๕. ทารุกัมมิกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๓๐๕๙ เอกํ สมยํ ภควา นาทิเก วิหรติ คิญฺชกาวสเถ ฯ อถ โข ทารุกมฺมิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ทารุกมฺมิกํ คหปตึ ภควา เอตทโวจ อปิ นุ เต คหปติ กุเล ทานํ ทียตีติ ฯ ทียติ เม ภนฺเต กุเล ทานํ ตญฺจ โข เย เต ภิกฺขู อารญฺญกา ปิณฺฑปาติกา ปํสุกูลิกา อรหนฺตา วา อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺนา ตถารูเปสุ ภนฺเต ภิกฺขูสุ ทานํ ทียตีติ ฯ {๓๓๐.๑} ทุชฺชานํ โข เอตํ คหปติ ตยา คิหินา กามโภคินา ปุตฺตสมฺพาธสยนํ อชฺฌาวสนฺเตน กาสิกจนฺทนํ ปจฺจนุโภนฺเตน มาลาคนฺธวิเลปนํ ธารยนฺเตน ชาตรูปรชตํ สาทิยนฺเตน อิเม วา อรหนฺโต อิเม วา อรหตฺตมคฺคํ สมาปนฺนาติ อารญฺญโก เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อุทฺธโต อุนฺนโฬ จปโล มุขโร วิกิณฺณวาโจ มุฏฺฐสฺสติ อสมฺปชาโน อสมาหิโต วิพฺภนฺตจิตฺโต ปากฏินฺทฺริโย เอวํ โส เตนงฺเคน คารโยฺห อารญฺญโก เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อนุทฺธโต อนุนฺนโฬ อจปโล อมุขโร อวิกิณฺณวาโจ อุปฏฺฐิตสฺสติ สมฺปชาโน สมาหิโต เอกคฺคจิตฺโต สํวุตินฺทฺริโย เอวํ โส เตนงฺเคน ปาสํโส คามนฺตวิหารี เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อุทฺธโต ฯเปฯ เอวํ โส เตนงฺเคน คารโยฺห คามนฺตวิหารี เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อนุทฺธโต ฯเปฯ เอวํ โส เตนงฺเคน ปาสํโส ปิณฺฑปาติโก เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อุทฺธโต ฯเปฯ เอวํ โส เตนงฺเคน คารโยฺห ปิณฺฑปาติโก เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อนุทฺธโต ฯเปฯ เอวํ โส เตนงฺเคน ปาสํโส เนมนฺตนิโก เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อุทฺธโต ฯเปฯ เอวํ โส เตนงฺเคน คารโยฺห เนมนฺตนิโก เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อนุทฺธโต ฯเปฯ เอวํ โส เตนงฺเคน ปาสํโส ปํสุกูลิโก เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อุทฺธโต ฯเปฯ เอวํ โส เตนงฺเคน คารโยฺห {๓๓๐.๒} ปํสุกูลิโก เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อนุทฺธโต ฯเปฯ เอวํ โส เตนงฺเคน ปาสํโส คหปติจีวรธโร เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อุทฺธโต อุนฺนโฬ จปโล มุขโร วิกิณฺณวาโจ มุฏฺฐสฺสติ อสมฺปชาโน อสมาหิโต วิพฺภนฺตจิตฺโต ปากฏินฺทฺริโย เอวํ โส เตนงฺเคน คารโยฺห คหปติจีวรธโร เจปิ คหปติ ภิกฺขุ โหติ อนุทฺธโต อนุนฺนโฬ อจปโล อมุขโร อวิกิณฺณวาโจ อุปฏฺฐิตสฺสติ สมฺปชาโน สมาหิโต เอกคฺคจิตฺโต สํวุตินฺทฺริโย เอวํ โส เตนงฺเคน ปาสํโส อิงฺฆ ตฺวํ คหปติ สงฺเฆ ทานํ เทหิ สงฺเฆ เต ทานํ ททโต จิตฺตํ ปสีทิสฺสติ โส ตฺวํ ปสนฺนจิตฺโต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสสีติ ฯ เอสาหํ ภนฺเต อชฺชตคฺเค สงฺเฆ ทานานิ ทสฺสามีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๕. ทารุกัมมิกสูตร ๕. ทารุกัมมิกสูตร ว่าด้วยคหบดีชื่อทารุกัมมิกะ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ คิญชกาวสถาราม ครั้งนั้น คหบดีชื่อว่าทารุกัมมิกะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่งณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า “คหบดี ทานประจำตระกูลท่านยังให้อยู่หรือ” คหบดีกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานประจำตระกูลข้าพระองค์ยังให้อยู่ ทั้งทานนั้นข้าพระองค์ให้ในภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ หรือผู้บรรลุอรหัตตมรรคผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “คหบดี ท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ เป็นกามโภคี อยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียดบุตร ใช้สอยผงแก่นจันทน์จากแคว้นกาสี ทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ ยินดีทองและเงินอยู่ พึงรู้ข้อนี้ได้ยากว่า‘เหล่านี้คือพระอรหันต์ เหล่านี้คือท่านผู้บรรลุอรหัตตมรรค’ คหบดี ๑. ถ้าภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเล ปากกล้า พูดพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิต กวัดแกว่ง ไม่สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียน ด้วยเหตุนั้น ถ้าภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่โลเล ไม่ปากกล้า ไม่พูดพร่ำเพรื่อ มีสติมั่นคง มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น มีจิตแน่วแน่ สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้น พึงได้รับการสรรเสริญด้วยเหตุนั้น @เชิงอรรถ : @ ทารุกัมมิกะ หมายถึงอุบาสกผู้ประกอบอาชีพขายฟืน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๙/๑๔๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๕๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๕. ทารุกัมมิกสูตร ๒. ถ้าภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้าน เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้น พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้าน เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับการสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๓. ถ้าภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็น อย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับ การสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๔. ถ้าภิกษุผู้รับนิมนต์ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้น พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าภิกษุรับนิมนต์ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับการสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๕. ถ้าภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็น อย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุล เป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับ การสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๖. ถ้าภิกษุผู้ทรงคหบดีจีวร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเล ปากกล้า พูดพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิต กวัดแกว่ง ไม่สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียน ด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้ทรงคหบดีจีวร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่โลเล ไม่ปากกล้า ไม่พูดพร่ำเพรื่อ มีสติมั่นคง มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น มีจิตแน่วแน่ สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้น พึงได้รับการสรรเสริญด้วยเหตุนั้น คหบดี เชิญท่านถวายสังฆทานเถิด เมื่อท่านถวายสังฆทานอยู่ จิตจักเลื่อมใสหลังจากตายแล้วท่านจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์” คหบดีกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักถวายสังฆทานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ทารุกัมมิกสูตรที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๕๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทารุกัมมิกสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในทารุกัมมิกสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทารุกมฺมิโก ได้แก่ อุบาสกคนหนึ่งมีอาชีพทางขายไม้.
บทว่า กาสิกจนฺทนํ ได้แก่ จุณจันทน์ที่ละเอียด.
บทว่า องฺเคน ได้แก่ ด้วยองค์ไม่เป็นคุณ คือด้วยองค์ที่เป็นคุณ (เฉพาะ) ในฝ่ายสุกธรรม.
บทว่า เนมนฺตนิโก ได้แก่ เป็นผู้รับนิมนต์.
บทว่า สํเฆ ทานานิ ทสฺสามิ คือ เราจักถวายแก่ภิกษุสงฆ์.
อุบาสกนั้นครั้นกราบทูลอย่างนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระศาสดาแล้วหลีกไป ครั้นแล้วในเวลาต่อมา ภิกษุผู้เป็นกุลุปกะของเขาจำนวน ๕๐๐ รูป ได้ถึงความเป็นคฤหัสถ์ (สึก). ภิกษุผู้เป็นกุลุปกะนั้น เมื่ออุบาสกเรียนว่า ภิกษุเหล่านั้นสึกหมดแล้ว ก็พูดว่า พวกอาตมาในที่นี้สึกหมดหรือ ดังนี้แล้ว ก็ทำใจให้เป็นกลางไม่ได้.
พระศาสดาทรงหมายเอาเหตุนี้ จึงตรัสว่า เมื่อเธอถวายทานในสงฆ์ จิตจักผ่องใส ดังนี้.
จบอรรถกถาทารุกัมมิกสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------