๙. อโนทิสสูตรที่ ๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๙. อโนทิสสูตรที่ ๓
๑๐๔ ฉ ภิกฺขเว อานิสํเส สมฺปสฺสมาเนน อลเมว ภิกฺขุนา สพฺพธมฺเมสุ อโนธึ กริตฺวา อนตฺตสญฺญํ อุปฏฺฐเปตุํ กตเม ฉ สพฺพโลเก จ อตมฺมโย ภวิสฺสามิ อหงฺการา จ เม อุปรุชฺฌิสฺสนฺติ มมงฺการา จ อุปรุชฺฌิสฺสนฺติ อสาธารเณน จ ญาเณน สมนฺนาคโต ภวิสฺสามิ เหตุ จ เม สุทิฏฺโฐ ภวิสฺสติ เหตุสมุปฺปนฺนา จ ธมฺมา อิเม โข ภิกฺขเว ฉ อานิสํเส สมฺปสฺสมาเนน อลเมว ภิกฺขุนา สพฺพธมฺเมสุ อโนธึ กริตฺวา อนตฺตสญฺญํ อุปฏฺฐเปตุนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ เป็นผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในธรรมทั้งปวง แล้วยังอนัตต-*สัญญาให้ปรากฏ อานิสงส์ ๖ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุพิจารณาเห็นอยู่ว่าเราเป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิในโลกทั้งปวง ๑ ทิฐิอันเป็นเหตุให้กระทำความถือตัวว่าเราของเราจักดับ ๑ ตัณหาอันเป็นเหตุให้กระทำการยึดถือว่าของเราของเราจักดับ ๑ เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ ๑ เราจะเห็นเหตุด้วยดี ๑ และจักเห็นธรรมที่เกิดขึ้นแต่เหตุด้วยดี ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถเพื่อไม่กระทำเขตจำกัดในธรรมทั้งปวงแล้วยังอนัตตสัญญาให้ปรากฏ ฯ จบสูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. อตัมมยสูตร ว่าด้วยอตัมมยะ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ สามารถ ทำเขตไม่จำกัดในธรรมทั้งปวงแล้วทำอนัตตสัญญาให้ปรากฏได้ อานิสงส์ ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุพิจารณาเห็นว่า ๑. เราจักเป็นอตัมมยะ ๒. อหังการ ของเราจักดับไป @เชิงอรรถ : @ พระเสขบุคคล ๗ จำพวก ย่อมบำรุงรับใช้พระตถาคตด้วยเมตตา ส่วนพระขีณาสพได้ผ่านการบำรุงรับใช้@พระศาสดาแล้ว (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๐๓/๑๕๖) @ อตัมมยะ (ไม่มีตัมมยะ) ในที่นี้หมายถึงไม่มีตัณหาและทิฏฐิ คำว่า ตัมมยะ เป็นชื่อเรียกตัณหาและทิฏฐิ@(องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๐๔/๑๕๖) @ อหังการ หมายถึงทิฏฐิที่มีความยึดถือว่าเป็นเรา (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๐๔/๑๕๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๖๒๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑๐. อานิสังสวรรค ๑๐. ภวสูตร ๓. มมังการ ของเราจักดับไป ๔. เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยอสาธารณญาณ ๕. เราจักเป็นผู้เห็นเหตุได้ดี ๖. เราจักเป็นผู้เห็นธรรมที่เกิดขึ้นจากเหตุได้ดี ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการนี้แล สามารถทำเขตไม่จำกัดในธรรมทั้งปวงแล้วทำอนัตตสัญญาให้ปรากฏได้ อตัมมยสูตรที่ ๙ จบ ๑๐ ภวสูตร ว่าด้วยภพและสิกขา
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรละภพ ๓ ประการนี้ ควรศึกษาในสิกขา ๓ ประการ ภพ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร) ๒. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร) ๓. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร) นี้คือภพ ๓ ประการที่ภิกษุควรละ สิกขา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อธิสีลสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง) ๒. อธิจิตตสิกขา (สิกขาคือจิตอันยิ่ง) @เชิงอรรถ : @ มมังการ หมายถึงตัณหา คือความทะยานอยากว่าเป็นของเรา (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๐๔/๑๕๖)@ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๙๗ (อานิสังสสูตร) หน้า ๖๒๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๖๒๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาตติยอโนทิสสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในตติยอโนทิสสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อตมฺมโย ความว่า เป็นผู้เว้นจากตัณหาและทิฏฐิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ตัมมยะ.
บทว่า อหํการา ได้แก่ ทิฏฐิคืออหังการ (ความเห็นว่าเป็นเรา).
บทว่า มมํการา ได้แก่ ตัณหาคือมมังการ (การยึดถือว่าของเรา).
คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาตติยอโนทิสสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปาตุภาวสูตร
๒. อานิสังสสูตร
๓. อนิจจสูตร
๔. ทุกขสูตร
๕. อนัตตสูตร
๖. นิพพานสูตร
๗. อโนทิสสสูตรที่ ๑
๘. อโนทิสสูตรที่ ๒
๙. อโนทิสสูตรที่ ๓
๑๐. ภวสูตร
๑๑. ตัณหาสูตร ฯ จบทุติยปัณณาสก์ -----------------------------------------------------