลพฺภนียานิ ฐานานิ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ กตมานิ ปญฺจ ชราธมฺมํ มา ชิรีติ อลพฺภนียํ ฐานํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ พฺยาธิธมฺมํ มา พฺยาธิยีติ ... มรณธมฺมํ มา มิยฺยีติ ... ขยธมฺมํ มา ขิยีติ ... นสฺสนธมฺมํ มา นสฺสีติ อลพฺภนียํ ฐานํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ {๕๐.๗} อสฺสุตวโต มหาราช ปุถุชฺชนสฺส ชราธมฺมํ ชีรติ โส ชราธมฺเม ชิณฺเณ น อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข มเยฺหเวกสฺส ชราธมฺมํ ชีรติ อถโข ยาวตา สตฺตานํ อาคติ คติ จุติ อุปปตฺติ สพฺเพสํ สตฺตานํ ชราธมฺมํ ชีรติ อหญฺเจว โข ปน ชราธมฺเม ชิณฺเณ โสเจยฺยํ กิลเมยฺยํ ปริเทเวยฺยํ อุรตฺตาฬี กนฺเทยฺยํ สมฺโมหํ อาปชฺเชยฺยํ ภตฺตมฺปิ เม นจฺฉาเทยฺย กาเยปิ ทุพฺพณฺณิยํ โอกฺกเมยฺย กมฺมนฺตาปิ นปฺปวตฺเตยฺยุํ อมิตฺตาปิ อตฺตมนา อสฺสุ มิตฺตาปิ ทุมฺมนา อสฺสูติ โส ชราธมฺเม ชิณฺเณ โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬี กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํ วุจฺจติ มหาราช อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน วิทฺโธ สวิเสน โสกสลฺเลน อตฺตานญฺเญว ปริตาเปติ ฯ {๕๐.๘} ปุน จปรํ มหาราช อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส พฺยาธิธมฺมํ พฺยาธิยติ ... มรณธมฺมํ มิยฺยติ ... ขยธมฺมํ ขิยติ ... นสฺสนธมฺมํ นสฺสติ โส นสฺสนธมฺเม นฏฺเฐ น อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข มเยฺหเวกสฺส นสฺสนธมฺมํ นสฺสติ อถโข ยาวตา สตฺตานํ อาคติ คติ จุติ อุปปตฺติ สพฺเพสํ สตฺตานํ นสฺสนธมฺมํ นสฺสติ อหญฺเจว โข ปน นสฺสนธมฺเม นฏฺเฐ โสเจยฺยํ กิลเมยฺยํ ปริเทเวยฺยํ อุรตฺตาฬี กนฺเทยฺยํ สมฺโมหํ อาปชฺเชยฺยํ ภตฺตมฺปิ เม นจฺฉาเทยฺย กาเยปิ ทุพฺพณฺณิยํ โอกฺกเมยฺย กมฺมนฺตาปิ นปฺปวตฺเตยฺยุํ อมิตฺตาปิ อตฺตมนา อสฺสุ มิตฺตาปิ ทุมฺมนา อสฺสูติ โส นสฺสนธมฺเม นฏฺเฐ โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬี กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํ วุจฺจติ มหาราช อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน วิทฺโธ สวิเสน โสกสลฺเลน อตฺตานญฺเญว ปริตาเปติ ฯ {๕๐.๙} สุตวโต จ โข มหาราช อริยสาวกสฺส ชราธมฺมํ ชีรติ โส ชราธมฺเม ชิณฺเณ อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข มเยฺหเวกสฺส ชราธมฺมํ ชีรติ อถโข ยาวตา สตฺตานํ อาคติ คติ จุติ อุปปตฺติ สพฺเพสํ สตฺตานํ ชราธมฺมํ ชีรติ อหญฺเจว โข ปน ชราธมฺเม ชิณฺเณ โสเจยฺยํ กิลเมยฺยํ ปริเทเวยฺยํ อุรตฺตาฬี กนฺเทยฺยํ สมฺโมหํ อาปชฺเชยฺยํ ภตฺตมฺปิ เม นจฺฉาเทยฺย กาเยปิ ทุพฺพณฺณิยํ โอกฺกเมยฺย กมฺมนฺตาปิ นปฺปวตฺเตยฺยุํ อมิตฺตาปิ อตฺตมนา อสฺสุ มิตฺตาปิ ทุมฺมนา อสฺสูติ โส ชราธมฺเม ชิณฺเณ น โสจติ น กิลมติ น ปริเทวติ น อุรตฺตาฬี กนฺทติ น สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํ วุจฺจติ มหาราช สุตวา อริยสาวโก อพฺพุหิ สวิสํ โสกสลฺลํ เยน วิทฺโธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อตฺตานญฺเญว ปริตาเปติ อโสโก วิสลฺโล อริยสาวโก อตฺตานญฺเญว ปรินิพฺพาเปติ ฯ {๕๐.๑๐} ปุน จปรํ มหาราช สุตวโต อริยสาวกสฺส พฺยาธิธมฺมํ พฺยาธิยติ ... มรณธมฺมํ มิยฺยติ ... ขยธมฺมํ ขิยติ ... นสฺสนธมฺมํ นสฺสติ โส นสฺสนธมฺเม นฏฺเฐ อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข มเยฺหเวกสฺส นสฺสนธมฺมํ นสฺสติ อถโข ยาวตา สตฺตานํ อาคติ คติ จุติ อุปปตฺติ สพฺเพสํ สตฺตานํ นสฺสนธมฺมํ นสฺสติ อหญฺเจว โข ปน นสฺสนธมฺเม นฏฺเฐ โสเจยฺยํ กิลเมยฺยํ ปริเทเวยฺยํ อุรตฺตาฬี กนฺเทยฺยํ สมฺโมหํ อาปชฺเชยฺยํ ภตฺตมฺปิ เม นจฺฉาเทยฺย กาเยปิ ทุพฺพณฺณิยํ โอกฺกเมยฺย กมฺมนฺตาปิ นปฺปวตฺเตยฺยุํ อมิตฺตาปิ อตฺตมนา อสฺสุ มิตฺตาปิ ทุมฺมนา อสฺสูติ โส นสฺสนธมฺเม นฏฺเฐ น โสจติ น กิลมติ น ปริเทวติ น อุรตฺตาฬี กนฺทติ น สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํ วุจฺจติ มหาราช สุตวา อริยสาวโก อพฺพุหิ สวิสํ โสกสลฺลํ เยน วิทฺโธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อตฺตานญฺเญว ปริตาเปติ อโสโก วิสลฺโล อริยสาวโก อตฺตานญฺเญว ปรินิพฺพาเปติ ฯ อิมานิ โข มหาราช ปญฺจ อลพฺภนียานิ ฐานานิ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ ฯ น โสจนาย น ปริเทวนาย อตฺโถ อิธ ลพฺภติ อปิ อปฺปโกปิ โสจนฺตเมนํ ทุกฺขิตํ วิทิตฺวา ปจฺจตฺถิกา อตฺตมนา ภวนฺติ ยโต จ โข ปณฺฑิโต อาปทาสุ น เวธติ อตฺถวินิจฺฉยญฺญู ปจฺจตฺถิกาสฺส ทุกฺขิตา ภวนฺติ ทิสฺวา มุขํ อวิการํ ปุราณํ ชปฺเปน มนฺเตน สุภาสิเตน อนุปฺปทาเนน ปเวณิยา วา ยถา ยถา ยตฺถ ลเภถ อตฺถํ ตถา ตถา ตตฺถ ปรกฺกเมยฺย สเจ ปชาเนยฺย อลพฺภเนยฺโย มยา วา อญฺเญน วา เอส อตฺโถ อโสจมาโน อธิวาสเยยฺย กมฺมํ ทฬฺหํ กินฺติ กโรมิทานีติ ฯ เอวํ วุตฺเต มุณฺโฑ ราชา อายสฺมนฺตํ นารทํ เอตทโวจ โกนาโม อยํ ภนฺเต ธมฺมปริยาโยติ ฯ โสกสลฺลหรโณ นาม อยํ มหาราช ธมฺมปริยาโยติ ฯ ตคฺฆ ภนฺเต โสกสลฺลหรโณ ตคฺฆ ภนฺเต โสกสลฺลหรโณ อิมํ หิ เม ภนฺเต ธมฺมปริยายํ สุตฺวา โสกสลฺลํ ปหีนนฺติ ฯ อถโข มุณฺโฑ ราชา ปิยกํ โสการกฺขํ อามนฺเตสิ เตนหิ สมฺม ปิยก ภทฺทาย เทวิยา สรีรํ ฌาเปถ ถูปญฺจสฺสา กโรถ ฯ อชฺชตคฺเคทานิ มยํ นฺหายิสฺสาม เจว วิลิมฺปิสฺสาม ภตฺตํ ภุญฺชิสฺสาม กมฺมนฺเต จ ปโยเชสฺสามาติ ฯ มุณฺฑราชวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ อาทิโย สปฺปุริโส จ อิฏฺฐา มนาปทายิภิสนฺทํ สมฺปทา จ ธนํ ฐานํ โกสโล นารเทน จาติ ฯ ปฐโม ปณฺณาสโก นิฏฺฐิโต ฯ -----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. นารทสูตร ว่าด้วยพระนารทะ
สมัยหนึ่ง ท่านพระนารทะอยู่ที่กุกกุฏาราม เขตกรุงปาตลีบุตร ก็สมัยนั้น พระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ามุณฑะสวรรคตแล้ว เมื่อพระนางภัททาราชเทวีสวรรคตแล้ว พระองค์ก็ไม่สรงสนาน ไม่แต่งพระองค์ ไม่เสวยพระกระยาหาร ไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ซบอยู่ที่พระศพของพระนางตลอดคืนตลอดวัน ลำดับนั้น พระเจ้ามุณฑะได้รับสั่งเรียกมหาอำมาตย์ชื่อว่าโสการักขะผู้เป็นที่รักมาตรัสว่า “ท่านโสการักขะ ผู้เป็นที่รักท่านจงยกพระศพพระนางภัททาราชเทวีใส่ไว้ในรางเหล็กที่เต็มด้วยน้ำมันแล้วเอารางเหล็กอื่นปิดไว้ เพื่อเราจะได้เห็นศพพระนางให้นานๆ” โสการักขะมหาอำมาตย์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการแล้ว จึงจัดการยกพระศพพระนางใส่ไว้ในรางเหล็กที่เต็มไปด้วยน้ำมันแล้วเอารางเหล็กอื่นปิดไว้@เชิงอรรถ : @ ดูความเต็มในข้อ ๔๘ (ฐานสูตร) หน้า ๗๘-๘๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๘๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. มุณฑราชวรรค ๑๐. นารทสูตร ครั้งนั้น โสการักขะมหาอำมาตย์ได้มีความคิดว่า “พระนางภัททาราชเทวี ผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ามุณฑะนี้ได้สวรรคตแล้ว เมื่อพระนางสวรรคตพระราชาก็ไม่สรงสนาน ไม่แต่งพระองค์ ไม่เสวยพระกระยาหาร ไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ทรงซบอยู่ที่พระศพของพระนางตลอดคืนตลอดวัน พระองค์พึงเสด็จเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์รูปไหนหนอ ทรงสดับธรรมแล้ว จะพึงละลูกศรคือความโศกได้” ลำดับนั้น โสการักขะมหาอำมาตย์ได้คิดต่อไปว่า “ท่านพระนารทะรูปนี้ อยู่ที่กุกกุฏาราม เขตกรุงปาตลีบุตร กิตติศัพท์อันงามของท่านขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า‘เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต กล่าวถ้อยคำไพเราะ มีปฏิภาณดี เป็นพระผู้ใหญ่ และเป็นพระอรหันต์’ จึงควรที่พระเจ้ามุณฑะจะเสด็จเข้าไปหาท่าน เพื่อบางทีได้ทรงสดับธรรมของท่านแล้ว จะทรงละลูกศรคือความโศกได้บ้าง” ต่อมา โสการักขะมหาอำมาตย์ ได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้ามุณฑะแล้วกราบทูลว่า“ขอเดชะ ท่านพระนารทะรูปนี้อยู่ที่กุกกุฏาราม เขตกรุงปาตลีบุตร กิตติศัพท์อันงามของท่านพระนารทะขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต กล่าวถ้อยคำไพเราะ มีปฏิภาณดี เป็นพระผู้ใหญ่ และเป็นพระอรหันต์’ จึงควรที่พระองค์จะเสด็จเข้าไปหาท่าน เพื่อบางทีพระองค์ได้ทรงสดับธรรมของท่านแล้วจะทรงละลูกศรคือความโศกได้บ้าง” พระเจ้ามุณฑะจึงรับสั่งว่า “ท่านอำมาตย์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไปกราบเรียนท่านพระนารทะให้ทราบก่อน เพราะกษัตริย์เช่นเราพึงเข้าใจว่า สมณะหรือพราหมณ์ที่อยู่ในราชอาณาจักร ยังไม่ได้แจ้งให้ทราบก่อนจะพึงเข้าไปหาได้อย่างไร” มหาอำมาตย์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการแล้ว ได้เข้าไปพบท่านพระ นารทะถึงที่อยู่ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบเรียนว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ามุณฑะนี้ได้สวรรคตแล้ว เมื่อพระนางสวรรคต พระราชาก็ไม่สรงสนาน ไม่แต่งพระองค์ไม่เสวยพระยาหาร ไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ทรงซบอยู่ที่พระศพของ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๘๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. มุณฑราชวรรค ๑๐. นารทสูตร พระนางภัททาราชเทวีตลอดคืนตลอดวัน ขอท่านพระนารทะโปรดแสดงธรรมแก่พระราชา โดยที่พระองค์ได้สดับธรรมของท่านแล้วจะทรงละลูกศรคือความโศกได้” ท่านพระนารทะจึงกล่าวว่า “มหาอำมาตย์ บัดนี้ ขอให้พระราชาทรงทราบเวลาที่สมควร’ ลำดับนั้น โสการักขะมหาอำมาตย์ ลุกจากที่นั่ง ถวายอภิวาทท่านพระนารทะทำประทักษิณแล้ว ได้ไปเฝ้าพระเจ้ามุณฑะกราบทูลว่า “ขอเดชะ ท่านพระนารทะได้เปิดโอกาสให้เสด็จไปแล้ว บัดนี้ ขอพระองค์ทรงทราบเวลาที่สมควรเถิด พระเจ้าข้า” พระเจ้ามุณฑะรับสั่งว่า “ท่านอำมาตย์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้พนักงานตระเตรียมพาหนะอย่างดีไว้” มหาอำมาตย์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการแล้ว ให้พนักงานตระเตรียมพระราชพาหนะอย่างดีไว้เสร็จแล้วจึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าได้ให้พนักงานตระเตรียมพระราชพาหนะอย่างดีไว้เสร็จแล้ว บัดนี้ ขอพระองค์ทรงทราบเวลาที่สมควรเถิด พระเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระเจ้ามุณฑะเสด็จพระราชดำเนินไปสู่กุกกุฏารามเพื่อพบท่าน พระนารทะ ด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ เสด็จไปเท่าที่พระราชพาหนะจะไปได้ เมื่อเสด็จถึงแล้ว ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปยังอาราม ทรงเข้าไปพบท่านพระนารทะทรงถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระนารทะจึงได้ถวายพระพรท้าวเธอว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกนี้ไม่พึงได้ ฐานะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าแก่ ๒. ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา อย่าเจ็บไข้ ๓. ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา อย่าตาย ๔. ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา อย่าสิ้นไป ๕. ขอสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา อย่าฉิบหาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๘๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. มุณฑราชวรรค ๑๐. นารทสูตร สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมแก่ไป เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว เขาไม่พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราคนเดียวเท่านั้นที่แก่ไป แท้จริง สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ก็แก่ไปทั้งสิ้น เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญหลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรับประทาน กายก็จะเศร้าหมอง การงานก็จะหยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงายนี้เรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศรคือความโศกที่มีพิษทิ่มแทงแล้ว ย่อมทำตนนั่นเองให้เดือดร้อน สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมเจ็บไข้ ... สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมตายไป ... สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมสิ้นไป ... สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมฉิบหายไป เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว เขาไม่พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ไม่ใช่สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเราคนเดียวเท่านั้นที่ฉิบหายไป แท้จริง สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ก็ฉิบหายไปทั้งสิ้น เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ หลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรับประทาน กายก็จะเศร้าหมองการงานก็จะหยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ หลงงมงาย นี้เรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศรคือความโศกที่มีพิษทิ่มแทงแล้ว ย่อมทำตนนั่นเองให้เดือดร้อน ส่วนสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมแก่ไป เมื่อสิ่งที่มีความแก่ไปเป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราคนเดียวเท่านั้นที่แก่ไป แท้จริง สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๘๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. มุณฑราชวรรค ๑๐. นารทสูตร ของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ก็แก่ไปทั้งสิ้น เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ หลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรับประทาน กายก็จะเศร้าหมองการงานก็จะหยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว อริยสาวกนั้นย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไรไม่ทุบอก ไม่คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย นี้เรียกว่า อริยสาวกผู้ได้สดับ ถอนลูกศรคือความโศกที่มีพิษทิ่มแทงปุถุชนผู้ไม่ได้สดับทำตนนั่นเองให้เดือดร้อน อริยสาวกผู้ไม่มีความโศก ปราศจากลูกศร ย่อมดับทุกข์ได้ด้วยตนเอง สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมเจ็บไข้ ... สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมตายไป ... สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมสิ้นไป ... สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมฉิบหายไป เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ไม่ใช่สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของเราคนเดียวเท่านั้นที่ฉิบหายไป แท้จริง สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ก็ฉิบหายไปทั้งสิ้น เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ หลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรับประทาน กายก็จะเศร้าหมองการงานก็จะหยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว อริยสาวกนั้นย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก ไม่คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย นี้เรียกว่า อริยสาวกผู้ได้สดับถอนลูกศรคือความโศกที่มีพิษทิ่มแทงปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ทำตนเองให้เดือดร้อนอริยสาวกผู้ไม่มีความโศก ปราศจากลูกศร ย่อมดับทุกข์ได้ด้วยตนเอง ขอถวายพระพร มหาบพิตร ฐานะ ๕ ประการนี้แล อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลกนี้ไม่พึงได้ ท่านพระนารทะ ครั้นกล่าวเวยยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๘๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. มุณฑราชวรรค ๑๐. นารทสูตร ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้ ใครๆ ย่อมไม่ได้ด้วยความเศร้าโศก ย่อมไม่ได้ด้วยความคร่ำครวญ พวกศัตรูทราบว่า เขาเศร้าโศก เป็นทุกข์ ย่อมดีใจ แต่ในกาลใด บัณฑิตฉลาดในการวินิจฉัยเหตุผล ไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหลาย ในกาลนั้น พวกศัตรูเห็นหน้าซึ่งไม่ผิดปกติ ของบัณฑิตนั้น ผู้ยังยิ้มแย้มตามเคย ย่อมเป็นทุกข์ บัณฑิตพึงได้ประโยชน์ในที่ใดๆ ด้วยวิธีใดๆ คือด้วยการสรรเสริญ ด้วยการร่ายมนตร์ ด้วยการกล่าวคำสุภาษิต ด้วยการให้ หรือด้วยการอ้างประเพณี ก็พึงบากบั่นในที่นั้นๆ ด้วยวิธีนั้นๆ ถ้าทราบว่า ‘ประโยชน์นี้ เราหรือคนอื่นไม่พึงได้’ เธอผู้ไม่เศร้าโศก ควรอดทนโดยพิจารณาว่า ‘เราได้ทำงานอย่างมุ่งมั่นแล้ว บัดนี้ เราจะทำอย่างไร’ เมื่อท่านพระนารทะกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเจ้ามุณฑะได้ตรัสถามว่า “ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร” ท่านพระนารทะถวายพระพรว่า “ขอถวายพระพร ธรรมบรรยายนี้ชื่อเหตุถอนลูกศรคือความโศก”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๘๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. มุณฑราชวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค พระเจ้ามุณฑะตรัสชมว่า “ท่านผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้เป็นเหตุถอนลูกศรคือความโศกได้อย่างแท้จริง ท่านผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้เป็นเหตุถอนลูกศรคือความโศกได้อย่างแท้จริง เพราะได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ข้าพเจ้าจึงละลูกศรคือความโศกได้” ลำดับนั้น พระเจ้ามุณฑะได้รับสั่งโสการักขะมหาอำมาตย์ว่า “ท่านจงถวายพระเพลิงพระศพของพระนางภัททาราชเทวีแล้วทำเป็นสถูปไว้ ตั้งแต่วันนี้ไป เราจักอาบน้ำแต่งตัว บริโภคอาหาร และประกอบการงาน” นารทสูตรที่ ๑๐ จบ มุณฑราชวรรคที่ ๕ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อาทิยสูตร ๒. สัปปุริสสูตร ๓. อิฏฐสูตร ๔. มนาปทายีสูตร ๕. ปุญญาภิสันทสูตร ๖. สัมปทาสูตร ๗. ธนสูตร ๘. ฐานสูตร ๙. โกสลสูตร ๑๐. นารทสูตร ปฐมปัณณาสก์ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๘๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานารทสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในนารทสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อชฺโฌมุจฺฉิโต แปลว่า ทรงสลบแน่นิ่ง คือทรงประกอบด้วยความรักอันดื่มด่ำยิ่งนัก มีสภาพกล้ำกลืนจนลมจับ.
บทว่า มหจฺจราชานุภาเวน มีใจความว่า ทรงมีแม่ทัพ ๑๘ นาย ห้อมล้อมแล้วด้วยพระราชานุภาพยิ่งใหญ่ เสด็จออกไปด้วยพระราชฤทธิ์อันใหญ่ยิ่ง.
ศัพท์ว่า ตคฺฆ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า จริงโดยส่วนเดียว (แน่นอน). อธิบายว่า เป็นเครื่องนำออกซึ่งความโศกศัลย์โดยส่วนเดียว พระราชาทรงสดับโอวาทนี้แล้ว ทรงดำรงอยู่ในโอวาทนั้น ทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรมโดยชอบแล้ว ได้เป็นผู้สวรรค์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถานารทสูตรที่ ๑๐ จบมุณฑราชวรรควรรณนาที่ ๕ จบปฐมปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาทิยสูตร
๒. สัปปุริสสูตร
๓. อิฏฐสูตร
๔. มนาปทายีสูตร
๕. อภิสันทสูตร
๖. สัมปทาสูตร
๗. ธนสูตร
๘. ฐานสูตร
๙. โกสลสูตร
๑๐. นารทสูตร -----------------------------------------------------