ปเจตนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๕๔๑๕ เอกํ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว ราชา อโหสิ ปเจตโน นาม อถโข ภิกฺขเว ราชา ปเจตโน รถการํ อามนฺเตสิ อิโต เม สมฺม รถการ ฉนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน สงฺคาโม ภวิสฺสติ สกฺขสิ เม สมฺม รถการ นวํ จกฺกยุคํ กาตุนฺติ สกฺโกมิ เทวาติ โข ภิกฺขเว รถกาโร รญฺโญ ปเจตนสฺส ปจฺจสฺโสสิ อถโข ภิกฺขเว รถกาโร ฉหิ มาเสหิ ฉารตฺตูเนหิ เอกํ จกฺกํ นิฏฺฐาเปสิ ฯ {๔๕๔.๑} อถโข ภิกฺขเว ราชา ปเจตโน รถการํ อามนฺเตสิ อิโต เม สมฺม รถการ ฉนฺนํ ทิวสานํ อจฺจเยน สงฺคาโม ภวิสฺสติ นิฏฺฐิตํ นวํ จกฺกยุคนฺติ อิเมหิ โข เทว ฉหิ มาเสหิ ฉารตฺตูเนหิ เอกํ จกฺกํ นิฏฺฐิตนฺติ สกฺขสิ ปน เม สมฺม รถการ อิเมหิ ฉหิ ทิวเสหิ ทุติยํ จกฺกํ นิฏฺฐาเปตุนฺติ สกฺโกมิ เทวาติ โข ภิกฺขเว รถกาโร รญฺโญ ปเจตนสฺส ปจฺจสฺโสสิ อถโข ภิกฺขเว รถกาโร ฉหิ ทิวเสหิ ทุติยํ จกฺกํ นิฏฺฐาเปตฺวา นวํ จกฺกยุคํ อาทาย เยน ราชา ปเจตโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ ปเจตนํ เอตทโวจ อิทนฺเต เทว นวํ จกฺกยุคํ นิฏฺฐิตนฺติ ฯ ยญฺจ เต อิทํ สมฺม รถการ จกฺกํ ฉหิ มาเสหิ นิฏฺฐิตํ ฉารตฺตูเนหิ ยญฺจ เต อิทํ จกฺกํ ฉหิ ทิวเสหิ นิฏฺฐิตํ อิเมสํ กึ นานากรณํ เนสํ กิญฺจิ นานากรณํ ปสฺสามีติ ฯ อตฺเถสํ เทว นานากรณํ ปสฺสตุ เทโว นานากรณนฺติ ฯ อถโข ภิกฺขเว รถกาโร ยํ ตํ จกฺกํ ฉหิ ทิวเสหิ นิฏฺฐิตํ ตํ ปวตฺเตสิ ตํ ปวตฺติตํ สมานํ ยาวติกา อภิสงฺขารสฺส คติ ตาวติกํ คนฺตฺวา จิงฺคุลายิตฺวา ภูมิยํ ปปติ ยํ ปน ตํ จกฺกํ ฉหิ มาเสหิ นิฏฺฐิตํ ฉารตฺตูเนหิ ตํ ปวตฺเตสิ ตํ ปวตฺติตํ สมานํ ยาวติกา อภิสงฺขารสฺส คติ ตาวติกํ คนฺตฺวา อกฺขาหตํ มญฺเญ อฏฺฐาสิ ฯ {๔๕๔.๒} โก นุ โข สมฺม รถการ เหตุ โก ปจฺจโย ยมิทํ จกฺกํ ฉหิ ทิวเสหิ นิฏฺฐิตํ ตํ ปวตฺติตํ สมานํ ยาวติกา อภิสงฺขารสฺส คติ ตาวติกํ คนฺตฺวา จิงฺคุลายิตฺวา ภูมิยํ ปปติ โก ปน สมฺม รถการ เหตุ โก ปจฺจโย ยมิทํ จกฺกํ ฉหิ มาเสหิ นิฏฺฐิตํ ฉารตฺตูเนหิ ตํ ปวตฺติตํ สมานํ ยาวติกา อภิสงฺขารสฺส คติ ตาวติกํ คนฺตฺวา อกฺขาหตํ มญฺเญ อฏฺฐาสีติ ฯ ยมิทํ เทว จกฺกํ ฉหิ ทิวเสหิ นิฏฺฐิตํ ตสฺส เนมิปิ สวงฺกา สโทสา สกสาวา อาราปิ สวงฺกา สโทสา สกสาวา นาภิปิ สวงฺกา สโทสา สกสาวา ตํ เนมิยาปิ สวงฺกตฺตา สโทสตฺตา สกสาวตฺตา อารานํปิ สวงฺกตฺตา สโทสตฺตา สกสาวตฺตา นาภิยาปิ สวงฺกตฺตา สโทสตฺตา สกสาวตฺตา ปวตฺติตํ สมานํ ยาวติกา อภิสงฺขารสฺส คติ ตาวติกํ คนฺตฺวา จิงฺคุลายิตฺวา ภูมิยํ ปปติ ฯ ยํ ปน เทว จกฺกํ ฉหิ มาเสหิ นิฏฺฐิตํ ฉารตฺตูเนหิ ตสฺส เนมิปิ อวงฺกา อโทสา อกสาวา อาราปิ อวงฺกา อโทสา อกสาวา นาภิปิ อวงฺกา อโทสา อกสาวา ตํ เนมิยาปิ อวงฺกตฺตา อโทสตฺตา อกสาวตฺตา อารานํปิ อวงฺกตฺตา อโทสตฺตา อกสาวตฺตา นาภิยาปิ อวงฺกตฺตา อโทสตฺตา อกสาวตฺตา ปวตฺติตํ สมานํ ยาวติกา อภิสงฺขารสฺส คติ ตาวติกํ คนฺตฺวา อกฺขาหตํ มญฺเญ อฏฺฐาสีติ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส อญฺโญ นูน เตน สมเยน โส รถกาโร อโหสีติ น โข ปเนตํ ภิกฺขเว เอวํ ทฏฺฐพฺพํ อหํ เตน สมเยน โส รถกาโร อโหสึ ตทาหํ ภิกฺขเว กุสโล ทารุวงฺกานํ ทารุโทสานํ ทารุกสาวานํ เอตรหิ โข ปนาหํ ภิกฺขเว อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ กุสโล กายวงฺกานํ กายโทสานํ กายกสาวานํ กุสโล วจีวงฺกานํ วจีโทสานํ วจีกสาวานํ กุสโล มโนวงฺกานํ มโนโทสานํ มโนกสาวานํ ฯ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา กายวงฺโก อปฺปหีโน กายโทโส กายกสาโว วจีวงฺโก อปฺปหีโน วจีโทโส วจีกสาโว มโนวงฺโก อปฺปหีโน มโนโทโส มโนกสาโว เอวํ ปปติตา เต ภิกฺขเว อิมสฺมา ธมฺมวินยา เสยฺยถาปิ ตํ จกฺกํ ฉหิ ทิวเสหิ นิฏฺฐิตํ ฯ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา กายวงฺโก ปหีโน กายโทโส กายกสาโว วจีวงฺโก ปหีโน วจีโทโส วจีกสาโว มโนวงฺโก ปหีโน มโนโทโส มโนกสาโว เอวํ ปติฏฺฐิตา เต ภิกฺขเว อิมสฺมึ ธมฺมวินเย เสยฺยถาปิ ตํ จกฺกํ ฉหิ มาเสหิ นิฏฺฐิตํ ฉารตฺตูเนหิ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ กายวงฺกํ ปชหิสฺสาม กายโทสํ กายกสาวํ วจีวงฺกํ ปชหิสฺสาม วจีโทสํ วจีกสาวํ มโนวงฺกํ ปชหิสฺสาม มโนโทสํ มโนกสาวนฺติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. ปเจตนสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเจตนะรับสั่งให้ช่างทำล้อรถ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ปเจตนะ ครั้งนั้น พระเจ้าปเจตนะรับสั่งเรียกนายช่างรถมาตรัสว่า “นายช่างรถสหายรักนับแต่นี้ไปอีก ๖ เดือน ฉันจะทำสงคราม ท่านจะสามารถทำล้อคู่ใหม่ให้ฉัน ได้ไหม” นายช่างรถทูลว่า “สามารถ พระเจ้าข้า” ลำดับนั้น นายช่างรถทำล้อข้างหนึ่งสำเร็จโดยใช้เวลา ๕ เดือน ๒๔ วัน พระเจ้าปเจตนะรับสั่งเรียกนายช่างรถมาตรัสว่า “นายช่างรถสหายรัก นับจากนี้ไป ๖ วัน ฉันจะทำสงคราม ล้อคู่ใหม่ทำสำเร็จแล้วหรือ” นายช่างรถทูลว่า “ล้อข้างหนึ่งทำสำเร็จแล้วโดยใช้เวลา ๕ เดือน ๒๔ วัน พระเจ้าข้า” @เชิงอรรถ : @ จักร ในที่นี้หมายถึงธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่พระพุทธองค์ทรงให้หมุนไปโดยนวโลกุตตรธรรม ๙ ประการ@อันใครๆ ไม่สามารถให้หมุนกลับได้ (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔/๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๕๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. รถการวรรค ๕. ปเจตนสูตร พระเจ้าปเจตนะตรัสถามว่า “นายช่างรถสหายรัก โดยใช้เวลา ๖ วันนับจากวันนี้ ท่านจักสามารถทำล้อที่ ๒ สำเร็จได้ไหม” นายช่างรถทูลรับรองว่า “สามารถ พระเจ้าข้า” แล้วทำล้อที่ ๒ สำเร็จโดยใช้เวลา ๖ วัน ถือล้อคู่ใหม่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเจตนะถึงที่ประทับ ได้ทูลพระเจ้าปเจตนะว่า “ขอเดชะ ล้อคู่ใหม่นี้ของพระองค์สำเร็จแล้ว” พระเจ้าปเจตนะรับสั่งถามว่า “นายช่างรถสหายรัก ล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๕ เดือน ๒๔ วัน กับล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๖ วันของท่าน มี เหตุอะไรทำให้แตกต่างกัน ฉันจะเห็นเหตุที่ทำให้แตกต่างกันได้อย่างไร” นายช่างรถทูลว่า “ขอเดชะ เหตุที่ทำให้แตกต่างกันมีอยู่ ขอพระองค์จง ทอดพระเนตรความแตกต่างกันเถิด” ลำดับนั้นแล นายช่างรถหมุนล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๖ วัน ล้อนั้นเมื่อ นายช่างรถหมุนก็หมุนไปได้เท่าที่นายช่างรถหมุนแล้วหมุนเวียนล้มลงที่พื้นดิน นายช่างรถหมุนล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๕ เดือน ๒๔ วัน ล้อนั้นเมื่อนายช่างรถหมุนก็หมุนไปได้เท่าที่นายช่างรถหมุนแล้วตั้งอยู่ได้เหมือนอยู่ในเพลา พระเจ้าปเจตนะตรัสถามว่า “อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๖ วันนี้เมื่อท่านหมุนไปจึงหมุนไปได้เท่าที่ท่านหมุนแล้วหมุนเวียนล้มลงที่พื้นดิน อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๕ เดือน ๒๔ วันเมื่อท่านหมุนจึงหมุนไปได้เท่าที่ท่านหมุนแล้วตั้งอยู่ได้เหมือนอยู่ในเพลา” นายช่างรถกราบทูลว่า “ขอเดชะ กงของล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๖ วันคด มีปุ่มปม ทั้งแก่นและกระพี้ยังมียาง แม้กำก็คด มีปุ่มปม ทั้งแก่นและกระพี้ ยังมียาง แม้ดุมก็คด มีปุ่มปม ทั้งแก่นและกระพี้ยังมียาง เพราะกงคด เป็นปุ่มปมทั้งแก่นและกระพี้ยังมียาง เพราะแม้กำก็คด เป็นปุ่มปม ทั้งแก่นและกระพี้ยังมียางเพราะแม้ดุมก็คด เป็นปุ่มปม ทั้งแก่นและกระพี้ยังมียาง ล้อนั้นเมื่อข้าพระองค์หมุนจึงหมุนไปได้เท่าที่ข้าพระองค์หมุนแล้วหมุนเวียนล้มลงที่พื้นดิน ขอเดชะ ส่วนกงของล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๕ เดือน ๒๔ วัน ไม่คด ไม่มีปุ่มปม ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๕๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. รถการวรรค ๕. ปเจตนสูตร แก่นและกระพี้ที่มียาง แม้กำก็ไม่คด ไม่มีปุ่มปม ไม่มีแก่นและกระพี้ที่มียาง แม้ดุมก็ไม่คด ไม่มีปุ่มปม ไม่มีแก่นและกระพี้ที่มียาง เพราะกงไม่คด ไม่มีปุ่มปม ไม่มีแก่นและกระพี้ที่มียาง เพราะแม้กำก็ไม่คด ไม่มีปุ่มปม ไม่มีแก่นและกระพี้ที่มียางเพราะแม้ดุมก็ไม่คด ไม่มีปุ่มปม ไม่มีแก่นและกระพี้ที่มียาง ล้อนั้นเมื่อข้าพระองค์หมุนจึงหมุนไปได้เท่าที่ข้าพระองค์หมุนแล้วตั้งอยู่ได้เหมือนอยู่ในเพลา” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอาจจะคิดอย่างนี้ว่า “สมัยนั้น นายช่างรถคงเป็นคนอื่นแน่” แต่ข้อนี้เธอทั้งหลายไม่พึงเห็นอย่างนี้ สมัยนั้น เราคือนายช่างรถนั้นในครั้งนั้นเราเป็นคนฉลาดในความคดของไม้ ในปุ่มปมของไม้ ในแก่นและกระพี้ที่มียางของไม้ แต่ในปัจจุบันนี้เราเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (๑) ฉลาดในความคดของกาย โทษของกาย มลทิน ของกาย (๒) ฉลาดในความคดของวาจา โทษของวาจา มลทินของวาจา (๓) ฉลาดในความคดของใจ โทษของใจ มลทินของใจ ภิกษุหรือภิกษุณีผู้ไม่ละความคดของกาย โทษของกาย มลทินของกาย ไม่ละความคดของวาจา โทษของวาจา มลทินของวาจา และไม่ละความคดของใจ โทษของใจ มลทินของใจ ชื่อว่าได้พลัดตกไปจากธรรมวินัยนี้เหมือนล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๖ วัน ภิกษุหรือภิกษุณีผู้ละความคดของกาย โทษของกาย และมลทินของกาย ละความคดของวาจา โทษของวาจา และมลทินของวาจา ละความคดของใจ โทษของใจ และมลทินของใจ ชื่อว่าดำรงมั่นอยู่ในธรรมวินัยนี้เหมือนล้อข้างที่ทำสำเร็จโดยใช้เวลา ๕ เดือน ๒๔ วัน เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักละความคดของกาย โทษของกาย และมลทินของกาย จักละความคดของวาจา โทษของวาจา และมลทินของวาจา จักละความคดของใจ โทษของใจ และมลทินของใจ” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ปเจตนสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ ความคด โทษ และมลทิน ในที่นี้หมายถึงทุจริต ๓ คือ กายทุจริต(ความประพฤติชั่วด้วยกาย) วจีทุจริต@(ความประพฤติชั่วด้วยวาจา) และมโนทุจริต(ความประพฤติชั่วด้วยใจ) (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๕/๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๕๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปเจตนสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในปเจตนสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
ความหมายของคำว่า อิสิปตนะ
บทว่า อิสิปตเน ความว่า อันเป็นที่ที่พวกฤาษี กล่าวคือพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้ามาพัก เพื่อประกาศธรรมจักร และเพื่อต้องการทำอุโบสถ. อธิบายว่า สถานที่ประชุม.
ปาฐะว่า ปทเน ดังนี้ก็มี ความหมายก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า มิคทาเย ความว่า ในป่าที่พระราชทานเพื่อต้องการให้เป็นสถานที่ที่ไม่มีภัย สำหรับเนื้อทั้งหลาย.
บทว่า ฉหิ มาเสหิ ฉารตฺตูเนหิ ความว่า ได้ยินว่า ช่างรถนั้นจัดแจงอุปกรณ์ทุกชนิด แล้วเข้าป่าพร้อมด้วยอันเตวาสิก ในวันที่ได้รับกระแสพระบรมราชโองการเลยทีเดียว เว้นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามประตูหมู่บ้าน กลางหมู่บ้าน เทวสถานและสุสานเป็นต้น และต้นไม้ที่ถูกไฟไหม้ ต้นไม้ล้มและต้นไม้แห้ง เลือกเอาต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในภูมิประเทศที่ดี ปราศจากโทษทั้งหมด สมควรใช้ทำดุม ซี่ กำและกงได้ มาทำเป็นล้อรถนั้น.
เมื่อช่างไม้เลือกเอาต้นไม้มาทำเป็นล้อรถอยู่นั้น เวลาเท่านี้ ๖ เดือนหย่อน ๖ ราตรี ก็ล่วงเลยไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ฉหิ มาเสหิ ฉารตฺตูเนหิ ดังนี้.
บทว่า นานากรณํ ได้แก่ ความแตกต่างกัน.
บทว่า นสํ ตัดบทเป็น น เอสํ แปลว่า เรามองไม่เห็นความแตกต่างของล้อเหล่านั้น.
บทว่า อตฺเถสํ ตัดบทเป็น อตฺถิ เอสํ แปลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ล้อทั้ง ๒ นั้นมีความแตกต่างกันอยู่.
บทว่า อภิสงฺขารสฺส คติ ได้แก่ การหมุนไป.
บทว่า จิงฺคุลายิตฺวา แปลว่า ตะแคงไป.
บทว่า อกฺขาหตํ มญฺเญ ความว่า เหมือนวางสอดเข้าไปในเพลา.
____________________________
ปาฐะว่า อกฺเข ปเวเสตฺวา ฐปิตมิว มญฺญามิ ฉบับพม่าเป็น อกฺเขปเวเสตฺวา ฐปิตมิว แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า สโทสา ความว่า มีปม คือประกอบด้วยที่สูงๆ ต่ำๆ.
บทว่า สกสาวา ความว่า ติดแก่นที่เน่าและกระพี้.
บทว่า กายวงฺกา เป็นต้น เป็นชื่อของทุจริตทั้งหลาย มีกายทุจริตเป็นต้น.
บทว่า เอวํ ปปติตา ความว่า ตกไปโดยพลาดจากคุณความดีอย่างนี้.
บทว่า เอวํ ปติฏฺฐิตา ความว่า ดำรงอยู่โดยคุณธรรมอย่างนี้.
ในคน ๖ ประเภทนั้น โลกิยมหาชน ชื่อว่าตกไปแล้วจากคุณความดี. ส่วนพระอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่แล้วในคุณความดี. แม้ในสำนวนของพระอริยบุคคล ๔ ประเภทเหล่านั้น พระอริยบุคคล ๓ ประเภทข้างต้น ชื่อว่าตกไปแล้วจากคุณงามความดี ในขณะที่กิเลสทั้งหลายฟุ้งขึ้น. ส่วนพระขีณาสพ ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่แล้วโดยส่วนเดียวโดยแท้.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่พระอริยเจ้า ๓ ประเภทข้างต้น ผู้ยังละความคดทางกายไม่ได้เป็นต้นจึงตกไป ส่วนพระขีณาสพทั้งหลายผู้ละความคดทางกายเป็นต้นได้แล้ว ย่อมตั้งมั่นอยู่ในคุณความดี.
อนึ่ง พึงทราบการละความคดทางกายเป็นต้น ดังต่อไปนี้
ก่อนอื่น อกุศลกรรมบถ ๖ ข้อเหล่านี้ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน มิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา มิจฉาทิฏฐิ พระอริยบุคคลย่อมละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค.
สองอย่างคือ ผรุสวาจา พยาบาท จะละได้ด้วยอนาคามิมรรค.
สองอย่างคือ อภิชฌา สัมผัปปลาปะ จะละได้ด้วยอรหัตมรรค.
จบอรรถกถาปเจตนสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------