๙. นิสันติสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๙. นิสันติสูตร
อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา สารีปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ขิปฺปนิสนฺติ จ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สุคฺคหิตคฺคาหี จ พหุญฺจ คณฺหาติ คหิตญฺจสฺส นปฺปมุสฺสตีติ อายสฺมา โข อานนฺโท พหุสฺสุโต ปฏิภาตุ อายสฺมนฺตญฺเญว อานนฺทนฺติ ฯ เตนหาวุโส สารีปุตฺต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ อายสฺมา อานนฺโท เอตทโวจ อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ อตฺถกุสโล จ โหติ ธมฺมกุสโล จ พฺยญฺชนกุสโล จ นิรุตฺติกุสโล จ ปุพฺพาปรกุสโล จ เอตฺตาวตา โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ขิปฺปนิสนฺติ จ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สุคฺคหิตคฺคาหี จ พหุญฺจ คณฺหาติ คหิตญฺจสฺส นปฺปมุสฺสตีติ อจฺฉริยํ อาวุโส อพฺภุตํ อาวุโส ยาว สุภาสิตญฺจิทํ อายสฺมตา อานนฺเทน อิเมหิ จ มยํ ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ธาเรม อายสฺมา อานนฺโท อตฺถกุสโล ธมฺมกุสโล พฺยญฺชนกุสโล นิรุตฺติกุสโล ปุพฺพาปรกุสโลติ ฯ
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ภิกษุจึงจะเป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เรียนได้ดี เรียนได้มาก และสิ่งที่เธอเรียนแล้ว ย่อมไม่เลือนไป ท่านพระสารีบุตรได้ตอบว่า ท่านอานนท์แลเป็นพหูสูต ข้อความนั้นจงแจ่มแจ้งแก่ท่านอานนท์ทีเดียว ฯ อา. ดูกรอาวุโสสารีบุตร ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจัก-*กล่าว ท่านพระสารีบุตรรับคำท่านพระอานนท์ว่า อย่างนั้น อาวุโส ท่านพระ-*อานนท์ได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ฉลาดใน-*อรรถ ฉลาดในธรรม ฉลาดในพยัญชนะ ฉลาดในนิรุตติ และฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงจะเป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็วในกุศล-*ธรรมทั้งหลาย เรียนได้ดี เรียนได้มาก และสิ่งที่เธอเรียนแล้วย่อมไม่เลือนไป ฯ สา. ดูกรอาวุโส น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว ตามที่ท่านอานนท์กล่าวไว้ดีแล้วนี้ และพวกเราย่อมทรงจำท่านอานนท์ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้ว่าท่านอานนท์เป็นผู้ฉลาดในอรรถ ฉลาดในธรรม ฉลาดในพยัญชนะ ฉลาดในนิรุตติและฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ฯ จบสูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. ขิปปนิสันติสูตร ว่าด้วยเหตุให้ใคร่ครวญได้เร็ว
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้สนทนา ปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร ได้ถามท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า “ท่านสารีบุตร ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุจึงเป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็ว เรียนได้เร็วเรียนได้มากในกุศลธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เธอเรียนแล้วจะไม่เลือนหายไป”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๘๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๒. อาฆาตวรรค ๙. ขิปปนิสันติสูตร ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ท่านอานนท์เป็นพหูสูต เฉพาะท่านอานนท์เท่านั้น ที่จะสามารถอธิบายเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้งได้” พระอานนท์กล่าวว่า “ท่านสารีบุตร ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ผมจักกล่าว” ท่านพระสารีบุตรรับคำแล้ว ท่านพระอานนท์จึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า “ท่านสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ฉลาดในอรรถ ๒. เป็นผู้ฉลาดในธรรม ๓. เป็นผู้ฉลาดในพยัญชนะ ๔. เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติ ๕. เป็นผู้ฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงเป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็ว เรียนได้ดี เรียนได้มากในกุศลธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เธอเรียนแล้วย่อมไม่เลือนหายไป” พระสารีบุตรกล่าวว่า “ผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏตามที่ท่าน อานนท์กล่าวไว้ดีแล้วนี้ เราทั้งหลายขอทรงจำไว้ว่า ท่านอานนท์มีธรรม ๕ ประการนี้ท่านอานนท์เป็นผู้ฉลาดในอรรถ ฉลาดในธรรม ฉลาดในพยัญชนะ ฉลาดในนิรุตติและฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย” ขิปปนิสันติสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ แปลจากบาลีว่า “ปฏิภาตุ อายสฺมนฺตญฺเญว อานนฺทํ” มีข้อสังเกตว่า โครงสร้างประโยคเช่นนี้ เป็นประโยค@ธรรมเนียมการให้โอกาส การเชิญ หรือการมอบหมายให้แสดงธรรมตาม ‘ความถนัดส่วนบุคคล’ มีปรากฏ@ในพระไตรปิฎกหลายเล่ม เช่น @ปรากฏใน ที.สี. ๙/๓๑๘/๑๒๔, ม.มู. ๑๒/๔๗๓/๔๒๒, องฺ.ติก. ๒๐/๖๙/๑๙๔ ว่า “สาธุ วต ภนฺเต@ภควนฺตํเยว โคตมํ ปฏิภาตุ เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ” @ปรากฏใน ม.มู. ๑๒/๖๓/๔๑ ว่า “อุปมา มํ อาวุโส สารีปุตฺต ปฏิภาติ, ปฏิภาตุ ตํ อาวุโส@โมคฺคลฺลาน” และปรากฏใน องฺ.ทสก. ๒๔/๖๗/๙๗ ว่า “ปฏิภาตุ ตํ สารีปุตฺต ภิกฺขูนํ ธมฺมีกถา”@ ฉลาดในอรรถ หมายถึงฉลาดในอรรถกถา ฉลาดในธรรม หมายถึงฉลาดในพระบาลี ฉลาดในพยัญชนะ@หมายถึงฉลาดในด้านอักษรศาสตร์ ฉลาดในนิรุตติ หมายถึงฉลาดในภาษาศาสตร์ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๖๙/@๖๕) ฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ในที่นี้หมายถึงฉลาดในเบื้องต้นเบื้องปลาย ๕ ประการ คือ@(๑) เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอรรถ (๒) เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งธรรม (๓) เบื้องต้นและเบื้องปลาย@แห่งบท (๔) เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอักขระ (๕) เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอนุสนธิ@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๖๙/๖๕-๖๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๘๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิสันติสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในนิสันติสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่าเป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็ว เพราะกำหนดจดจำได้เร็ว. ชื่อว่าเรียนได้อย่างดี เพราะรับเอาไว้ดีแล้ว.
บทว่า อตฺถกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในอรรถกถา.
บทว่า ธมฺมกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในบาลี.
บทว่า นิรุตฺติกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในภาษา.
บทว่า พฺยญฺชนกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งอักษร.
บทว่า ปุพฺพาปรกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในเบื้องต้นเบื้องปลาย ๕ คือเบื้องต้นเบื้องปลายของอรรถกถา เบื้องต้นเบื้องปลายของบาลี เบื้องต้นเบื้องปลายของบท เบื้องต้นเบื้องปลายของอักษร เบื้องต้นเบื้องปลายของอนุสนธิ. ในเบื้องต้นเบื้องปลายเหล่านั้น รู้อรรถเบื้องต้นด้วยอรรถเบื้องปลาย รู้อรรถเบื้องปลายด้วยอรรถเบื้องต้น. ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอรรถกถา.
ถามว่า อย่างไร.
ตอบว่า ก็ภิกษุนั้น เมื่อเว้นท่านเว้นอรรถเบื้องต้น กล่าวแต่อรรถเบื้องปลาย ย่อมรู้ว่าอรรถเบื้องต้นมีอยู่ดังนี้ แม้เมื่อท่านเว้นอรรถเบื้องปลาย กล่าวแต่อรรถเบื้องต้นก็รู้ว่าอรรถเบื้องปลายมีอยู่ดังนี้ เมื่อท่านเว้นอรรถทั้งสอง กล่าวแต่อรรถในท่ามกลาง ย่อมรู้ว่าอรรถทั้งสองมีอยู่ดังนี้ เมื่อท่านเว้นอรรถในท่ามกลาง กล่าวแต่อรรถทั้งสองส่วน ย่อมรู้ว่าอรรถในท่ามกลางมีอยู่ดังนี้.
แม้ในเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งบาลี ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็ในเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอุนสนธิ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
เมื่อพระสูตรเริ่มศีลเป็นต้นไป ในที่สุดก็มาถึงอภิญญา ๖ ภิกษุย่อมรู้ว่า พระสูตรไปตามอนุสนธิ ตามกำหนดบท ดังนี้. เมื่อพระสูตรเริ่มแต่ทิฏฐิไป เบื้องปลายสัจจะทั้งหลายก็มาถึง ภิกษุย่อมรู้ว่า พระสูตรไปตามอนุสนธิ. เมื่อพระสูตรเริ่มแต่การทะเลาะบาดหมางกัน เบื้องปลายสาราณียธรรมก็มาถึง. เมื่อพระสูตรเริ่มแต่ดิรัจฉานกถา ๓๒ เบื้องปลายกถาวัตถุ ๑๐ ก็มาถึง ภิกษุย่อมรู้ว่า พระสูตรไปตามอนุสนธิ ดังนี้.
จบอรรถกถานิสันติสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------