๘. ราชสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๗๘ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปินุ ตุเมฺหหิ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วา อยํ ปุริโส ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา ปาณาติปาตาเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๗๘.๑} สาธุ ภิกฺขเว มยาปิ โข เอตํ ภิกฺขเว เนว ทิฏฺฐํ น สุตํ อยํ ปุริโส ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา ปาณาติปาตาเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ อปิจขฺวสฺส ตเทว ปาปกมฺมํ ปเวเทติ อยํ ปุริโส อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ชีวิตา โวโรเปตีติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา ปาณาติปาตเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺติ อปินุ ตุเมฺหหิ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วาติ ทิฏฺฐญฺจ โน ภนฺเต สุตญฺจ สุยฺยิสฺสติ จาติ ฯ {๑๗๘.๒} ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปินุ ตุเมฺหหิ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วา อยํ ปุริโส อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา อทินฺนาทานาเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๗๘.๓} สาธุ ภิกฺขเว มยาปิ โข เอตํ ภิกฺขเว เนว ทิฏฺฐํ น สุตํ อยํ ปุริโส อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา อทินฺนาทานาเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ อปิจขฺวสฺส ตเทว ปาปกมฺมํ ปเวเทติ อยํ ปุริโส คามา วา อรญฺญา วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิยติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา อทินฺนาทานเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺติ อปินุ ตุเมฺหหิ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วาติ ทิฏฺฐญฺจ โน ภนฺเต สุตญฺจ สุยฺยิสฺสติ จาติ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปินุ ตุเมฺหหิ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วา อยํ ปุริโส กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา กาเมสุ มิจฺฉาจาราเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๗๘.๔} สาธุ ภิกฺขเว มยาปิ โข เอตํ ภิกฺขเว เนว ทิฏฺฐํ น สุตํ อยํ ปุริโส กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา กาเมสุ มิจฺฉาจาราเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ อปิจขฺวสฺส ตเทว ปาปกมฺมํ ปเวเทติ อยํ ปุริโส ปริตฺถีสุ ปรกุมารีสุ จาริตฺตํ อาปชฺชติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา กาเมสุ มิจฺฉาจารเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺติ อปินุ ตุเมฺหหิ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วาติ ทิฏฺฐญฺจ โน ภนฺเต สุตญฺจ สุยฺยิสฺสติ จาติ ฯ {๑๗๘.๕} ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปินุ ตุเมฺหหิ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วา อยํ ปุริโส มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา มุสาวาทาเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๗๘.๖} สาธุ ภิกฺขเว มยาปิ โข เอตํ ภิกฺขเว เนว ทิฏฺฐํ น สุตํ อยํ ปุริโส มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา มุสาวาทาเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ อปิจขฺวสฺส ตเทว ปาปกมฺมํ ปเวเทติ อยํ ปุริโส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา มุสาวาเทน อตฺถํ ภญฺชติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา มุสาวาทเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺติ อปินุ ตุเมฺหหิ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วาติ ทิฏฺฐญฺจ โน ภนฺเต สุตญฺจ สุยฺยิสฺสติ จาติ ฯ {๑๗๘.๗} ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปินุ ตุเมฺหหิ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วา อยํ ปุริโส สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ ปหาย สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา สุราเมรยมชฺชปมา- ทฏฺฐานาเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๗๘.๘} สาธุ ภิกฺขเว มยาปิ โข เอตํ ภิกฺขเว เนว ทิฏฺฐํ น สุตํ อยํ ปุริโส สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ ปหาย สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานาเวรมณีเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺตีติ อปิจขฺวสฺส ตเทว ปาปกมฺมํ ปเวเทติ อยํ ปุริโส สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ อนุยุตฺโต อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ชีวิตา โวโรเปติ อยํ ปุริโส สุราเมรยมชฺช- ปมาทฏฺฐานํ อนุยุตฺโต คามา วา อรญฺญา วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิยติ อยํ ปุริโส สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ อนุยุตฺโต ปริตฺถีสุ ปรกุมารีสุ จาริตฺตํ อาปชฺชติ อยํ ปุริโส สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ อนุยุตฺโต คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา มุสาวาเทน อตฺถํ ภญฺชติ ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานเหตุ หนนฺติ วา พนฺธนฺติ วา ปพฺพาเชนฺติ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรนฺติ อปินุ ตุเมฺหหิ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ วา สุตํ วาติ ทิฏฺฐญฺจ โน ภนฺเต สุตญฺจ สุยฺยิสฺสติ จาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๓. อุปาสกวรรค ๘. ราชสูตร ๘. ราชสูตร ว่าด้วยพระราชา
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือ เธอทั้งหลาย เคยได้เห็นเคยได้ฟังมาบ้างหรือไม่ว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นเหตุ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลยว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นเหตุ’ แต่ถ้าบาปกรรมของเขานั้นเองปรากฏให้รู้ว่า ‘คนผู้นี้ฆ่าบุรุษหรือสตรีต่อมาพระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์เพราะการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นเหตุ’ เธอทั้งหลายเคยได้เห็น เคยได้ฟังบาปกรรมเช่นนี้บ้างหรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายเคยได้เห็นมาแล้ว เคยได้ฟังมาแล้ว และจักได้ฟังต่อไป พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือเธอทั้งหลายเคยได้เห็นเคยได้ฟังมาบ้างหรือไม่ว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการลักทรัพย์ พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการลักทรัพย์เป็นเหตุ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่เคยได้เห็นไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลยว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการลักทรัพย์ พระราชาจับเขาแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๙๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๓. อุปาสกวรรค ๘. ราชสูตร ประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการลักทรัพย์เป็นเหตุ’ แต่ถ้าบาปกรรมของเขานั่นเอง ปรากฏให้รู้ว่า ‘คนผู้นี้ลักทรัพย์เขามาจากบ้านหรือจากป่า พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการลักทรัพย์เป็นเหตุ เธอทั้งหลายเคยได้เห็น เคยได้ฟังบาปกรรมเช่นนี้บ้างหรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายเคยได้เห็นมาแล้ว เคยได้ฟังมาแล้ว และจักได้ฟังต่อไป พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือเธอทั้งหลายเคยได้เห็น เคยได้ฟังมาบ้างหรือไม่ว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกามเป็นเหตุ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลยว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกามเป็นเหตุ’ แต่ถ้าบาปกรรมของเขานั่นเองปรากฏให้รู้ว่า‘คนผู้นี้ประพฤติล่วงในหญิงหรือลูกสาวของผู้อื่น พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำเนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการประพฤติผิดในกามเป็นเหตุ เธอทั้งหลายเคยได้เห็น เคยได้ฟังบาปกรรมเช่นนี้บ้างหรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายเคยได้เห็นมาแล้ว เคยได้ฟังมาแล้ว และจักได้ฟังต่อไป พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไรคือ เธอทั้งหลายเคยได้เห็น เคยได้ฟังมาบ้างหรือไม่ว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการพูดเท็จเป็นเหตุ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๙๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๓. อุปาสกวรรค ๘. ราชสูตร ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลยว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการพูดเท็จเป็นเหตุ’ แต่ถ้าบาปกรรมของเขานั่นเองปรากฏให้รู้ว่า ‘คนผู้นี้ทำลายประโยชน์ของคหบดี หรือบุตรของคหบดีด้วยการพูดเท็จ พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำเนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการพูดเท็จเป็นเหตุ เธอทั้งหลายเคยได้เห็น เคยได้ฟังบาปกรรมเช่นนี้บ้างหรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายเคยได้เห็นมาแล้ว เคยได้ฟังมาแล้วและจักได้ฟังต่อไป พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร คือเธอทั้งหลายเคยได้เห็น เคยได้ฟังมาบ้างหรือไม่ว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นเหตุ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่เคยได้เห็นไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาอย่างนั้นเลยว่า ‘คนผู้นี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นเหตุ’ แต่ถ้าบาปกรรมของเขานั่นเองปรากฏให้รู้ว่า‘คนผู้นี้หมกมุ่นการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทแล้วฆ่าหญิงหรือชาย คนผู้นี้หมกมุ่นการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทแล้วลักทรัพย์จากบ้านหรือป่า คนผู้นี้หมกมุ่นการเสพของมึนเมา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๙๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๓. อุปาสกวรรค ๙. คิหิสูตร คือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทแล้วประพฤติล่วงในหญิงหรือลูกสาวของผู้อื่น คนผู้นี้หมกมุ่นการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทแล้วทำลายประโยชน์ของคหบดีหรือบุตรของคหบดีด้วยการพูดเท็จ พระราชาจับเขาแล้วประหาร จองจำ เนรเทศ หรือทำตามพระราชประสงค์ เพราะการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นเหตุ เธอทั้งหลายเคยได้เห็น เคยได้ฟังบาปกรรมเช่นนี้บ้างหรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายเคยได้เห็นมาแล้ว เคยได้ฟังมาแล้วและจักได้ฟังต่อไป พระพุทธเจ้าข้า” ราชสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาราชสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในราชสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปพฺพาเชนฺติ คือ ให้ขับออกจากแว่นแคว้น.
บทว่า ยถา ปจฺจยํ วา กโรนฺติ ได้แก่ ทำตามความประสงค์ ทำตามอัธยาศัย.
บทว่า ตเถว ปาปกมฺมํ ปเวเทนฺติ ได้แก่ บอกกล่าวกรรมที่ผู้นั้นทำแก่ผู้อื่น.
จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------