๔. การณปาลีสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๙๔เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ เตน โข ปน สมเยน การณปาลี พฺราหฺมโณ ลิจฺฉวีนํ กมฺมนฺตํ กาเรติ อทฺทสา โข การณปาลี พฺราหฺมโณ ปิงฺคิยานึ พฺราหฺมณํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ปิงฺคิยานึ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ หนฺท กุโต นุ ภวํ ปิงฺคิยานี อาคจฺฉติ ทิวา ทิวสฺสาติ ฯ อิธาหํ โภ อาคจฺฉามิ สมณสฺส โคตมสฺส สนฺติกาติ ตํ กึ มญฺญติ ภวํ ปิงฺคิยานี สมณสฺส โคตมสฺส ปญฺญาเวยฺยตฺติยํ ปณฺฑิโต มญฺเญติ โกจาหํ โภ โก จ สมณสฺส โคตมสฺส ปญฺญาเวยฺยตฺติยํ ชานิสฺสามิ โสปิ นูนสฺส ตาทิโสว โย สมณสฺส โคตมสฺส ปญฺญาเวยฺยตฺติยํ ชาเนยฺยาติ อุฬาราย ขลุ ภวํ ปิงฺคิยานี สมณํ โคตมํ ปสํสาย ปสํสตีติ โกจาหํ โภ โก จ สมณํ โคตมํ ปสํสิสฺสามิ ปสฏฺฐปสฏฺโฐ จ โส ภวํ โคตโม เสฏฺโฐ เทวมนุสฺสานนฺติ กึ ปน ภวํ ปิงฺคิยานี อตฺถวสํ สมฺปสฺสมาโน สมเณ โคตเม เอวํ อภิปฺปสนฺโนติ {๑๙๔.๑} เสยฺยถาปิ โภ ปุริโส อคฺครสปริติตฺโต น อญฺเญสํ หีนานํ รสานํ ปิเหติ เอวเมว โข โภ ยโต ยโต ตสฺส โภโต โคตมสฺส ธมฺมํ สุณาติ ยทิ สุตฺตโส ยทิ เคยฺยโส ยทิ เวยฺยากรณโส ยทิ อพฺภุตธมฺมโส ตโต ตโต น อญฺเญสํ ปุถุสมณปฺปวาทานํ ปิเหติ {๑๙๔.๒} เสยฺยถาปิ โภ ปุริโส ชิฆจฺฉาทุพฺพลฺยปเรโต มธุปิณฺฑิกํ อธิคจฺเฉยฺย โส ยโต ยโต สาเยถ ลภเตว สาทุรสํ อเสจนกํ เอวเมว โข โภ ยโต ยโต ตสฺส โภโต โคตมสฺส ธมฺมํ สุณาติ ยทิ สุตฺตโส ยทิ เคยฺยโส ยทิ เวยฺยากรณโส ยทิ อพฺภุตธมฺมโส ตโต ตโต ลภเตว อตฺตมนตํ ลภติ เจตโส ปสาทํ ฯ {๑๙๔.๓} เสยฺยถาปิ โภ ปุริโส จนฺทนฆฏิกํ อธิคจฺเฉยฺย หริจนฺทนสฺส วา โลหิตจนฺทนสฺส วา ยโต ยโต ฆาเยถ ยทิ มูลโต ยทิ มชฺฌโต ยทิ อคฺคโต อธิคจฺฉเตว สุรภิคนฺธํ อเสจนกํ เอวเมว โข โภ ยโต ยโต ตสฺส โภโต โคตมสฺส ธมฺมํ สุณาติ ยทิ สุตฺตโส ยทิ เคยฺยโส ยทิ เวยฺยากรณโส ยทิ อพฺภุตธมฺมโส ตโต ตโต อธิคจฺฉติ ปามุชฺชํ อธิคจฺฉติ โสมนสฺสํ ฯ {๑๙๔.๔} เสยฺยถาปิ โภ ปุริโส อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ตสฺส กุสโล ภิสโก ฐานโส อาพาธํ นีหเรยฺย เอวเมว โข โภ ยโต ยโต ตสฺส โภโต โคตมสฺส ธมฺมํ สุณาติ ยทิ สุตฺตโส ยทิ เคยฺยโส ยทิ เวยฺยากรณโส ยทิ อพฺภุตธมฺมโส ตโต ตโต โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ โภ โปกฺขรณี อจฺโฉทกา สาโตทกา สีโตทกา เสโตทกา สุปติฏฺฐา รมณียา อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ฆมฺมาภิตตฺโต ฆมฺมปเรโต กิลนฺโต ตสิโต ปิปาสิโต โส ตํ โปกฺขรณึ โอคาเหตฺวา นฺหาตฺวา จ ปิวิตฺวา จ สพฺพทรถกิลมถปริฬาหํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺย เอวเมว โข โภ ยโต ยโต ตสฺส โภโต โคตมสฺส ธมฺมํ สุณาติ ยทิ สุตฺตโส ยทิ เคยฺยโส ยทิ เวยฺยากรณโส ยทิ อพฺภุตธมฺมโส ตโต ตโต สพฺพทรถกิลมถปริฬาหา ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺตีติ ฯ {๑๙๔.๕} เอวํ วุตฺเต การณปาลี พฺราหฺมโณ อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ทกฺขิณชานุมณฺฑลํ ปฐวิยํ นิหนฺตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลึ ปณาเมตฺวา ติกฺขตฺตุํ อุทานํ อุทาเนสิ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อภิกฺกนฺตํ โภ ปิงฺคิยานิ อภิกฺกนฺตํ โภ ปิงฺคิยานิ เสยฺยถาปิ โภ ปิงฺคิยานิ นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมว โภตา ปิงฺคิยานินา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต ฯ เอสาหํ โภ ปิงฺคิยานิ ตํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภวํ ปิงฺคยานี ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๔. การณปาลีสูตร ๔. การณปาลีบุตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อการณปาลี
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี สมัยนั้น การณปาลีพราหมณ์ใช้คนให้ทำการงาน ของเจ้าลิจฉวีอยู่ได้เห็นปิงคิยานีพราหมณ์ เดินมาแต่ไกล จึงถามว่า “ท่านปิงคิยานีพราหมณ์มาจากไหนแต่ยังวัน” ปิงคิยานีพราหมณ์ตอบว่า “ข้าพเจ้ามาจากสำนักพระสมณโคดม” การณปาลีพราหมณ์ถามว่า “ท่านปิงคิยานีเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ เข้าใจความแจ่มชัดแห่งปัญญาของพระสมณโคดมว่า ‘เป็นบัณฑิต’ ได้หรือไม่” ปิงคิยานีพราหมณ์ตอบว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นใคร จักรู้ความแจ่มชัดแห่งปัญญาของพระสมณโคดมเพราะเหตุไร ผู้ที่เป็นเช่นเดียวกับพระสมณโคดมเท่านั้นจึงจะรู้ความแจ่มชัดแห่งปัญญาของพระสมณโคดม” การณปาลีกล่าวว่า “ท่านปิงคิยานีช่างสรรเสริญพระสมณโคดมยิ่งนัก” ปิงคิยานีพราหมณ์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นใคร และจักสรรเสริญพระสมณโคดมเพราะเหตุไร และท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้นเป็นผู้อันชาวโลกสรรเสริญ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” การณปาลีพราหมณ์ถามว่า “ท่านปิงคิยานีเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึง เลื่อมใสยิ่งนักในพระสมณโคดมอย่างนี้” @เชิงอรรถ : @ ให้ทำการงาน หมายถึงให้สร้างประตู ป้อม และกำแพงที่ยังไม่ได้สร้าง และหมายถึงให้ซ่อมแซมประตู ป้อม@และกำแพงที่เก่าคร่ำคร่า (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๙๔/๗๕) @ ปิงคิยานีพราหมณ์ คือพราหมณ์ผู้เป็นอริยสาวก ผู้บรรลุอนาคามิผล เล่ากันว่า พราหมณ์ผู้นี้ทำกิจวัตร@ประจำวันโดยการนำของหอม ระเบียบ ดอกไม้ไปบูชาพระศาสดาเป็นประจำ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๙๔/๗๕)@ แต่ยังวัน (ทิวา ทิวสฺส) หมายถึงในเวลาเที่ยงวัน (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๙๔/๗๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๓๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๔. การณปาลีสูตร ปิงคิยานีพราหมณ์ตอบว่า ท่านผู้เจริญ ๑. บุคคลฟังธรรมของท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้น โดยลักษณะใดๆ คือ โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ หรืออัพภูตธรรมย่อมไม่ปรารถนา ปวาทะ ของสมณะเป็นอันมากเหล่าอื่นโดยลักษณะนั้นๆ เปรียบ เหมือนบุรุษผู้อิ่มในรสอันเลิศแล้ว ไม่ปรารถนารสที่เลวเหล่าอื่น” ๒. บุคคลฟังธรรมของท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้นโดยลักษณะใดๆ คือ โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ หรืออัพภูตธรรม ย่อมได้ความ พอใจ ความเลื่อมใสแห่งใจโดยลักษณะนั้นๆ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ ถูกความหิวและความอ่อนเพลียครอบงำ ได้รวงผึ้ง เขาพึงได้ลิ้มรส จากส่วนใดๆ ย่อมได้รสดีอันไม่มีสิ่งเจือปนจากส่วนนั้นๆ ๓. บุคคลฟังธรรมของท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้นโดยลักษณะใดๆ คือ โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะหรืออัพภูตธรรม ย่อมได้ความ ปราโมทย์ โสมนัสโดยลักษณะนั้นๆ เปรียบเหมือนบุรุษได้ไม้จันทน์ จะเป็นจันทน์เหลือง หรือจันทน์แดงก็ตาม พึงสูดกลิ่นจากส่วนใดๆ เช่น จากราก จากลำต้น หรือจากยอด ย่อมได้กลิ่นหอมดี กลิ่นแท้ จากส่วนนั้นๆ ๔. บุคคลฟังธรรมของท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้นโดยลักษณะใดๆ คือ โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ หรืออัพภูตธรรม โสกะ (ความ โศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์ (ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) อุปายาส (ความคับแค้นใจ)ของเขา ย่อมหมดไป โดยลักษณะนั้นๆ เปรียบเหมือนบุรุษผู้อาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก นายแพทย์ผู้ฉลาดพึงบำบัดอาพาธของเขาโดยเร็ว ๕. บุคคลฟังธรรมของท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้นโดยลักษณะใดๆ คือ โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ หรืออัพภูตธรรม ความ @เชิงอรรถ : @ ปวาทะ ในที่นี้หมายถึงลัทธิ (ความเชื่อถือ) ของสมณพราหมณ์เหล่าอื่น (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๙๔/๗๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๓๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. พราหมณวรรค ๔. การณปาลีสูตร กระวนกระวาย ความเหน็ดเหนื่อย และความเร่าร้อนทั้งปวงของเขา ย่อมระงับไปโดยลักษณะนั้นๆ เปรียบเหมือนสระน้ำที่มีน้ำใส จืด สนิท สะอาด มีท่าเทียบ น่ารื่นรมย์ บุรุษถูกความร้อนแผดเผา ถูกความร้อนกระทบ เหน็ดเหนื่อย หิว กระหาย เดินมาถึง เขาลง ไปในสระนั้น อาบ และดื่ม พึงระงับความกระวนกระวาย ความ เหน็ดเหนื่อย และความเร่าร้อนทั้งปวง เมื่อปิงคิยานีพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว การณปาลีพราหมณ์ลุกจากที่นั่ง ห่ม ผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกเข่าข้างขวาลงบนแผ่นดิน ประคองอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่เปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า “ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น” แล้วกล่าวต่อไปว่า “ท่านปิงคิยานี ภาษิตของท่านปิงคิยานีชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านปิงคิยานี ภาษิตของท่านปิงคิยานีชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านปิงคิยานีประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพเจ้านี้ขอถึงท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านปิงคิยานีจงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” การณปาลีสูตรที่ ๔ จบ @เชิงอรรถ : @ อุทาน หมายถึงคำที่เกิดจากปีติที่ไม่สามารถเก็บไว้ในใจได้ จึงเปล่งออกมาภายนอก@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๙๔/๗๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๓๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาการณปาลีสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในการณปาลีสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า การณปาลี เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์ชื่อการณปาลี เพราะทำราชการในราชสำนัก.
บทว่า กมฺมนฺตํ กาเรติ ความว่า การณปาลีพราหมณ์ลุกแต่เช้าตรู่ กระทำประตูป้อม และกำแพงที่ยังไม่ได้ทา ซ่อมส่วนที่ชำรุด.
บทว่า ปิงฺคิยานึ พฺราหฺมณํ ได้แก่ พราหมณ์ผู้เป็นอริยสาวกตั้งอยู่ในอนาคามิผล จึงมีชื่ออย่างนี้.
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วบูชาด้วยดอกไม้เป็นต้น แล้วจึงเข้าเมือง. นี้เป็นกิจวัตรประจำวันของพราหมณ์.
การณปาลีพราหมณ์นั้นได้เห็นพราหมณ์ปิงคิยานีทำกิจวัตรอย่างนั้นแล้วกำลังเดินมา.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า การณปาลีพราหมณ์คิดว่า พราหมณ์ผู้นี้มีปัญญา ญาณกล้า ไปไหนมาแต่เช้าหนอ รู้สึกว่าพราหมณ์เดินเข้ามาใกล้โดยลำดับ จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า หนฺท กุโต ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิวา ทิวสฺส ได้แก่ กลางวัน. อธิบายว่า เที่ยงวัน.
บทว่า ปณฺฑิโต มญฺญติ ในสูตรนี้มีใจความว่า การณปาลีพราหมณ์คิดว่า ท่านพราหมณ์ปิงคิยานีย่อมสำคัญพระสมณโคดมว่าเป็นบัณฑิตหรือไม่หนอ.
บทว่า โกจาหมฺโภ ความว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นใครเล่าในอันที่จะรู้ถึงความฉลาดปราดเปรื่องแห่งพระปัญญาของพระสมณโคดมได้.
บทว่า โก จ สมณสฺส โคตมสฺส ปญฺญา เวยฺยตฺติยํ ชานิสฺสามิ ความว่า พราหมณ์ปิงคิยานีแสดงความไม่รู้ของตนด้วยประการทั้งปวงอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าจักรู้ความฉลาดปราดเปรื่องแห่งพระปัญญาของพระสมณได้แต่ไหน คือข้าพเจ้าจักรู้ได้ด้วยเหตุไรเล่า.
บทว่า โสปิ นูนสฺสตาทิโสว ความว่า พราหมณ์ปิงคิยานีแสดงว่า ผู้ใดพึงรู้ถึงความฉลาดปราดเปรื่องแห่งพระปัญญาของพระสมณโคดม ผู้นั้นก็ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๐ แล้วบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ก็จะพึงเป็นพุทธะเช่นนั้นเท่านั้น. อันผู้ประสงค์จะวัดภูเขาสิเนรุก็ดี แผ่นดินก็ดี อากาศก็ดี ควรได้ไม้วัดหรือเชือกเท่ากับเขาสิเนรุแผ่นดินและอากาศนั้น แม้ผู้รู้ปัญญาของพระสมณโคดม ก็ควรจะได้พระสัพพัญญุตญาณเช่นเดียวกับพระญาณของพระองค์เหมือนกัน.
ก็ในสูตรนี้ พราหมณ์ปิงคิยานีกล่าวย้ำด้วยความเอื้อเฟื้อ.
บทว่า อุฬาราย ได้แก่ สูงสุดคือประเสริฐสุด.
บทว่า โกจาหมฺโภ ความว่า ท่านผู้เจริญ เราเป็นใครเล่าในการที่จะสรรเสริญพระสมณโคดม.
บทว่า โก จ สมณํ โคตมํ ปสํสิสฺสามิ ความว่า เราจักสรรเสริญได้ด้วยเหตุไรเล่า.
บทว่า ปสฏฺฐปสฏฺโฐ ความว่า พราหมณ์ปิงคิยานีสรรเสริญด้วยพระคุณทั้งหลายของพระองค์ ซึ่งชาวโลกทั้งปวงสรรเสริญแล้ว อันฟุ้งไปเหนือคุณทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องสรรเสริญพระองค์ด้วยพระคุณอื่นๆ เหมือนอย่างว่า ดอกจัมปาก็ดี อุบลขาบก็ดี ปทุมแดงก็ดี จันทน์แดงก็ดี เป็นของผ่องใสและมีกลิ่นหอมด้วยสิริ คือสีและกลิ่นประจำภายในของมันเอง ไม่จำจะต้องชมดอกไม้นั้นด้วยสีและกลิ่นทีจรมาภายนอก.
อนึ่ง เหมือนอย่างว่า แก้วมณีก็ดี ดวงจันทร์ก็ดี ย่อมส่องประกายด้วยแสงของมันเอง แก้วมณีและดวงจันทร์นั้นก็ไม่จำต้องส่งประกายด้วยแสงอื่นฉันใด พระสมณโคดมก็ฉันนั้น ทรงได้รับสรรเสริญยกย่อง ให้ถึงความเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลกทั้งปวงด้วยพระคุณของพระองค์เองที่ชาวโลกทั้งปวงสรรเสริญแล้ว ก็ไม่จำต้องสรรเสริญพระองค์ด้วยพระคุณอื่น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปสฏฺฐปสฏฺโฐ เพราะเป็นผู้ประเสริฐกว่าชนผู้ประเสริฐทั้งหลาย ดังนี้ก็มี.
ถามว่า ก็ใครชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ.
ตอบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นผู้ประเสริฐกว่าชาวกาสีและชาวโกศล พระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ประเสริฐกว่าชาวอังคะและมคธ กษัตริย์ลิจฉวีกรุงเวสาลีประเสริฐกว่าชาวแคว้นวัชชี มัลลกษัตริย์เมืองปาวา เมืองกุสินาราเป็นผู้ประเสริฐ แม้กษัตริย์นั้นๆ เหล่าอื่นก็ประเสริฐกว่าชนบทเหล่านั้นๆ พราหมณ์มีจังกีพราหมณ์เป็นต้นก็ประเสริฐกว่าหมู่พราหมณ์ทั้งหลาย อุบาสกมีอนาถบิณฑิกะเป็นต้นก็ประเสริฐกว่าอุบาสกทั้งหลายอุบาสิกามีนางวิสาขาเป็นต้นก็ประเสริฐกว่าอุบาสิกาหลายร้อย ปริพาชกมีสุกุลุทายีเป็นต้นก็ประเสริฐกว่าปริพาชกหลายร้อย มหาสาวิกามีอุบลวัณณาเถรีเป็นต้นก็ประเสริฐกว่าภิกษุณีหลายร้อย พระมหาเถระมีพระสารีบุตรเถระเป็นต้นก็ประเสริฐกว่าภิกษุหลายร้อยเทวาดมีท้าวสักกะเป็นต้นก็ประเสริฐกว่าทวยเทพหลายพัน พรหมมีมหาพรหมเป็นต้นก็ประเสริฐกว่าพรหมหลายพัน ชนและเทพแม้เหล่านั้นทั้งหมดก็ยังยกย่องชมเชยสรรเสริญพระทศพล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเรียกว่า ปสฏฺฐปสฏโฐ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อตฺถวสํ แปลว่า อำนาจแห่งประโยชน์ทั้งหลาย.
ครั้งนั้น พราหมณ์ปิงคิยานี เมื่อบอกถึงเหตุที่ตนเลื่อมใสแก่การณปาลีพราหมณ์นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ โภ ปุริส ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อคฺครสปริติตฺโต ความว่า ชื่อว่ารสเลิศมีอาทิอย่างนี้ คือบรรดารสโภชะ ข้าวปายาสเลิศ บรรดารสข้น เนยใสจากโคเลิศ บรรดารสฝาด ผึ้งอ่อนเลิศ. บรรดารสหวาน น้ำตาลกรวดเลิศ. อิ่มในรสเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง บริโภคพอหอมปากหอมคอดำรงอยู่ได้.
บทว่า อญฺเญสํ หีนานํ ได้แก่ รสเลวอื่นจากรสเลิศ.
บทว่า สุตฺตโส แปลว่า โดยสูตร. อธิบายว่า โดยได้สดับมา.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตโต ตโต ได้แก่ จากบรรดาสัตถุศาสน์มีสุตตะเป็นต้นนั้นๆ.
บทว่า อญฺเญสํ ปุถุสมณพฺราหฺมณปฺปวาทานํ ได้แก่ ไม่ชอบใจ ไม่ปรารถนา คำสอนอันเป็นลัทธิของสมณพราหมณ์เป็นอันมากอื่น ไม่ปรารถนาแม้แต่จะฟังสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูด.
บทว่า ชิฆจฺฉาทุพฺพลฺยปเรโต ได้แก่ ถูกความหิวและความอ่อนเพลียครอบงำ.
บทว่า มธุปิณฺฑิกํ ได้แก่ ข้าวสัตตุก้อนที่เขาคั่วแป้งสาลีแล้ว ปรุงด้วยรสหวาน ๔ อย่าง หรือขนมหวานนั่นเอง.
บทว่า อธิคจฺเฉยฺย ได้แก่ พึงได้.
บทว่า อเสจนกํ ได้แก่ มีรสประณีตอร่อย ไม่ราดด้วยรสอย่างอื่น เพื่อทำให้หวาน.
บทว่า หริจนฺทนสฺส ได้แก่ ไม้จันทน์สีเหลืองเหมือนทอง.
บทว่า โลหิตจนฺทนสฺส ได้แก่ ไม้จันทน์สีแดง.
บทว่า สุรภิคนฺธํ ได้แก่ มีกลิ่นหอม.
ก็ความกระวนกระวายเป็นต้น ได้แก่กระวนกระวายเพราะวัฏฏะ ลำบากเพราะวัฏฏะ ชื่อว่าเร่าร้อนเพราะวัฏฏะ.
บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แปลว่า เปล่งอุทาน เหมือนอย่างว่า น้ำมันอันใดที่ไม่สามารถจะเอามาตวงได้ แต่ไหลไป น้ำมันอันนั้นเรียกว่าอวเสกะ น้ำใดไม่สามารถจะขังสระได้ไหลท้นไป น้ำนั้นท่านเรียกว่าโอฆะ ฉันใด. คำใดที่ประกอบด้วยปีติไม่สามารถจะขังใจอยู่ มีเกินไปตั้งอยู่ไม่ได้ในภายใน ก็ออกไปภายนอก คำที่ประกอบด้วยปีตินั้น ท่านเรียกว่าอุทานก็ฉันนั้น. อธิบายว่า พราหมณ์การณปาลีเปล่งคำที่สำเร็จด้วยปีติเห็นปานนี้.
จบอรรถกถาการณปาลีสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------