๓. ญาณวัตถุสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๓. ญาณวัตถุสูตร ๓. ญาณวัตถุสูตร ว่าด้วยญาณวัตถุ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงญาณวัตถุ ๔๔ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ญาณวัตถุ ๔๔ อะไรบ้าง คือ ๑. ความรู้ในชราและมรณะ ๒. ความรู้ในความเกิดแห่งชราและมรณะ ๓. ความรู้ในความดับแห่งชราและมรณะ ๔. ความรู้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ๕. ความรู้ในชาติ ๖. ความรู้ในความเกิดแห่งชาติ ๗. ความรู้ในความดับแห่งชาติ ๘. ความรู้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชาติ ๙. ความรู้ในภพ ๑๐. ความรู้ในความเกิดแห่งภพ ๑๑. ความรู้ในความดับแห่งภพ ๑๒. ความรู้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งภพ ๑๓. ความรู้ในอุปาทาน ๑๔. ความรู้ในความเกิดแห่งอุปาทาน ๑๕. ความรู้ในความดับแห่งอุปาทาน ๑๖. ความรู้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน ๑๗. ความรู้ในตัณหา ๑๘. ความรู้ในความเกิดแห่งตัณหา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๖๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๓. ญาณวัตถุสูตร ๑๙. ความรู้ในความดับแห่งตัณหา ๒๐. ความรู้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งตัณหา ๒๑. ความรู้ในเวทนา ๒๒. ความรู้ในความเกิดแห่งเวทนา ๒๓. ความรู้ในความดับแห่งเวทนา ๒๔. ความรู้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนา ๒๕. ความรู้ในผัสสะ ... (๒๖-๒๘) ๒๙. ความรู้ในสฬายตนะ ... (๓๐-๓๒) ๓๓. ความรู้ในนามรูป ... (๓๔-๓๖) ๓๗. ความรู้ในวิญญาณ ... (๓๘-๔๐) ๔๑. ความรู้ในสังขารทั้งหลาย ๔๒. ความรู้ในความเกิดแห่งสังขาร ๔๓. ความรู้ในความดับแห่งสังขาร ๔๔. ความรู้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร เหล่านี้เรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔ ชราและมรณะ เป็นอย่างไร คือ ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนัง เหี่ยวย่น ความเสื่อมอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา ความจุติ ความเคลื่อนไป ความทำลายไป ความหายไป ความตายกล่าวคือ มฤตยู การทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งร่างกาย ความขาดแห่ง ชีวิตินทรีย์ของเหล่าสัตว์นั้นๆ จากหมู่สัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ ชราและมรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ นี้เรียกว่า ชราและมรณะ เพราะชาติเกิด ชราและมรณะจึงเกิด เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๗๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๓. ญาณวัตถุสูตร อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ ชื่อว่าปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดความเกิด แห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ นี้ชื่อว่าธัมมญาณของอริยสาวกนั้น เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นพิจารณานัยในอดีตและอนาคตด้วยธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ไม่ประกอบด้วยกาล อันตนได้บรรลุแล้ว อันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้ชราและมรณะ ได้รู้ความเกิดแห่งชราและมรณะ ได้รู้ความดับแห่งชราและมรณะ ได้รู้ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็จักรู้ชราและมรณะ จักรู้ ความเกิดแห่งชราและมรณะ จักรู้ความดับชราและมรณะ จักรู้ปฏิปทาที่ให้ถึง ความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่าอันวยญาณของอริยสาวกนั้น ญาณ ๒ ประการนี้ คือ (๑) ธัมมญาณ (๒) อันวยญาณ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิบ้าง@เชิงอรรถ : @ ธัมมญาณ ในที่นี้หมายถึงมัคคญาณ คือ ญาณในอริยมรรค คือความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะอริยบุคคล@แต่ละชั้น อรรถกถากล่าวว่า เป็นเสขภูมิของพระขีณาสพ เป็นญาณอันดับที่ ๑๔ ในญาณ ๑๖@(สํ.นิ.อ. ๒/๓๓/๗๗, ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๖๑-๖๒/๙๙-๑๐๒, วิสุทฺธิ. ๒/๘๐๖-๘๑๕/๓๕๓-๓๕๙)@ อันวยญาณ ในที่นี้หมายถึงปัจจเวกขณญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวนคือสำรวจรู้@มรรคผล กิเลสที่ละได้แล้ว กิเลสที่ยังเหลืออยู่ และนิพพาน เว้นพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยัง@เหลืออยู่ ญาณนี้เป็นญาณอันดับที่ ๑๖ ในญาณ ๑๖ (สํ.นิ.อ. ๒/๓๓/๗๗, ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๖๕/๑๐๖-๑๐๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๗๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๓. ญาณวัตถุสูตร ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้าง ผู้ถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสขะบ้าง ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสขะบ้าง บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้างเป็นพระอริยะผู้มีปัญญาเพิกถอนกิเลสบ้าง ดำรงอยู่ใกล้ประตูอมตนิพพานบ้าง ชาติเป็นอย่างไร ฯลฯ ภพเป็นอย่างไร ... อุปาทานเป็นอย่างไร ... ตัณหาเป็นอย่างไร ... เวทนาเป็นอย่างไร ...ผัสสะเป็นอย่างไร ... สฬายตนะเป็นอย่างไร ... นามรูปเป็นอย่างไร ... วิญญาณเป็นอย่างไร ... สังขารทั้งหลาย มีเท่าไร สังขารมี ๓ ประการนี้ คือ ๑. กายสังขาร ๒. วจีสังขาร ๓. จิตตสังขาร นี้เรียกว่าสังขารทั้งหลาย เพราะอวิชชาเกิด สังขารจึงเกิด เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ ชื่อว่าปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดสังขารทั้งหลายอย่างนี้ รู้ชัดความเกิดแห่งสังขารอย่างนี้รู้ชัดความดับแห่งสังขารอย่างนี้ รู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขารอย่างนี้นี้ชื่อว่าธัมมญาณของอริยสาวกนั้น เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นพิจารณานัยในอดีตและ อนาคตด้วยธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ไม่ประกอบด้วยกาล อันตนได้บรรลุแล้วอันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้สังขารทั้งหลาย ได้รู้ความเกิดแห่งสังขาร ได้รู้ความดับแห่งสังขาร ได้รู้ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขารเหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๗๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๔. กฬารขัตติยวรรค ๔. ทุติยญาณวัตถุสูตร สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็จักรู้สังขารทั้งหลาย จักรู้ ความเกิดแห่งสังขาร จักรู้ความดับแห่งสังขาร จักรู้ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่าอันวยญาณของอริยสาวกนั้น ภิกษุทั้งหลาย ญาณ ๒ ประการนี้ คือ (๑) ธัมมญาณ (๒) อันวยญาณ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้าง ผู้ถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้างประกอบด้วยญาณอันเป็นเสขะบ้าง ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสขะบ้าง บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นพระอริยะผู้มีปัญญาเพิกถอนกิเลสบ้าง ดำรงอยู่ใกล้ประตูอมตนิพพานบ้าง” ญาณวัตถุสูตรที่ ๓ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ญาณวัตถุสูตรที่ ๑
สาวตฺถิยํ วิหรติ ... จตุจตฺตาฬีสํ โว ภิกฺขเว ญาณวตฺถูนิ เทเสสฺสามิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงญาณวัตถุ ๔๔ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังซึ่งญาณวัตถุนั้นจงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
ภควา เอตทโวจ กตมานิ จ ภิกฺขเว จตุจตฺตาฬีสํ ญาณวตฺถูนิ ชรามรเณ ญาณํ ชรามรณสมุทเย ญาณํ ชรามรณนิโรเธ ญาณํ ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ชาติยา ญาณํ ชาติสมุทเย ญาณํ ชาตินิโรเธ ญาณํ ชาตินิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ภเว ญาณํ ภวสมุทเย ญาณํ ภวนิโรเธ ญาณํ ภวนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ อุปาทาเน ญาณํ อุปาทานสมุทเย ญาณํ อุปาทานนิโรเธ ญาณํ อุปาทานนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ตณฺหาย ญาณํ ตณฺหาสมุทเย ญาณํ ตณฺหานิโรเธ ญาณํ ตณฺหานิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ เวทนาย ญาณํ เวทนาสมุทเย ญาณํ เวทนานิโรเธ ญาณํ เวทนานิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ผสฺเส ญาณํ ... สฬายตเน ญาณํ ... นามรูเป ญาณํ ... วิญฺญาเณ ญาณํ ... สงฺขาเรสุ ญาณํ สงฺขารสมุทเย ญาณํ สงฺขารนิโรเธ ญาณํ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ อิมานิ วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว จตุจตฺตาฬีสํ ญาณวตฺถูนิ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณวัตถุ ๔๔เป็นไฉน คือความรู้ในชราและมรณะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ในความดับแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ในชาติ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชาติ ๑ ความรู้ในความดับแห่งชาติ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชาติ ๑ ความรู้ในภพ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งภพ ๑ ความรู้ในความดับแห่งภพ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งภพ ๑ ความรู้ในอุปาทาน ๑ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอุปาทาน ๑ ความรู้ในความดับแห่งอุปาทาน ๑ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน ๑ ความรู้ในตัณหา ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในความดับแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในเวทนา ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในความดับแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในผัสสะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งผัสสะ ๑ความรู้ในความดับแห่งผัสสะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งผัสสะ ๑ความรู้ในสฬายตนะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสฬายตนะ ๑ ความรู้ในความดับแห่งสฬายตนะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสฬายตนะ ๑ความรู้ในนามรูป ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งนามรูป ๑ ความรู้ในความดับแห่งนามรูป ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งนามรูป ๑ ความรู้ในวิญญาณ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งวิญญาณ ๑ ความรู้ในความดับแห่งวิญญาณ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ ๑ ความรู้ในสังขารทั้งหลาย ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร ๑ ความรู้ในความดับแห่งสังขาร ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔ ฯ
กตมญฺจ ภิกฺขเว ชรามรณํ ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชีรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก อยํ วุจฺจติ ชรา ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหา ตมฺหา สตฺตนิกายา จุติ จวนตา เภโท อนฺตรธานํ มจฺจุ มรณํ กาลกิริยา ขนฺธานํ เภโท กเฬวรสฺส นิกฺเขโป ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉโท อิทํ วุจฺจติ มรณํ ฯ อิติ อยญฺจ ชรา อิทญฺจ มรณํ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ชรามรณํ ฯ ชาติสมุทยา ชรามรณสมุทโย ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ชรามรณนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชราความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยูความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งอินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เราเรียกว่ามรณะ ชราและมรณะดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่าชราและมรณะ เพราะชาติเกิด ชราและมรณะจึงเกิดเพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจไว้ชอบ ๑ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับชราและมรณะ ฯ
ยโต โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ ชรามรณํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณนิโรธํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ อิทมสฺส ธมฺเม ญาณํ ฯ โส อิมินา ธมฺเมน ทิฏฺเฐน วิทิเตน อกาลิเกน ปตฺเตน ปริโยคาเฬฺหน อตีตานาคเต นยํ เนติ ฯ {๑๒๑.๑} เย โข เกจิ อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ชรามรณํ อพฺภญฺญํสุ ชรามรณสมุทยํ อพฺภญฺญํสุ ชรามรณนิโรธํ อพฺภญฺญํสุ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญํสุ สพฺเพ เต เอวเมว อพฺภญฺญํสุ เสยฺยถาปิหํ เอตรหิ ฯ {๑๒๑.๒} เยปิ หิ เกจิ อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ชรามรณํ อภิชานิสฺสนฺติ ชรามรณสมุทยํ อภิชานิสฺสนฺติ ชรามรณนิโรธํ อภิชานิสฺสนฺติ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อภิชานิสฺสนฺติ สพฺเพ เต เอวเมว อภิชานิสฺสนฺติ เสยฺยถาปิหํ เอตรหีติ ฯ อิทมสฺส อนฺวเย ญาณํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดซึ่งชราและมรณะอย่างนี้รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ นี้ชื่อว่าความรู้ในธรรมของอริยสาวกนั้น อริยสาวกนั้นนำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วยธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ให้ผลไม่มีกำหนดกาล อันตนได้บรรลุแล้วอันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้ชราและมรณะ ได้รู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ได้รู้ความดับแห่งชราและมรณะ ได้รู้ปฏิปทาอันให้ถึง ความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลแม้เหล่าใดเหล่าหนึ่งก็จักรู้ชราและมรณะ จักรู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ จักรู้ความดับแห่งชราและมรณะ จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า อันวยญาณของอริยสาวกนั้น ฯ
ยโต โข ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส อิมานิ เทฺว ญาณานิ ปริสุทฺธานิ โหนฺติ ปริโยทาตานิ ธมฺเม ญาณญฺจ อนฺวเย ญาณญฺจ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสาวโก ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน อิติปิ ทสฺสนสมฺปนฺโน อิติปิ อาคโต อิมํ สทฺธมฺมํ อิติปิ ปสฺสติ อิมํ สทฺธมฺมํ อิติปิ เสกฺเขน ญาเณน สมนฺนาคโต อิติปิ เสกฺขาย วิชฺชาย สมนฺนาคโต อิติปิ ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน อิติปิ อริโย นิพฺเพธิกปญฺโญ อิติปิ อมตทฺวารํ อาหจฺจ ติฏฺฐติ อิติปีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือธรรมญาณ อันวย-*ญาณ ๑ เหล่านี้ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้เราเรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้างผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณของพระเสขะบ้างประกอบด้วยวิชชาของพระเสขะบ้าง ถึงกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นอริยบุคคลผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง อยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว ชาติ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว ภโว ... กตมญฺจ ภิกฺขเว อุปาทานํ ... กตมา จ ภิกฺขเว ตณฺหา ... กตมา จ ภิกฺขเว เวทนา ... กตโม จ ภิกฺขเว ผสฺโส ... กตมญฺจ ภิกฺขเว สฬายตนํ ... กตมญฺจ ภิกฺขเว นามรูปํ ... กตมญฺจ ภิกฺขเว วิญฺญาณํ ... กตเม จ ภิกฺขเว สงฺขารา ตโยเม ภิกฺขเว สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว สงฺขารา ฯ อวิชฺชาสมุทยา สงฺขารสมุทโย อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สงฺขารนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภพเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ตัณหาเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ผัสสะเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็นามรูปเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน ... สังขารมี ๓ คือ กายสังขาร ๑ วจีสังขาร ๑@ มรรคญาณ ฯ ผลญาณ ฯ จิตสังขาร ๑ นี้เรียกว่าสังขาร เพราะอวิชชาเกิด สังขารจึงเกิด เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจไว้ชอบ ๑ ฯ
ยโต โข ภิกฺขเว อริยสาวโก เอวํ สงฺขาเร ปชานาติ เอวํ สงฺขารสมุทยํ ปชานาติ เอวํ สงฺขารนิโรธํ ปชานาติ เอวํ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ อิทมสฺส ธมฺเม ญาณํ ฯ โส อิมินา ธมฺเมน ทิฏฺเฐน วิทิเตน อกาลิเกน ปตฺเตน ปริโยคาเฬฺหน อตีตานาคเต นยํ เนติ ฯ {๑๒๔.๑} เย โข เกจิ อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา สงฺขาเร อพฺภญฺญํสุ สงฺขารสมุทยํ อพฺภญฺญํสุ สงฺขารนิโรธํ อพฺภญฺญํสุ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญํสุ สพฺเพ เต เอวเมว อพฺภญฺญํสุ เสยฺยถาปิหํ เอตรหิ ฯ {๑๒๔.๒} เยปิ หิ เกจิ อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา สงฺขาเร อภิชานิสฺสนฺติ สงฺขารสมุทยํ อภิชานิสฺสนฺติ สงฺขารนิโรธํ อภิชานิสฺสนฺติ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อภิชานิสฺสนฺติ สพฺเพ เต เอวเมว อภิชานิสฺสนฺติ เสยฺยถาปิหํ เอตรหีติ ฯ อิทมสฺส อนฺวเย ญาณํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดสังขารอย่างนี้ รู้ชัดเหตุ เป็นแดนเกิดแห่งสังขารอย่างนี้ รู้ชัดความดับแห่งสังขารอย่างนี้ รู้ชัดปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขารอย่างนี้ นี้ชื่อว่า ความรู้ในธรรมของอริยสาวกนั้น อริย-*สาวกนั้นย่อมนำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วยธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้วให้ผลไม่มีกำหนดกาล อันตนได้บรรลุแล้ว อันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้สังขาร ได้รู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร ได้รู้ความดับแห่งสังขาร ได้รู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขารเหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลแม้เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็จักรู้สังขาร จักรู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร จักรู้ความดับแห่งสังขาร จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า อันวยญาณของอริยสาวกนั้น ฯ
ยโต โข ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส อิมานิ เทฺว ญาณานิ ปริสุทฺธานิ โหนฺติ ปริโยทาตานิ ธมฺเม ญาณญฺจ อนฺวเย ญาณญฺจ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสาวโก ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน อิติปิ ทสฺสนสมฺปนฺโน อิติปิ อาคโต อิมํ สทฺธมฺมํ อิติปิ ปสฺสติ อิมํ สทฺธมฺมํ อิติปิ เสกฺเขน ญาเณน สมนฺนาคโต อิติปิ เสกฺขาย วิชฺชาย สมนฺนาคโต อิติปิ ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน อิติปิ อริโย นิพฺเพธิกปญฺโญ อิติปิ อมตทฺวารํ อาหจฺจ ติฏฺฐติ อิติปีติ ฯ ตติยํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือธรรมญาณ ๑ อันวย-*ญาณ ๑ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้เราเรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้างผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณของพระเสขะบ้างประกอบด้วยวิชชา ของพระเสขะบ้าง ถึงกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นอริยบุคคลผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง อยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ ๓