อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๑๖

๓. อิณสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๖1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๓. อิณสูตร

ข้อ ๓๑๖

๔๕ ทฬิทฺทิยํ ภิกฺขเว ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก อิณํ อาทิยติ อิณาทานมฺปิ ภิกฺขเว ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก อิณํ อาทิยิตฺวา วฑฺฒึ ปฏิสฺสุณาติ วฑฺฒิปิ ภิกฺขเว ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก วฑฺฒึ ปฏิสฺสุณิตฺวา กาลาภตํ วฑฺฒึ น เทติ โจเทนฺติปิ นํ โจทนาปิ ภิกฺขเว ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก โจทิยมาโน น เทติ อนุจรนฺติปิ นํ อนุจริยาปิ ภิกฺขเว ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิ ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก อนุจริยมาโน น เทติ พนฺธนฺติปิ นํ พนฺธนมฺปิ ภิกฺขเว ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโนติ เอวํ ภนฺเต ฯ {๓๑๖.๑} อิติ โข ภิกฺขเว ทฬิทฺทิยมฺปิ ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโน อิณาทานมฺปิ ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโน วฑฺฒิปิ ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโน โจทนาปิ ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโน อนุจริยาปิ ทุกฺขา โลกสฺมึ กามโภคิโน พนฺธนมฺปิ ทุกฺขํ โลกสฺมึ กามโภคิโน เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺส กสฺสจิ สทฺธา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริ นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โอตฺตปฺปํ นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิริยํ นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญา นตฺถิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสฺส วินเย ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก {๓๑๖.๒} สโข โส ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก สทฺธาย อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริยา อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โอตฺตปฺเป อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิริเย อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญาย อสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ อิทมสฺส อิณาทานมฺหิ วทามิ โส ตสฺส กายทุจฺจริตสฺส ปฏิจฺฉาทนเหตุ ปาปิกํ อิจฺฉํ ปณิทหติ มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ มา มํ ชญฺญูติ สงฺกปฺเปติ มา มํ ชญฺญูติ วาจํ ภาสติ มา มํ ชญฺญูติ กาเยน ปรกฺกมติ โส ตสฺส วจีทุจฺจริตสฺส ปฏิฉาทนเหตุ ฯเปฯ โส ตสฺส มโนทุจฺจริตสฺส ปฏิจฺฉาทนเหตุ ปาปิกํ อิจฺฉํ ปณิทหติ มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ มา มํ ชญฺญูติ สงฺกปฺเปติ มา มํ ชญฺญูติ วาจํ ภาสติ มา มํ ชญฺญูติ กาเยน ปรกฺกมติ อิทมสฺส วฑฺฒิยา วทามิ {๓๑๖.๓} ตเมนํ เปสลา สพฺรหฺมจารี เอวมาหํสุ อยญฺจ โส อายสฺมา เอวํการี เอวํสมาจาโรติ อิทมสฺส โจทนาย วทามิ ตเมนํ อรญฺญคตํ วา รุกฺขมูลคตํ วา สุญฺญาคารคตํ วา วิปฺปฏิสารสหคตา ปาปกา อกุสลวิตกฺกา สมุทาจรนฺติ อิทมสฺส อนุจริยาย วทามิ สโข โส ภิกฺขเว ทฬิทฺโท อสฺสโก อนทฺธิโก กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา นิรยพนฺธเน วา พชฺฌติ ติรจฺฉานโยนิพนฺธเน วา นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกํ พนฺธนํ สมนุปสฺสามิ เอวํทารุณํ เอวํทุกฺขํ เอวํอนฺตรายกรํ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมาย ยถยิทํ ภิกฺขเว นิรยพนฺธนํ วา ติรจฺฉานโยนิพนฺธนํ วาติ ฯ ทฬิทฺทิยํ ทุกฺขํ โลเก อิณาทานญฺจ วุจฺจติ ทฬิทฺโท อิณมาทาย ภุญฺชมาโน วิหญฺญติ ตโต อนุจรนฺติ นํ พนฺธนมฺปิ นิคจฺฉติ เอตญฺหิ พนฺธนํ ทุกฺขํ กามลาภาภิชปฺปินํ ฯ ตเถว อริยวินเย สทฺธา ยสฺส น วิชฺชติ อหิริโก อโนตฺตปฺปี ปาปกมฺมํ วินิพฺพโย กายทุจฺจริตํ กตฺวา วจีทุจฺจริตานิ จ มโนทุจฺจริตํ กตฺวา มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ โส สํสปฺปติ กาเยน วาจาย อุท เจตสา ปาปกมฺมํ ปวฑฺเฒนฺโต ตตฺถ ตตฺถ ปุนปฺปุนํ ฯ โส ปาปกมฺโม ทุมฺเมโธ ชานํ ทุกฺกฏมตฺตโน ทฬิทฺโท อิณมาทาย ภุญฺชมาโน วิหญฺญติ ฯ ตโต อนุจรนฺติ นํ สงฺกปฺปา มานสา ทุกฺขา คาเม วา ยทิวา รญฺเญ ยสฺส วิปฺปฏิสารชา ฯ โส ปาปกมฺโม ทุมฺเมโธ ชานํ ทุกฺกฏมตฺตโน โยนิมญฺญตรํ คนฺตฺวา นิรเย วาปิ พชฺฌติ เอตญฺหิ พนฺธนํ ทุกฺขํ ยมฺหา ธีโร ปมุจฺจติ ฯ ธมฺมลทฺเธหิ โภเคหิ ททํ จิตฺตํ ปสาทยํ อุภยตฺถ กฏคฺคาโห สทฺธสฺส ฆรเมสิโน ทิฏฺฐธมฺมหิตตฺถาย สมฺปราย สุขาย จ เอวเมตํ คหฏฺฐานํ จาโค ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ฯ ตเถว อริยวินเย สทฺธา ยสฺส ปติฏฺฐิตา หิริมโน จ โอตฺตปฺปี ปญฺญวา สีลสํวุโต เอโส โข อริยวินเย สุขํ ชีวีติ วุจฺจติ ฯ นิรามิสํ สุขํ ลทฺธา อุเปกฺขํ อธิติฏฺฐติ ปญฺจ นีวรเณ หิตฺวา นิจฺจํ อารทฺธวิริโย ฌานานิ อุปสมฺปชฺช เอโกทิ นิปโก สโต เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ สพฺพสญฺโญชนกฺขเย สพฺพโส อนุปาทาย สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ ฯ ตสฺส สมฺมาวิมุตฺตสฺส ญาณํ เจ โหติ ตาทิโน อกุปฺปา เม วิมุตฺตีติ ภวสญฺโญชนกฺขเย ฯ เอตํ โข ปรมํ ญาณํ เอตํ สุขมนุตฺตรํ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตํ อาณณฺยา มุตฺตมนฺติ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็น คนจน เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่าอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ย่อมกู้ยืม แม้การกู้ยืมก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ กู้ยืมแล้วย่อมรับใช้ดอกเบี้ยแม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของผู้บริโภคกามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ รับใช้ดอกเบี้ยแล้วไม่ใช้ดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมทวงเขา แม้การทวงก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ทวงไม่ให้เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติดตามเขา แม้การติดตามก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ติดตามทันไม่ให้ทรัพย์ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมจองจำเขา แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ความเป็นคนจนก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การกู้ยืมก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การทวงก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การติดตามก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลกแม้การจองจำก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม บุคคลนี้เรียกว่า เป็นคนจนเข็ญใจยากไร้ในวินัยของพระอริยเจ้าฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้นั้นแล เมื่อไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจเรากล่าวการประพฤติทุจริตของเขาว่า เป็นการกู้ยืม เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดกายทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา ย่อมดำริ ย่อมกล่าววาจา ย่อมพยายามด้วยกายว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดวจีทุจริตนั้น ฯลฯ เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดมโนทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา ย่อมดำริ ย่อมกล่าววาจา ย่อมพยายามด้วยกายว่าชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา เรากล่าวเหตุการปกปิดทุจริตของเขานั้นว่า เป็นการรับใช้ดอกเบี้ยเพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ก็ท่านผู้มีอายุรูปนี้ เป็นผู้กระทำอย่างนี้ เป็นผู้ประพฤติอย่างนี้ เรากล่าวการถูกว่ากล่าวของเขาว่า เป็นการทวงดอกเบี้ย อกุศลวิตกที่เป็นบาปประกอบด้วยความเดือดร้อน ย่อมครอบงำเขาผู้อยู่ป่า ผู้อยู่โคนไม้ หรือผู้อยู่ในเรือนว่าง เรากล่าวการถูกอกุศลวิตกครอบงำนี้ของเขาว่า เจ้าหนี้ติดตามเขา คนจนเข็ญใจยากไร้นั้นแล ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมถูกจองจำ ในเรือนจำ คือ นรก หรือในเรือนจำ คือ กำเนิดดิรัจฉาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่พิจารณาเห็นเรือนจำอื่นเพียงแห่งเดียว ซึ่งร้ายกาจ เป็นทุกข์ กระทำอันตรายแก่การบรรลุนิพพานซึ่งเป็นธรรมเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ อย่างนี้ เหมือนเรือนจำ คือ นรก หรือเรือนจำ คือ กำเนิดดิรัจฉานเลย ฯ ความเป็นคนจน และการกู้ยืม เรียกว่าเป็นทุกข์ในโลก คนจนกู้ยืมเลี้ยงชีวิตย่อมเดือดร้อน เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติด ตามเขา เพราะไม่ใช้หนี้นั้น เขาย่อมเข้าถึงแม้การจองจำ ก็การจองจำนั้น เป็นทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ปรารถนาการได้ กาม ในวินัยของพระอริยเจ้า ผู้ใดไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่ มีโอตตัปปะ พอกพูนบาปกรรม กระทำกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ย่อมปรารถนา ย่อมดำริว่า คนเหล่าอื่น อย่ารู้จักเรา พอกพูนบาปกรรมในที่นั้นๆ อยู่ บ่อยๆ ด้วย กาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เราตถาคตย่อมกล่าวว่า เป็นทุกข์ เหมือนอย่างนั้น เขาผู้มีบาปกรรม มีปัญญาทราม ทราบความ ชั่วของตนอยู่ เป็นคนจน มีหนี้สิน เลี้ยงชีวิตอยู่ย่อมเดือด ร้อน ลำดับนั้น ความดำริที่มีในใจ เป็นทุกข์เกิดขึ้นเพราะ ความเดือดร้อนของเขา ย่อมติดตามเขาที่บ้าน หรือที่ป่า เขาผู้มีบาปกรรม มีปัญญาทราม ทราบความชั่วของตนอยู่ ย่อมเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉานบางอย่าง หรือถูกจองจำในนรก ก็การจองจำนั้นเป็นทุกข์ ที่นักปราชญ์หลุดพ้นไปได้ บุคคล ผู้ยังใจให้เลื่อมใส ให้ทานด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลาย ที่ได้มา โดยชอบธรรม ย่อมเป็นผู้ยึดถือชัยชนะไว้ได้ในโลกทั้งสอง ของผู้มีศรัทธาอยู่ครองเรือน คือ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลใน ปัจจุบัน และเพื่อความสุขในสัมปรายภพ การบริจาคของ คฤหัสถ์ดังกล่าวมานั้น ย่อมเจริญบุญ ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีใจประกอบด้วยหิริ มีโอตตัปปะ มีปัญญา และสำรวมใน ศีล ในวินัยของพระอริยเจ้า ผู้นั้นแลเราเรียกว่ามีชีวิตเป็น สุข ในวินัยของพระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน เขาได้ความ สุขที่ไม่มีอามิส ยังอุเบกขา (ในจตุตถฌาน) ให้ดำรงมั่น ละนิวรณ์ ๕ ประการ เป็นผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ บรรลุ ฌานทั้งหลาย มีเอกัคคตาจิตปรากฏ มีปัญญารักษาตัว มีสติ จิตของเขาย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะทราบเหตุในนิพพาน เป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง เพราะไม่ถือมั่น โดยประการทั้งปวง หากว่าเขาผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบ คงที่ อยู่ในนิพพาน เป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ ไว้ในภพ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ ไซร้ ญาณนั้นแลเป็นญาณชั้นเยี่ยม ญาณนั้นเป็นสุขไม่มีสุข อื่นยิ่งกว่า ญาณนั้นไม่มีโศก หมดมัวหมองเป็นญาณเกษม สูงสุดกว่าความไม่มีหนี้ ฯ จบสูตรที่ ๓

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. อิณสูตร ว่าด้วยความเป็นหนี้

ข้อ ๔๕

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ความยากจนเป็นทุกข์ของ กามโภคีบุคคล ในโลก” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ย่อมกู้หนี้ แม้การกู้หนี้ก็เป็นทุกข์ของกามโภคีบุคคลในโลก” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ครั้นกู้หนี้แล้ว ย่อมใช้ดอกเบี้ย แม้การใช้ ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของกามโภคีบุคคลในโลก” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ครั้นใช้ดอกเบี้ยแล้ว ไม่ให้ดอกเบี้ยตาม กำหนดเวลา พวกเจ้าหนี้ย่อมตามทวงเขา แม้การตามทวงก็เป็นทุกข์ของกามโภคี- บุคคลในโลก” @เชิงอรรถ : @ กามโภคีบุคคล หมายถึงผู้บริโภคกามคุณ คือ คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๕/๒๙๓,@องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๐๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๓. อิณสูตร “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวง ยังไม่ให้ พวกเจ้าหนี้ ย่อมติดตาม แม้การถูกติดตามก็เป็นทุกข์ของกามโภคีบุคคลในโลก” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ติดตามทัน ยังไม่ทันให้ พวกเจ้าหนี้ย่อมจองจำเขา แม้การถูกจองจำก็เป็นทุกข์ของกามโภคีบุคคลในโลก” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม้ความยากจนก็เป็นทุกข์ของ กามโภคีบุคคลในโลก แม้การกู้หนี้ก็เป็นทุกข์ของกามโภคีบุคคลในโลก แม้การใช้ ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของกามโภคีบุคคลในโลก แม้การถูกทวงก็เป็นทุกข์ของกามโภคี- บุคคลในโลก แม้การถูกติตตามก็เป็นทุกข์ของกามโภคีบุคคลในโลก แม้การถูกจอง จำก็เป็นทุกข์ของกามโภคีบุคคลในโลก ด้วยประการฉะนี้ ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคน ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญา ในกุศลธรรม บุคคลนี้เราก็เรียกว่า เป็นคนจนเข็ญใจยากไร้ในอริยวินัย ภิกษุทั้งหลาย บุคคลนั้นนั่นแลผู้เป็นคนจนเข็ญใจยากไร้ เมื่อไม่มีศรัทธาใน กุศลธรรม เมื่อไม่มีหิริในกุศลธรรม เมื่อไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม เมื่อไม่มีวิริยะ ในกุศลธรรม เมื่อไม่มีปัญญาในกุศลธรรม ย่อมประพฤติกายทุจริต ประพฤติ วจีทุจริต ประพฤติมโนทุจริต เรากล่าวว่าการประพฤติทุจริตเช่นนี้ของเขา เป็นการกู้หนี้ เพราะการปกปิดกายทุจริตเป็นเหตุ เขาจึงตั้งความปรารถนาอันชั่วว่า ‘ขอชน เหล่าอื่นอย่ารู้เราเลย’ ดำริว่า ‘ขอชนเหล่าอื่นอย่ารู้เราเลย’ พูดว่า ‘ขอชนเหล่าอื่นอย่ารู้เราเลย’ พยายามด้วยกายว่า ‘ขอชนเหล่าอื่นอย่ารู้เราเลย’ เพราะการปกปิดวจีทุจริตเป็นเหตุ เขาจึงตั้งความปรารถนาอันชั่ว ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๐๘}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๓. อิณสูตร เพราะการปกปิดมโนทุจริตเป็นเหตุ เขาจึงตั้งความปรารถนาชั่วว่า ‘ขอชนเหล่า อื่นอย่ารู้เราเลย’ ดำริว่า “ขอชนเหล่าอื่นอย่ารู้เราเลย’ พูดว่า ‘ขอชนเหล่าอื่นอย่ารู้เราเลย’ พยายามด้วยกายว่า ‘ขอชนเหล่าอื่นอย่ารู้เราเลย’ เรากล่าวว่าการปกปิดทุจริตเป็นเหตุนั้น เป็นการใช้ดอกเบี้ย เพื่อนพรหมจารีผู้มีศีลเป็นที่รักได้กล่าวกับบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุนี้เป็นผู้ ทำอย่างนี้ เป็นผู้ประพฤติอย่างนี้’ เรากล่าวว่าการถูกว่ากล่าวเช่นนี้ของเขา เป็นการทวงหนี้ บาปอกุศลวิตกที่ประกอบด้วยวิปปฏิสาร(ความร้อนใจ) ย่อมครอบงำบุคคล นั้นผู้ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง เรากล่าวว่าการถูกบาปอกุศลวิตกครอบงำเช่นนี้ของเขา เป็นการถูกติดตาม ภิกษุทั้งหลาย บุคคลนั้นนั่นแล เป็นคนจนเข็ญใจยากไร้ ครั้นประพฤติ กายทุจริต ประพฤติวจีทุจริต และประพฤติมโนทุจริต หลังจากตายแล้วย่อมถูก จองจำในเรือนจำคือนรก หรือในเรือนจำคือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นเรือนจำอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ร้ายกาจอย่างนี้ เป็นทุกข์ อย่างนี้ และทำอันตรายแก่การบรรลุนิพพานซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม อย่างนี้ เหมือนเรือนจำคือนรก หรือเรือนจำคือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้เลย ความยากจน และการกู้หนี้ เราเรียกว่าเป็นทุกข์ในโลก คนจนเมื่อกู้หนี้ใช้สอยอยู่ ย่อมเดือดร้อน เพราะการไม่ใช้คืนนั้น พวกเจ้าหนี้จึงติดตามเขา เขาย่อมเข้าถึงการถูกจองจำ การถูกจองจำนั้นแลเป็นทุกข์ของหมู่ชนผู้ปรารถนากาม ในอริยวินัย ก็เช่นเดียวกัน ผู้ใดไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๐๙}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๓. อิณสูตร ไม่มีโอตตัปปะ พอกพูนบาปกรรม ทำกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ปรารถนาว่า ‘ชนทั้งหลายอย่ารู้จักเรา’ ผู้นั้นย่อมดิ้นรนพอกพูนบาปกรรม ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ในที่นั้นๆ บ่อยๆ เขาผู้มีบาปกรรม มีปัญญาทราม รู้การทำชั่วของตนอยู่ เป็นคนจน กู้หนี้ใช้สอยอยู่ ย่อมเดือดร้อน ลำดับนั้น ความดำริเกิดแต่วิปปฏิสารก่อทุกข์ทางใจ ย่อมติตตามเขาทั้งในบ้านหรือในป่า เขาผู้มีบาปกรรม มีปัญญาทราม รู้การทำชั่วของตนอยู่ ย่อมไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานหรือถูกจองจำในนรก ส่วนนักปราชญ์ผู้ทำจิตให้เลื่อมใส ให้ทานด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลายที่ได้มาโดยชอบธรรม ย่อมพ้นจากการจองจำที่เป็นทุกข์นั้น เขาเป็นผู้ถือชัยชนะในประโยชน์ทั้งสอง ของผู้มีศรัทธาอยู่ครองเรือน คือ ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้ และสุขในภพหน้า บุญคือการบริจาคของคฤหัสถ์นั้น ย่อมเพิ่มพูน อนึ่ง ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่นในอริยวินัย มีจิตประกอบด้วยหิริ มีโอตตัปปะ มีปัญญา และสำรวมในศีล เราเรียกผู้นั้นแลว่า ‘ผู้มีชีวิตเป็นสุขในอริยวินัย’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๑๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๓. อิณสูตร เขาได้สุขที่ไม่อิงอามิส อุเบกขา ตั้งมั่น ละนิวรณ์ ๕ ประการได้ ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ บรรลุฌานทั้งหลายมีเอกัคคตาจิตปรากฏ มีปัญญารักษาตน มีสติ รู้ชัดเหตุนั้นตามความเป็นจริง ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง จิตย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะไม่ถือมั่นโดยสิ้นเชิง หากว่าเขามีจิตหลุดพ้นโดยชอบ เป็นผู้คงที่ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งภวสังโยชน์ มีญาณหยั่งรู้ว่า ‘วิมุตติของเราไม่กำเริบ’ ญาณนั่นแลเป็นญาณชั้นเยี่ยม ญาณนั่นแลเป็นสุขอันยอดเยี่ยม ญาณนั้นไม่มีความโศก ปราศจากธุลี มีความเกษมสูงสุดกว่าความไม่มีหนี้ อิณสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ สุขที่ไม่อิงอามิส หมายถึงสุขในปฐมฌาน ทุติยฌาน และตติยฌาน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๗)@ อุเบกขา ในที่นี้หมายถึงอุเบกขาในจตุตถฌาน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๗) @ ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง หมายถึงพระนิพพาน สังโยชน์ทั้งปวง ได้แก่ (๑) กามราคะ@(ความกำหนัดในกาม) (๒) ปฏิฆะ(ความขัดใจ) (๓) มานะ(ความถือตัว) (๔) ทิฏฐิ(ความเห็นผิด) (๕) วิจิกิจฉา@(ความลังเลสงสัย) (๖) สีลัพพตปรามาส(ความถือมั่นศีลพรต) (๗) ภวราคะ(ความติดใจปรารถนาในภพ)@(๘) อิสสา(ความริษยา) (๙) มัจฉริยะ(ความตระหนี่) (๑๐) อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง) (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๗,@องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๔๕-๔๘/๑๔๑) @ หมายถึงมีปัจจเวกขณญาณหยั่งรู้ว่ามัคควิมุตติ หรือผลวิมุตติไม่กำเริบ เพราะไม่มีกิเลสที่ก่อความกำเริบ@คือราคะเป็นต้น (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๕/๑๒๗, องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๔๕-๔๘/๑๔๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๑๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอิณสูตรที่ ๓

พึงทราบวินิจฉัยในอิณสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ทาลิทฺทิยํ ได้แก่ ความเป็นผู้ยากจน.

บทว่า กามโภคิโน ได้แก่ สัตว์ผู้บริโภคกาม.

บทว่า อสฺสโก ได้แก่ ปราศจากทรัพย์ที่เป็นของของตน.

บทว่า อนทฺธิโก ได้แก่ ไม่มั่งคั่ง.

บทว่า อิณํ อาทิยติ ได้แก่ เมื่อไม่สามารถจะเป็นอยู่ได้ก็กู้หนี้ยืมสิน.

บทว่า วฑฺฒึ ปฏิสฺสุณาติ ได้แก่ เมื่อไม่สามารถจะใช้คืนให้ ก็ให้สัญญาว่าจักให้ดอกเบี้ย.

บทว่า อนุจรนฺติปิ นํ ความว่า (เจ้าหนี้ทั้งหลาย) ไล่ตามหลังลูกหนี้ไป ทำให้เขาได้รับประการอันแปลกประหลาดด้วยการกระทำมีการจับตากแดด และโปรยฝุ่นลงเป็นต้น ในท่ามกลางบริษัทและท่ามกลางคณะเป็นต้น.

บทว่า สทฺธา นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่ศรัทธาคือการปลงใจเชื่อ.

บทว่า หิริ นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่อาการที่จะละอายใจ.

บทว่า โอตฺตปฺปํ นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่อาการหวาดกลัว.

บทว่า วิริยํ นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่ความเพียรที่เป็นไปทางกาย.

บทว่า ปญฺญา นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่กัมมัสสกตาปัญญา.

บทว่า อิณาทานสฺมึ วทามิ ได้แก่ เรากล่าวถึงการกู้หนี้ยืมสิน.

บทว่า มา มํ ชญฺญู ได้แก่ ขอเจ้าหนี้ทั้งหลายอย่าพบตัวเรา.

บทว่า ทาลิทฺทิยํ ทุกขํ ได้แก่ ความเป็นผู้จนทรัพย์เป็นเหตุให้เกิดทุกข์.

บทว่า กามลาภาภิชปฺปินํ ได้แก่ ผู้ปรารถนาการได้กาม.

บทว่า ปาปกมฺมํ วินิพฺพโย ได้แก่ ผู้ก่อบาปกรรม.

บทว่า สํสปฺปติ ได้แก่ ดิ้นรน.

บทว่า ชานํ ได้แก่ รู้อยู่.

บทว่า ยสฺส วิปฺปฏิสารชา ความว่า ความดำริเหล่าใดของบุคคลผู้ยากจนนั้นเกิดมาจากความเดือดร้อน.

บทว่า โยนิมญฺญตรํ ได้แก่ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานกำเนิดหนึ่ง.

บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาทยํ ความว่า ทำจิตให้เลื่อมใสให้.

บทว่า กฏคฺคาโห ได้แก่ การได้ชัยชนะคือการได้ที่ไม่ผิดพลาด มีอยู่.

บทว่า ฆรเมสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหา หรืออยู่ครองเรือน.

บทว่า จาโค ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ความว่า บุญที่เป็นไปในสงฆ์ คือจาระย่อมเจริญ. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า จาคํ ปุญฺญํ ดังนี้ก็มี.

บทว่า ปติฏฐิตา ความว่า ศรัทธาของพระโสดาบัน ชื่อว่าศรัทธาที่ตั้งมั่น.

บทว่า หิริมโน ได้แก่ จิตสัมปยุตด้วยหิริ.

บทว่า นิรามิสํ สุขํ ได้แก่ สุขที่อาศัยฌาน ๓ เกิดขึ้น.

บทว่า อุเปกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาในจตุตถฌาน.

บทว่า อารทฺธวิริโย ได้แก่ มีความเพียรประคับประคองไว้เต็มที่.

บทว่า ฌานานิ อุปสมฺปชฺช ได้แก่ บรรลุฌาน ๔.

บทว่า เอโกทิ นิปโก สโต ได้แก่ มีจิตเป็นเอกัคคตา และประกอบด้วยกัมมัสสกตาญาณและสติ.

บทว่า เอตํ ญฺตวา ยถาภูตํ ความว่า รู้จักเหตุนี้คือเท่านี้ ตามสภาพที่เป็นจริง.

บทว่า สพฺพสํโยชนกฺขเย ได้แก่ ในนิพพาน.

บทว่า สพฺพโส ได้แก่ โดยอาการทั้งปวง.

บทว่า อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือ.

ในบทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ มีคำอธิบายดังนี้ว่า

เพราะไม่ยึดถือโดยประการทั้งปวงในนิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง. มรรคจิตจึงหลุดพ้นโดยชอบ คือ โดยเหตุ โดยนัย.

พระสังคีติกาจารย์เขียนบาลีเป็น เอวํ ญฺตวา ยถาภูตํ สพฺพสํโยชนกฺขยํ ดังนี้ก็มี. บาลีนั้นมีความหมายว่า รู้นิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งหมดนั่นตามเป็นจริง. แต่ว่าความหมายบาลีบทหน้ากับบทหลังไม่เชื่อมต่อกันเลย.

บทว่า ตสฺส สมฺมาวิมุตฺตสฺส ความว่า พระขีณาสพนั้น คือผู้หลุดพ้นโดยชอบ.

บทว่า ญาณํ เจ โหติ ได้แก่ มีปัจจเวกขณญาณ.

บทว่า ตาทิโน ได้แก่ ผู้ดำรงมั่นอยู่ในนิพพานนั้น.

บทว่า อกุปฺปา ความว่า (วิมุตติ) ชื่อว่าไม่กำเริบ เพราะมีธรรมไม่กำเริบเป็นอารมณ์ และเพราะไม่มีกิเลสเครื่องทำให้กำเริบ.

บทว่า วิมุตฺติ หมายถึง ทั้งมรรควิมุตติ ทั้งผลวิมุตติ.

บทว่า ภวสํโยชนกฺขเย ความว่า เพราะเกิดขึ้นในนิพพานกล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ และเพราะเกิดขึ้นในที่สุดที่กิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นไป.

บทว่า เอตํ โข ปรมํ ญาณํ ความว่า มรรคญาณและผลญาณนั่น ชื่อว่าบรมญาณ (ญาณอันยอดเยี่ยม).

บทว่า สุขมนุตฺตรํ ความว่า สุขเกิดแต่มรรคและผลนั้นแลชื่อว่าอนุตรสุข (สุขอันยอดเยี่ยม).

บทว่า อานณฺยมุตฺตมํ ความว่า บรรดาคนที่ไม่มีหนี้ทั้งหมด พระขีณาสพผู้ที่ไม่มีหนี้เป็นผู้สูงสุด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรวมยอดใจความสำคัญของเทศนา ด้วยอรหัตผลว่า อรหัตผลเป็นญาณไม่มีหนี้อันสูงสุด.

และในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะไว้ก่อน แล้วจึงได้ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้ในคาถาทั้งหลายแล.

จบอรรถกถาอิณสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา