๒. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๖๒ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ ปญฺจิเม อาวุโส อาฆาตปฏิวินยา ยตฺถ ภิกฺขุโน อุปฺปนฺโน อาฆาโต สพฺพโส ปฏิวิเนตพฺโพ กตเม ปญฺจ อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ ปริสุทฺธวจีสมาจาโร เอวรูเปปิ อาวุโส ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล อปริสุทฺธวจีสมาจาโร โหติ ปริสุทฺธกายสมาจาโร เอวรูเปปิ อาวุโส ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ อปริสุทฺธวจีสมาจาโร ลภติ จ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ เอวรูเปปิ อาวุโส ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ อปริสุทฺธวจีสมาจาโร น จ ลภติ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ เอวรูเปปิ อาวุโส ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล ปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ ปริสุทฺธวจีสมาจาโร ลภติ จ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ เอวรูเปปิ อาวุโส ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ ฯ {๑๖๒.๑} ตตฺราวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร ปริสุทฺธวจีสมาจาโร กถํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ เสยฺยถาปิ อาวุโส ภิกฺขุ ปํสุกูลิโก รถิยาย นนฺตกํ ทิสฺวา วาเมน ปาเทน นิคฺคเหตฺวา ทกฺขิเณน ปาเทน ปตฺถริตฺวา โย ตตฺถ สาโร ตํ ปริปาเตตฺวา อาทาย ปกฺกเมยฺย เอวเมว โข อาวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร ปริสุทฺธวจีสมาจาโร ยาสฺส อปริสุทฺธกายสมาจารตา น สาสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพา ยา จ ขฺวสฺส ปริสุทฺธวจีสมาจารตา สาสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพา เอวํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ ฯ {๑๖๒.๒} ตตฺราวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล อปริสุทฺธวจีสมาจาโร ปริสุทฺธกายสมาจาโร กถํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ เสยฺยถาปิ อาวุโส โปกฺขรณี เสวาลปณกปริโยนทฺธา อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ฆมฺมาภิตตฺโต ฆมฺมปเรโต กิลนฺโต ตสิโต ปิปาสิโต โส ตํ โปกฺขรณึ โอคาเหตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ เสวาลปณกํ อปวิยูหิตฺวา อญฺชลินา ปิวิตฺวา ปกฺกเมยฺย เอวเมว โข อาวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล อปริสุทฺธวจีสมาจาโร ปริสุทฺธกายสมาจาโร ยาสฺส อปริสุทฺธวจีสมาจารตา น สาสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพา ยา จ ขฺวสฺส ปริสุทฺธกายสมาจารตา สาสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพา เอวํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ ฯ {๑๖๒.๓} ตตฺราวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร อปริสุทฺธวจีสมาจาโร ลภติ จ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ กถํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ เสยฺยถาปิ อาวุโส ปริตฺตํ โคปทเก อุทกํ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ฆมฺมาภิตตฺโต ฆมฺมปเรโต กิลนฺโต ตสิโต ปิปาสิโต ตสฺส เอวมสฺส อิทํ โข ปริตฺตํ โคปทเก อุทกํ สจาหํ อญฺชลินา วา ปิวิสฺสามิ ภาชเนน วา โขภิสฺสามิปิ ตํ โลฬิสฺสามิปิ ตํ อเปยฺยมฺปิ ตํ กริสฺสามิ ยนฺนูนาหํ จตุกุณฺฐิโก นิปติตฺวา โคปีตกํ ปิวิตฺวา ปกฺกเมยฺยนฺติ โส จตุกุณฺฐิโก นิปติตฺวา โคปีตกํ ปิวิตฺวา ปกฺกเมยฺย เอวเมว โข อาวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร อปริสุทฺธวจีสมาจาโร ลภติ จ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ ยาสฺส อปริสุทฺธกายสมาจารตา น สาสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพา ยาปิสฺส อปริสุทฺธวจีสมาจารตา น สาปิสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพา ยญฺจ โข โส ลภติ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ ตเทวสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพํ เอวํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ ฯ {๑๖๒.๔} ตตฺราวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร อปริสุทฺธวจีสมาจาโร น ลภติ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ กถํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ เสยฺยถาปิ อาวุโส ปุริโส อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน ตสฺส ปุรโตปิสฺส ทูเร คาโม ปจฺฉโตปิสฺส ทูเร คาโม โส น ลเภยฺย สปฺปายานิ โภชนานิ น ลเภยฺย สปฺปายานิ เภสชฺชานิ น ลเภยฺย ปฏิรูปํ อุปฏฺฐากํ น ลเภยฺย คามนฺตนายกํ ตเมนํ อญฺญตโร ปุริโส ปสฺเสยฺย อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โส ตสฺมึ ปุริเส การุญฺญํเยว อุปฏฺฐาเปยฺย อนุทยํเยว อุปฏฺฐาเปยฺย อนุกมฺปํเยว อุปฏฺฐาเปยฺย อโห วตายํ ปุริโส ลเภยฺย สปฺปายานิ โภชนานิ ลเภยฺย สปฺปายานิ เภสชฺชานิ ลเภยฺย ปฏิรูปํ อุปฏฺฐากํ ลเภยฺย คามนฺตนายกํ ตํ กิสฺส เหตุ มายํ ปุริโส อิเธว อนยพฺยสนํ อาปชฺชีติ เอวเมว โข อาวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล อปริสุทฺธกายสมาจาโร อปริสุทฺธวจีสมาจาโร น จ ลภติ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ เอวรูเปปิ อาวุโส ปุคฺคเล การุญฺญํเยว อุปฏฺฐาเปตพฺพํ อนุทยาเยว อุปฏฺฐาเปตพฺพา อนุกมฺปาเยว อุปฏฺฐาเปตพฺพา อโห วต อยมายสฺมา กายทุจฺจริตํ ปหาย กายสุจริตํ ภาเวยฺย วจีทุจฺจริตํ ปหาย วจีสุจริตํ ภาเวยฺย มโนทุจฺจริตํ ปหาย มโนสุจริตํ ภาเวยฺย ตํ กิสฺส เหตุ มายมายสฺมา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชีติ เอวํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ ฯ {๑๖๒.๕} ตตฺราวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล ปริสุทฺธกายสมาจาโร ปริสุทฺธวจีสมาจาโร ลภติ จ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ กถํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ เสยฺยถาปิ อาวุโส โปกฺขรณี อจฺโฉทกา สาโตทกา สีโตทกา เสโตทกา สุปติฏฺฐา รมฺมณียา นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺนา อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ฆมฺมาภิตตฺโต ฆมฺมปเรโต กิลนฺโต ตสิโต ปิปาสิโต โส ตํ โปกฺขรณึ โอคาเหตฺวา นฺหาตฺวา จ ปิวิตฺวา จ ปจฺจุตฺตริตฺวา ตตฺเถว รุกฺขฉายาย นิสีเทยฺย วา นิปชฺเชยฺย วา เอวเมว โข อาวุโส ยฺวายํ ปุคฺคโล ปริสุทฺธกายสมาจาโร ปริสุทฺธวจีสมาจาโร ลภติ จ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ ยาปิสฺส ปริสุทฺธกายสมาจารตา สาปิสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพา ยาปิสฺส ปริสุทฺธวจีสมาจารตา สาปิสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพา ยมฺปิ โส ลภติ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ ตมฺปิสฺส ตสฺมึ สมเย มนสิกาตพฺพํ เอวํ ตสฺมึ ปุคฺคเล อาฆาโต ปฏิวิเนตพฺโพ สมนฺตปาสาทิกํ อาวุโส ปุคฺคลํ อาคมฺม จิตฺตํ ปสีทติ ฯ อิเม โข อาวุโส ปญฺจ อาฆาตปฏิวินยา ยตฺถ ภิกฺขุโน อุปฺปนฺโน อาฆาโต สพฺพโส ปฏิวิเนตพฺโพติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต สูตรที่ ๒
ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า ผู้มี อายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำของท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย อุบายกำจัดอาฆาต ๕ ประการนี้ เป็นเครื่องกำจัดอาฆาตที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุได้อย่างสิ้นเชิง อุบายกำจัดอาฆาต ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ แต่มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ๒. ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ แต่มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ๓. ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ แต่ได้ช่องแห่งใจ ได้ความ เลื่อมใสทางใจตามกาลอันควร @เชิงอรรถ : @ ได้ช่องแห่งใจ หมายถึงได้โอกาสให้วิปัสสนาจิตเกิดขึ้น (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๖๒/๖๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๖๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๒. อาฆาตวรรค ๒. ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร ๔. ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ และไม่ได้ช่องแห่งใจ ไม่ได้ ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควร ๕. ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ และได้ช่องแห่งใจ ได้ความเลื่อมใส ทางใจตามกาลอันควร บรรดาบุคคล ๕ จำพวกนั้น ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ แต่มี ความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ อย่างไร คือ บุคคลใดมีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ แต่มีความประพฤติทาง วาจาบริสุทธิ์ ความประพฤติทางกายที่ไม่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุไม่พึงใส่ใจส่วนนั้นในเวลานั้น ส่วนความประพฤติทางวาจาที่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุก็พึงใส่ใจแต่ส่วนนั้นในเวลานั้น เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร พบผ้าเก่าที่ถนน เหยียบให้มั่นด้วยเท้าซ้าย เขี่ยออกดูด้วยเท้าขวา ส่วนใดยังใช้ได้ก็เลือกถือเอาส่วนนั้นแล้วจากไป ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้ ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ แต่มี ความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ อย่างไร คือ บุคคลใดมีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ แต่มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ความประพฤติทางวาจาที่ไม่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุไม่พึงใส่ใจส่วนนั้นในเวลานั้น ส่วนความประพฤติทางกายที่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุก็พึงใส่ใจแต่ส่วนนั้นในเวลานั้น เปรียบเหมือนสระน้ำที่ถูกสาหร่ายและแหนคลุมไว้ คนเดินทางมาถูกความร้อนกระทบ ร้อนอบอ้าว เหนื่อยอ่อน กระหายน้ำ เขาจึงลงสระน้ำนั้นแหวกสาหร่ายและแหนด้วยมือทั้งสองแล้วกอบน้ำขึ้นดื่มแล้วจึงจากไป ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๖๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๒. อาฆาตวรรค ๒. ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ มีความ ประพฤติทางวาจาก็ไม่บริสุทธิ์ แต่ได้ช่องแห่งใจ ได้ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควร อย่างไร คือ บุคคลใดมีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ แต่ได้ช่องแห่งใจ ได้ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควร ความประพฤติทางกายที่ไม่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุไม่พึงใส่ใจส่วนนั้นในเวลานั้น แม้ความประพฤติทางวาจาที่ไม่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุก็ไม่พึงใส่ใจส่วนนั้นในเวลานั้นแต่การได้ช่องแห่งใจ ได้ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควรของเขาส่วนใด ภิกษุพึงใส่ใจแต่ส่วนนั้นในเวลานั้น เปรียบเหมือนน้ำเล็กน้อยในรอยเท้าโค คนเดินทางมาถูกความร้อนกระทบ ร้อนอบอ้าว เหนื่อยอ่อน กระหายน้ำ เขาเกิดความคิดอย่างนี้ว่า “น้ำเล็กน้อยมีอยู่ในรอยเท้าโคนี้ ถ้าเราจักกอบขึ้นดื่ม หรือใช้ภาชนะตักดื่ม ก็จักทำน้ำนั้นให้ไหวบ้าง ให้ขุ่นบ้าง ให้ไม่ควรดื่มบ้าง ทางที่ดี เราควรจะคุกเข่าก้มลงดื่มอย่างโคแล้วจึงค่อยไปเถิด” เขาจึงคุกเข่าก้มลงดื่มอย่างโคแล้วจึงจากไป ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้ ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ มีความ ประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ และไม่ได้ช่องแห่งใจ ไม่ได้ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควร อย่างไร คือ บุคคลใดมีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ และไม่ได้ช่องแห่งใจ ไม่ได้ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควร ภิกษุพึงเข้าไปตั้งความกรุณา ความเอ็นดู ความอนุเคราะห์ในบุคคลแม้เช่นนี้ว่า “โอ ท่านผู้นี้พึงละกายทุจริตแล้วเจริญกายสุจริต พึงละวจีทุจริตแล้วเจริญวจีสุจริต พึงละมโนทุจริตแล้วเจริญมโนสุจริต” ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านผู้นี้หลังจากตายแล้วอย่าไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก” เปรียบเหมือนคนเจ็บป่วย มีทุกข์ เป็นไข้หนักเดินทางไกล แม้ข้างหน้าเขาก็มีบ้านอยู่ห่างไกล แม้ข้างหลังเขาก็มีบ้านอยู่ห่างไกลเขาไม่ได้อาหารที่เป็นสัปปายะ ยาที่ตรงกับโรค คนพยาบาลที่เหมาะสม และผู้ที่จะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๖๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๒. อาฆาตวรรค ๒. ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร นำทางไปสู่บ้าน คนบางคนที่เดินทางไกลพึงเห็นเขา จึงเข้าไปตั้งความกรุณา ความเอ็นดู ความอนุเคราะห์ในเขาว่า “โอ ท่านผู้นี้ควรจะได้อาหารที่เป็นสัปปายะ ยาที่ตรงกับโรค คนพยาบาลที่เหมาะสม และผู้นำทางไปสู่บ้าน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าท่านผู้นี้อย่าถึงความพินาศเสียหาย ณ ที่นี้เลย” ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้ ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ มีความ ประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ และได้ช่องแห่งใจ ได้ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควร อย่างไร คือ บุคคลใดมีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจา บริสุทธิ์ ได้ช่องแห่งใจและได้ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควร แม้ความประพฤติทางกายที่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุพึงใสใจส่วนนั้นในเวลานั้น แม้ความประพฤติทางวาจาที่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุก็พึงใส่ใจส่วนนั้นในเวลานั้น แม้การได้ช่องแห่งใจ ได้ความเลื่อมใสทางใจตามกาลอันควรของเขาส่วนใด ภิกษุก็พึงใส่ใจส่วนนั้นในเวลานั้น เปรียบเหมือนสระน้ำที่ใส จืดสนิท เย็น สะอาด มีท่าเทียบน่ารื่นรมย์ ดาดาษไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ คนเดินทางมา ถูกความร้อนกระทบร้อนอบอ้าว เหนื่อยอ่อน กระหายน้ำ เขาพึงลงสระน้ำนั้น อาบบ้าง ดื่มบ้างแล้วขึ้นมา นั่งบ้าง นอนบ้าง ที่ร่มไม้ใกล้สระน้ำนั้น ภิกษุพึงกำจัดอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอาศัยบุคคลที่น่าเลื่อมใส จิตจึงเลื่อมใส อุบายกำจัดอาฆาต ๕ ประการนี้แล เป็นเครื่องกำจัดอาฆาตที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุได้อย่างสิ้นเชิง ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตรที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๖๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยอาฆาตวินยสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอาฆาตวินยสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า อาฆาตปฏิวินยะ เพราะควรระงับอาฆาตในบุคคล ๕ เหล่านั้นบ้าง เพราะควรระงับอาฆาตด้วยธรรม ๕ เหล่านั้นบ้าง.
จริงอยู่ บทว่า ปฏิวินยา นี้เป็นชื่อของวัตถุที่ควรระงับบ้าง เหตุที่ควรระงับบ้าง. ทั้งสองอย่างนั้นก็ถูกในที่นี้. ก็บุคคลทั้งหลาย ๕ เป็นปฏิวินยวัตถุ (วัตถุที่ควรระงับ) ข้อปฏิบัติ ๕ ด้วยอุปมา ๕ ข้อ ชื่อว่าปฏิวินยการณะ (เหตุที่ควรระงับ).
บทว่า ลภติ จ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ ความว่า เขายังได้ช่อง กล่าวคือโอกาสที่จิตอันเป็นสมถะและวิปัสสนาเกิดได้และความผ่องใส กล่าวคือความเป็นผู้ผ่องใสด้วยศรัทธาเป็นครั้งคราว.
บทว่า รถิยาย ได้แก่ ระหว่างวิถี.
บทว่า นนฺตกํ ได้แก่ ท่อนผ้าขี้ริ้ว.
บทว่า นิคฺคหิตฺวา ได้แก่ เหยียบแล้ว.
บทว่า โย ตตฺถ สาโร ได้แก่ ส่วนใดในผ้าผืนนั้นยังดีอยู่.
บทว่า ตํ ปริปาเตตฺวา ได้แก่ ฉีกส่วนนั้น.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงเห็นว่าผู้อยู่ด้วยเมตตา ดุจภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร บุคคลผู้มีเวรดุจผ้าขี้ริ้วบนถนน ความเป็นผู้มีกายสมาจารไม่บริสุทธิ์ดุจท่อนผ้าเปื่อย ความเป็นผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์ดุจท่อนผ้ายังดี พึงเห็นว่าเวลาที่ไม่ใส่ใจถึงความเป็นผู้มีกายสมาจารไม่บริสุทธิ์ ใส่ใจถึงความเป็นผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์ ดับจิตตุปบาทในคนที่เป็นศัตรูกันแล้วอยู่อย่างสบาย ดุจเวลาที่ทิ้งท่อนผ้าเปื่อย ถือเอาผ้าท่อนดี เย็บ ย้อมแล้วห่มจาริกไป.
บทว่า เสวาลปณกปริโยนทฺธา ได้แก่ ถูกสาหร่ายและแหนปกคลุม.
บทว่า มมฺมปเรโต ได้แก่ เหงื่อไหลเพราะร้อน.
บทว่า กิลนฺโต ได้แก่ เดินทางเหนื่อยมา.
บทว่า ตสิโต ได้แก่ ถูกความอยากครอบงำ.
บทว่า ปิปาสิโต ได้แก่ ประสงค์จะดื่มน้ำ.
บทว่า อปวิยูหิตฺวา ได้แก่ แหวก. บทว่า ปิวิตฺวา ได้แก่ ดื่มน้ำใส.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา พึงเห็นดุจบุรุษถูกความร้อนเผา ความเป็นผู้มีวจีสมาจารไม่บริสุทธิ์ก็ดุจสาหร่ายและแหน ความเป็นผู้มีกายสมาจารบริสุทธิ์ก็ดุจน้ำใส เวลาที่ภิกษุไม่ใส่ใจถึงความเป็นผู้มีวจีสมาจารไม่บริสุทธิ์ แล้วใส่ใจถึงความเป็นผู้มีกายสมาจารบริสุทธิ์ ยังจิตตุปบาทในคนมีเวรกันให้ดับไปแล้วอยู่อย่างสบาย พึงเห็นดุจบุรุษแหวกสาหร่ายและแหน แล้วดื่มน้ำใสแล้วเดินไป ฉะนั้น.
บทว่า โขเภสฺสามิ คือ ให้กระเพื่อม. บทว่า โลเฬสฺสามิ คือ จักทำให้ขุ่น.
บทว่า อปฺเปยฺยมฺปิ นํ กริสฺสามิ ได้แก่ จักทำให้ดื่มไม่ได้.
บทว่า จตุคุณฺฑิโก ได้แก่ เอาเข่าทั้งสองและมือทั้งสองหมอบไปบนแผ่นดิน.
บทว่า โคปิตกํ ปิวิตฺวา ได้แก่ ก้มลงดื่มอย่างแม่โค.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ ผู้ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตาพึงเห็นดุจบุรุษถูกความร้อนเผา. คนมีเวรก็ดุจรอยโค คุณเล็กน้อยในภายในของภิกษุนั้นดุจน้ำนิดหน่อยในรอยโค การที่ภิกษุนั้นไม่ใส่ใจถึงความเป็นผู้มีกายสมาจารและวจีสมาจารอันไม่บริสุทธิ์ แล้วใส่ใจถึงการได้ปีติและปราโมทย์ อันเป็นความผ่องใสแห่งจิต เพราะอาศัยการฟังธรรมตามกาลอันควร และยังจิตตุปบาทให้ดับไป พึงเห็นดุจบุรุษหมอบก้มลงดื่มน้ำอย่างแม่โค หลีกไปฉะนั้น.
บทว่า อาพาธิโก ได้แก่ เจ็บป่วยด้วยโรคของแสลงที่ทำลายอิริยาบถ.
บทว่า ปุรโตปิสฺส แปลว่า พึงมีอยู่ข้างหน้า.
บทว่า อนยพฺพยสนํ ได้แก่ ความไม่เจริญคือความพินาศ.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ คนที่ประกอบด้วยธรรมส่วนดำทั้งหมด พึงเห็นดุจคนไข้อนาถา สงสารอันหาที่สุดเบื้องต้นไม่ได้ดุจทางไกล ความที่นิพพานไกล ดุจความที่บ้านไกลทั้งข้างหน้าข้างหลัง การไม่ได้โภชนะคือผลแห่งสมณธรรม ดุจการไม่ได้โภชนะอันเป็นที่สบาย ความไม่มีสมถะและวิปัสสนาดุจการไม่ได้เภสัชอันเป็นที่สบาย ความไม่มีผู้เยียวยากิเลสด้วยโอวาทานุสาสนี ดุจการไม่ได้ผู้อุปฏฐากที่เหมาะสมความไม่ได้พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต ผู้ทำให้บรรลุนิพพาน ดุจการไม่ได้ผู้นำไปให้ถึงเขตบ้าน การที่ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา ทำกรุณาให้เกิดในบุคคลนั้นแล้ว จิต [อาฆาต] ดับไป พึงเห็นดุจการที่บุรุษคนใดคนหนึ่งเห็นคนไข้อนาถาแล้วอุปฐากด้วยความกรุณา ฉะนั้น.
บทว่า อจฺโฉทกา คือ น้ำใส.
บทว่า สาโตทกา คือ น้ำหวาน.
บทว่า สีโตทกา คือ น้ำเย็นทั่วตัว.
บทว่า เสตกา ได้แก่ มีสีขาวในที่คลื่นแตก.
บทว่า สุปติฏฺฐา คือ มีท่าเรียบ.
ในบทว่า เอวเม โข นี้ ผู้อยู่ด้วยเมตตาพึงเห็นดุจบุรุษถูกแดดเผา บุรุษผู้นี้มีทวารทั้งหมดบริสุทธิ์ ดุจสระโบกขรณีนั้น การทำสิ่งที่ต้องการในทวารเหล่านั้นให้เป็นอารมณ์แล้ว [จิตอาฆาตดับ] พึงทราบดุจการอาบ ดื่ม และขึ้นไปนอนที่ร่มไม้แล้วไปตามความต้องการ ฉะนั้น.
จบอรรถกถาทุติยอาฆาตวินยสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------