๓. อุคคหสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๓.อุคคหสูตร
เอกํ สมยํ ภควา ภทฺทิเย วิหรติ ชาติยาวเน ฯ อถโข อุคฺคโห เมณฺฑกนตฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อุคฺคโห เมณฺฑกนตฺตา ภควนฺตํ เอตทโวจ อธิวาเสตุ เม ภนฺเต ภควา สฺวาตนาย อตฺตจตุตฺโถ ภตฺตนฺติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน อถโข อุคฺคโห เมณฺฑกนตฺตา ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ {๓๓.๑} อถโข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน อุคฺคหสฺส เมณฺฑกนตฺตุโน นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข อุคฺคโห เมณฺฑกนตฺตา ภควนฺตํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปสิ สมฺปวาเรสิ ฯ {๓๓.๒} อถโข อุคฺคโห เมณฺฑกนตฺตา ภควนฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อุคฺคโห เมณฺฑกนตฺตา ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมา เม ภนฺเต กุมาริโย ปติกุลานิ คมิสฺสนฺติ โอวทตุ ตาสํ ภนฺเต ภควา อนุสาสตุ ตาสํ ภนฺเต ภควา ยํ ตาสํ อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ อถโข ภควา ตา กุมาริโย เอตทโวจ ตสฺมา ติห กุมาริโย เอวํ สิกฺขิตพฺพํ ยสฺส โข มาตาปิตโร ภตฺตุโน ทสฺสนฺติ อตฺถกามา หิเตสิโน อนุกมฺปกา อนุกมฺปํ อุปาทาย ตสฺส ภวิสฺสาม ปุพฺพุฏฺฐายินิโย ปจฺฉานิปาตินิโย กึการปฏิสฺสาวินิโย มนาปจารินิโย ปิยวาทินิโยติ เอวํ หิ โว กุมาริโย สิกฺขิตพฺพํ ฯ ตสฺมา ติห กุมาริโย เอวํ สิกฺขิตพฺพํ เย เต ภตฺตุ ครุโน ภวิสฺสนฺติ มาตาติ วา ปิตาติ วา สมณพฺราหฺมณาติ วา เต สกฺกริสฺสาม ครุกริสฺสาม มาเนสฺสาม ปูเชสฺสาม อพฺภาคเต จ อาสโนทเกน ปฏิปูเชสฺสามาติ เอวํ หิ โว กุมาริโย สิกฺขิตพฺพํ ฯ ตสฺมา ติห กุมาริโย เอวํ สิกฺขิตพฺพํ เย เต ภตฺตุ อพฺภนฺตรา กมฺมนฺตา อุณฺณาติ วา กปฺปาสาติ วา ตตฺถ ทกฺขา ภวิสฺสาม อนลสา ตตฺรุปายาย วีมํสาย สมนฺนาคตา อลํ กาตุํ อลํ สํวิธาตุนฺติ เอวํ หิ โว กุมาริโย สิกฺขิตพฺพํ ฯ {๓๓.๓} ตสฺมา ติห กุมาริโย เอวํ สิกฺขิตพฺพํ โย โส ภตฺตุ อพฺภนฺตโร อนฺโตชโน ทาสาติ วา เปสฺสาติ วา กมฺมกราติ วา เตสํ กตญฺจ กตโต ชานิสฺสาม อกตญฺจ อกตโต ชานิสฺสาม คิลานกานญฺจ พลาพลํ ชานิสฺสาม ขาทนียํ โภชนียํ จสฺส ปจฺจยํเสน วิภชิสฺสามาติ เอวํ หิ โว กุมาริโย สิกฺขิตพฺพํ ฯ ตสฺมา ติห กุมาริโย เอวํ สิกฺขิตพฺพํ ยํ ภตฺตา อาหริสฺสติ ธนํ วา ธญฺญํ วา รชตํ วา ชาตรูปํ วา ตํ อารกฺเขน คุตฺติยา สมฺปาเทสฺสาม ตตฺถ จ ภวิสฺสาม อธุตฺตี อเถนี อโสณฺฑี อวินาสิกาติ เอวํ หิ โว กุมาริโย สิกฺขิตพฺพํ ฯ {๓๓.๔} อิเมหิ โข กุมาริโย ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต มาตุคาโม กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา มนาปกายิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชตีติ ฯ โย นํ ภรติ สพฺพทา นิจฺจํ อาตาปิ อุสฺสุโก สพฺพกามหรํ โปสํ ภตฺตารํ นาติมญฺญติ น จาปิ โสตฺถิ ภตฺตารํ อิสฺสาจาเรน โรสเย ภตฺตุ จ ครุโน สพฺเพ ปฏิปูเชติ ปณฺฑิตา อุฏฺฐายิกา อนลสา สงฺคหิตปริชฺชนา ภตฺตุ มนาปํ จรติ สํภตํ อนุรกฺขติ ฯ ยา เอวํ วตฺตตี นารี ภตฺตุ ฉนฺทวสานุคา มนาปา นาม เต เทวา ยตฺถ สา อุปปชฺชตีติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ชาติยาวัน ใกล้เมือง ภัททิยะ ฯ ครั้งนั้นแล ท่านอุคคหเศรษฐีผู้เป็นหลานท่านเมณฑกเศรษฐีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุ ๓ รูปจงทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ ท่านอุคคหเศรษฐีทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกจากอาสนะ ถวายบังคมทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแลพอล่วงราตรีนั้นไป เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้วถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอุคคหเศรษฐี ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้ครั้งนั้น ท่านอุคคหเศรษฐีหลานของเมณฑกเศรษฐี ได้อังคาสพระผู้มีพระภาคให้อิ่มหนำสำราญ ด้วยขาทนียโภชนียาหารอย่างประณีตด้วยมือของตนเอง เมื่อทราบว่าพระผู้มีพระภาคทรงเสวยเสร็จแล้ว ทรงลดพระหัตถ์จากบาตรแล้ว จึงนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุมารีเหล่านี้ของข้าพระองค์ จักไปอยู่สกุลสามี ขอพระผู้มีพระภาคทรงกล่าวสอน ทรงพร่ำสอนกุมารีเหล่านั้น ซึ่งจะพึงเป็นประโยชน์สุขแก่กุมารีเหล่านั้นตลอดกาลนาน ฯ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนกุมารีเหล่านั้นต่อไปดังนี้ว่า ดูกรกุมารี เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า มารดาบิดาของสามีที่เป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ หวังความเกื้อกูลอนุเคราะห์ด้วยความเอ็นดู เราทั้งหลายจักตื่นก่อนท่านนอนทีหลังท่าน คอยรับใช้ท่าน ประพฤติเป็นที่พอใจท่าน พูดคำเป็นที่รักต่อท่านดูกรกุมารีทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ เพราะเหตุนั้นแหละเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดเป็นที่เคารพของสามี คือ มารดา บิดาหรือสมณพราหมณ์ เราทั้งหลาย จักสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เมื่อท่านมาถึงที่ก็จักต้อนรับด้วยที่นั่งหรือน้ำ ดูกรกุมารีทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า การงานภายในบ้านของสามี คือ การทำขนสัตว์ หรือการทำผ้า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานนั้นๆ จักประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในการงานนั้นๆ อาจทำ อาจจัด ดูกรกุมารีทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักรู้การงานที่อันโตชนภายในบ้านของสามี คือ ทาส คนใช้ หรือกรรมกรทำแล้ว ว่าทำแล้ว ที่ยังไม่ได้ทำ ว่ายังไม่ได้ทำ จักรู้คนป่วยไข้ว่ามีกำลังหรือไม่มีกำลัง และจักแบ่งของเคี้ยวของบริโภคให้ตามเหตุที่ควร ดูกรกุมารีทั้งหลายเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักยังทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทองที่สามีหามาได้ให้คงอยู่ ด้วยการรักษา คุ้มครอง จักไม่เป็นนักเลงการพนัน ไม่เป็นขโมยไม่เป็นนักดื่ม ไม่ผลาญทรัพย์ให้พินาศ ดูกรกุมารีทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ ดูกรกุมารีทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายเทวดาเหล่ามนาปกายิกา ฯ สุภาพสตรีผู้มีปรีชา ย่อมไม่ดูหมิ่นสามีผู้หมั่นเพียร ขวนขวาย อยู่เป็นนิตย์ เลี้ยงตนอยู่ทุกเมื่อ ให้ความปรารถนาทั้งปวง ไม่ทำสามีให้ขุ่นเคือง ด้วยประพฤติแสดงความหึงหวงสามี และย่อมบูชาผู้ที่เคารพทั้งปวงของสามี เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจ คร้าน สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี ประพฤติเป็นที่พอใจ ของสามี รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ นารีใดย่อมประพฤติ ตามความพอใจของสามีอย่างนี้ นารีนั้นย่อมเข้าถึงความเป็น เทวดาเหล่ามนาปกายิกา ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อุคคหสูตร ว่าด้วยอุคคหเศรษฐี
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ชาติยาวัน เขตเมืองภัททิยะ ครั้งนั้น อุคคหเศรษฐีผู้เป็นหลานของเมณฑกเศรษฐี ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุ ๓ รูป จงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้” พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยพระอาการดุษณีแล้วอุคคหเศรษฐีทราบว่าพระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้นคืนนั้นผ่านไป เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของอุคคหเศรษฐี ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้@เชิงอรรถ : @ ความเป็นผู้เลิศ หมายถึงเกิดในหมู่สัตว์ใดๆ ก็เป็นผู้เลิศในหมู่สัตว์นั้นๆ หรือได้บรรลุมรรคและผลอัน@เป็นโลกุตตระ (องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๓๔/๓๖๔) @ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๓๔/๕๔-๕๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. สุมนวรรค ๓. อุคคหสูตร ลำดับนั้น อุคคหเศรษฐีได้ถวายอาหารภิกษุสงฆ์มีพระผู้มีพระภาคเป็น ประธานให้อิ่มหนำด้วยของเคี้ยวของฉันที่ประณีตด้วยมือตนเอง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ ทรงวางพระหัตถ์ จึงนั่ง ณ ที่สมควร กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลูกสาวของข้าพระองค์เหล่านี้ จักไปสู่ตระกูลสามี ขอพระผู้มีพระภาคทรงกล่าวสอนพร่ำสอนเด็กเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาตลอดกาลนานเถิด” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสอนกุมารีเหล่านั้นว่า กุมารีทั้งหลาย ๑. เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘มารดาบิดา ผู้ปรารถนาประโยชน์ หวังเกื้อกูลอนุเคราะห์ด้วยความเอ็นดู ยกให้ สามีใด เราทั้งหลายจักตื่นก่อน นอนทีหลังสามีนั้น คอยรับใช้ ปฏิบัติให้เป็นที่พอใจเขา พูดคำไพเราะต่อเขา’ เธอทั้งหลายพึง สำเหนียกอย่างนี้แล ๒. เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘ชนเหล่าใด เป็นที่เคารพของสามี คือ บิดา มารดา หรือสมณพราหมณ์ เราทั้งหลายจักสักการะ เคารพ นับถือบูชาชนเหล่านั้น และต้อนรับ ท่านเหล่านั้น ผู้มาถึงแล้วด้วยอาสนะและน้ำ’ เธอทั้งหลายพึง สำเหนียกอย่างนี้แล ๓. เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘การงาน เหล่าใดเป็นการงานในบ้านของสามี คือ การทำผ้าขนสัตว์ หรือ ผ้าฝ้าย เราทั้งหลายจักขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานเหล่านั้น จักประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในการงาน เหล่านั้น สามารถทำได้ สามารถจัดได้’ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียก อย่างนี้แล ๔. เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลาย จักรู้การงานที่คนในปกครองภายในบ้านสามี คือ ทาส คนใช้ หรือ กรรมกรว่าทำแล้ว หรือยังไม่ได้ทำ จักรู้อาการของคนเหล่านั้นที่ เป็นไข้ว่าดีขึ้นหรือทรุดลง และจักแบ่งปันของกินของใช้ให้ตามส่วน ที่ควร’ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. สุมนวรรค ๓. อุคคหสูตร ๕. เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้ง หลายจักรักษาคุ้มครองสิ่งที่สามีหามาได้ จะเป็นทรัพย์ ข้าว เงิน หรือทองก็ตาม จักไม่เป็นนักเลงการพนัน ไม่เป็นขโมย ไม่เป็นนักเลง สุรา ไม่ล้างผลาญทรัพย์สมบัติ’ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล กุมารีทั้งหลาย มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วจะเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเทวดาเหล่ามนาปกายิกา (พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า) สตรีผู้เป็นบัณฑิต ย่อมไม่ดูหมิ่นสามี ผู้มีความเพียร ขวนขวายเป็นนิตย์ เลี้ยงตนเองทุกเมื่อ ผู้ให้สิ่งที่ต้องการได้ทุกอย่าง ไม่ทำให้สามีขุ่นเคืองด้วยการแสดงความหึงหวง ยกย่องทุกคนที่สามีเคารพ เป็นคนขยัน ไม่เกียจคร้าน สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี ปฏิบัติถูกใจสามี รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ สตรีผู้ประพฤติตามใจสามีอย่างนี้ จะเข้าถึงความเป็นเทวดาเหล่ามนาปกายิกา อุคคหสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ เทวดาเหล่ามนาปกายิกา หมายถึงเทวดาชั้นนิมมานรดี เทวดาเหล่านี้เรียกว่า เทพนิมมานรดี และเทพ@มนาปา เพราะเนรมิตรูปตามที่ตนปรารถนาได้ และชื่นชมรูปที่เนรมิตนั้น (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๓๓/๒๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุคคหสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอุคคหสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภทฺทิเก แปลว่า ใกล้ภัททิกนคร. (บาลีเป็น ภัททิยนคร).
บทว่า ชาติยาวเน ได้แก่ ในป่าชัฏที่เกิดขึ้นเองเขามิได้ปลูกแล้ว เป็นอันเดียวกันกับป่าหิมพานต์. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไปอาศัยนครนั้น ประทับอยู่ในป่านั้น.
บทว่า อตฺตจตุตฺโถ ได้แก่ มีพระองค์เป็นที่ ๔.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร อุคคหเศรษฐีหลานชายเมณฑกเศรษฐีนั้นจึงนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระองค์เป็นที่ ๔ มีภิกษุไปด้วย ๓ รูปเล่า?
ตอบว่า ได้ยินว่า ในเรือนของท่านเศรษฐีนั้นได้มีงานมงคลใหญ่ ด้วยการจัดงานใหญ่ ผู้คนเป็นอันมากก็มาชุมนุมกันในเรือนนั้น ท่านคิดว่า ผู้อังคาสเลี้ยงดูพระภิกษุสงฆ์ คงจักสงเคราะห์ยึดใจผู้คนเหล่านั้นได้ยาก จึงนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระองค์เป็นที่ ๔ เท่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านมีความดำริอย่างนี้ว่า เมื่อพระศาสดาทรงโอวาทอยู่กลางภิกษุหมู่ใหญ่ สาวรุ่นทั้งหลายมัวแต่ดูเสีย ก็ไม่สามารถจะรับเอาพระโอวาทได้. ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ท่านจึงนิมนต์เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระองค์เป็นที่ ๔ เท่านั้น.
บทว่า โอวทตุ ตาสํ ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดโอวาท คือสั่งสอนสาวรุ่นเหล่านั้น.
ที่จริง คำว่า ตาสํ เป็นฉัฏฐีวิภัติ ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัติ.
บทว่า ยํ ตาสํ ได้แก่ โอวาทานุศาสน์สำหรับสาวรุ่นเหล่านั้น.
ก็แลท่านเศรษฐีนั้น ครั้นกราบทูลแล้วอย่างนี้ คิดว่า สาวรุ่นเหล่านี้เมื่อได้รับโอวาทในสำนักของเรา พึงให้นำไปสกุลสามี ดังนี้ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็หลีกไป.
บทว่า ภตฺตุ คือ สามี. บทว่า อนุกมฺปํ อุปาทาย ได้แก่ อาศัยความเอ็นดู.
บทว่า ปุพฺพุฏฺฐายินิโย ได้แก่ ปกติตื่นก่อนเขาหมด.
บทว่า ปจฺฉานิปาตินิโย ได้แก่ ปกตินอนหลังเขาหมด.
ก็หญิงบริโภคแล้วขึ้นที่นอน นอนก่อนไม่ควร. แต่ให้คนในครัวเรือนทั้งหมดบริโภคแล้ว จัดสิ่งของที่เป็นอุปกรณ์ รู้ว่าโคเป็นต้นที่มาแล้วและยังไม่มาสั่งการงานที่จะพึงทำในวันรุ่งขึ้น ถือลูกกุญแจไว้ในมือ ถ้าอาหารมีก็บริโภค ถ้าไม่มีก็ให้คนอื่นหุงหา แล้วเลี้ยงคนทั้งหมดให้อิ่ม แล้วนอนในภายหลังจึงควร. แม้นอนแล้ว จะนอนจนตะวันขึ้นก็ไม่ควร แต่ลุกก่อนเขาทั้งหมดแล้ว ให้เรียกทาสและคนงานมาแล้วสั่งงานว่าท่านจงทำงานอันนี้ๆ ให้รีดนมแม่โค ทำกิจที่ควรทำทั้งหมดในเรือนไว้เป็นพนักงานของตนจึงควร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าหมายถึงข้อความนั้น จึงตรัสว่า ปุพฺพุฏฺฐายินิโย ปจฺฉานิปาตินิโย ตื่นก่อนนอนหลัง ดังนี้.
บทว่า กึการปฏิสฺสาวินิโย ความว่า มีปกติมองหน้ากันแล้วตรวจดูว่า เราจะทำอะไร เราจะทำอะไรดังนี้.
บทว่า มนาปจาริณิโย ได้แก่ ปกติทำกิริยาแต่ที่น่าพอใจ.
บทว่า ปิยวาทินิโย ได้แก่ พูดแต่ถ้อยคำที่น่ารัก.
บทว่า ปูชิสฺสาม ได้แก่ บูชาด้วยปัจจัย ๔.
บทว่า อพฺภาคเต ได้แก่ ท่านผู้มาถึงสำนักของตน.
บทว่า อาสโนทเกน ปฏิปูเชสฺสาม ความว่า ต้อนรับด้วยอาสนะและน้ำล้างเท้า. แต่ในข้อนี้ ควรทำสักการะทุกวันแก่มารดาบิดา. ส่วนสำหรับสมณพราหมณ์ผู้มาถึงแล้วควรถวายอาสนะน้ำล้างเท้าและควรทำสักการะ.
บทว่า อุณฺณา คือ ขนแกะ.
บทว่า ตตฺถ ทกฺขา ภวิสฺสาม ความว่า จักเป็นผู้ฉลาดในการสางและซัก การย้อมและจัดให้เป็นฟ่อนสำหรับขนแกะทั้งหลาย และในการปั่น แผ่ ยีและกรอเป็นต้นสำหรับฝ้าย.
บทว่า ตตฺรุปายาย ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นอุบายในการจัดขนสัตว์และฝ้ายนั้น ที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า เราควรทำงานนี้ในเวลานั้นดังนี้.
บทว่า อลํ กาตุํ อลํ สํวิธาตุํ ได้แก่ ตนทำเองก็ดี ใช้ให้คนอื่นทำก็ดี ก็ควรทั้งนั้น. อธิบายว่า จักชื่อว่าเป็นผู้สามารถได้ ดังนี้.
บทว่า กตญฺจ กตโต ชานิสฺสาม อกตญฺจ อกตโต ความว่า เราจักรู้อย่างนี้ว่า เราควรให้สิ่งนี้และทำกิจนี้แก่ผู้มาทำงานชื่อนี้ตลอดทั้งวัน ผู้มาทำงานชื่อนี้ครึ่งวัน แก่ผู้เสร็จงาน แก่ผู้นั่งอยู่ในเรือน ดังนี้.
ด้วยบทว่า คิลานกานญฺจ พลาพลํ ท่านแสดงว่า ก็ถ้าว่าเขาให้ยาและอาหารเป็นต้นแก่คนเหล่านั้นในเวลาเจ็บไข้ไม่ทำให้แสลงแก่โรคคนเหล่านี้ย่อมทำสิ่งที่ตนปรารถนาในเวลาเราไม่มีโรค ในเวลาเจ็บไข้ ก็ไม่รู้ว่าเรามีอยู่ ดังนั้นเขาเป็นผู้เหนื่อยหน่ายไม่ทำกิจทั้งหลายในภายหลัง หรือทำกิจที่ควรทำเพราะฉะนั้น เจ้าทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักรู้ความมีกำลังและไม่มีกำลังของคนเหล่านั้นแล้ว จักรู้สิ่งที่พึงให้และกิจที่ควรทำ.
บทว่า ขาทนียํ โภชนียํ จสฺส ได้แก่ จักแจกจ่ายของเคี้ยวและของกินแก่คนภายใน.
บทว่า ปจฺจยํเสน คือ ตามส่วนที่เขาควรจะได้. อธิบายว่า ตามสมควรแก่ส่วนอันตนพึงได้.
บทว่า สํวิภชิสฺสาม คือ จักให้.
บทว่า สมฺปาเทสฺสาม คือ จักให้ถึงพร้อม.
บทว่า อธุตฺตี ได้แก่ ไม่เป็นหญิงนักเลง โดยเป็นนักเลงผู้ชาย และนักเลงสุรา.
บทว่า อเถนี คือ ไม่เป็นหญิงขโมย ไม่เป็นหญิงโจร.
บทว่า อโสณฺฑี คือ ไม่เป็นนักเลงมีนักเลงสุราเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจบพระสูตรอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงสรุปด้วยคาถาทั้งหลาย จึงตรัสคำเป็นต้นว่า โย นํ ภชติ สพฺพทา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภรติ ได้แก่ หาเลี้ยง บำรุง.
บทว่า สพฺพกามหรํ คือ ให้สิ่งน่าใคร่ทั้งปวง.
บทว่า โสตฺถี แปลว่า เป็นหญิงที่ดี.
บทว่า เอวํ วตฺตติ ได้แก่ ประพฤติวัตรประมาณเท่านี้ให้บริบูรณ์.
บทว่า มนาปา นาม เต เทวา ได้แก่ เทวดาชั้นนิมมานรดี.
ก็จริงอยู่ เทวดาเหล่านั้นเรียกกันว่า นิมมานรดีและมนาปา เพราะเนรมิตรูปที่ตนปรารถนาๆ แล้วอภิรมย์.
จบอรรถกถาอุคคหสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------