๑. อัสสุตวตาสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาวคฺโค สตฺตโม
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค มหาวรรคที่ ๗ ๑. อัสสุตวตาสูตรที่ ๑
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ... อสฺสุตวา ภิกฺขเว ปุถุชฺชโน อิมสฺมึ จาตุมฺมหาภูติกสฺมึ กายสฺมึ นิพฺพินฺเทยฺยปิ วิรชฺเชยฺยปิ วิมุจฺเจยฺยปิ ตํ กิสฺส เหตุ ทิสฺสติ หิ ภิกฺขเว อิมสฺส จาตุมฺมหาภูติกสฺส กายสฺส อาจโยปิ อปจโยปิ อาทานมฺปิ นิกฺเขปนมฺปิ ตสฺมา ตตฺราสฺสุตวา ปุถุชฺชโน นิพฺพินฺเทยฺยปิ วิรชฺเชยฺยปิ วิมุจฺเจยฺยปิ ฯ {๒๓๐.๑} ยญฺจ โข เอตํ ภิกฺขเว วุจฺจติ จิตฺตํ อิติปิ มโน อิติปิ วิญฺญาณํ อิติปิ ตตฺราสฺสุตวา ปุถุชฺชโน นาลํ นิพฺพินฺทิตุํ นาลํ วิรชฺชิตุํ นาลํ วิมุจฺจิตุํ ตํ กิสฺส เหตุ ทีฆรตฺตํ เหตํ ภิกฺขเว อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อชฺโฌสิตํ มมายิตํ ปรามฏฺฐํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ตสฺมา ตตฺราสฺสุตวา ปุถุชฺชโน นาลํ นิพฺพินฺทิตุํ นาลํ วิรชฺชิตุํ นาลํ วิมุจฺจิตุํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเราดังนี้ ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ
วรํ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อิมํ จาตุมฺมหาภูติกํ กายํ อตฺตโต อุปคจฺเฉยฺย น เตฺวว จิตฺตํ ตํ กิสฺส เหตุ ทิสฺสตายํ ภิกฺขเว จาตุมฺมหาภูติโก กาโย เอกมฺปิ วสฺสํ ติฏฺฐมาโน เทฺวปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน ตีณิปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน จตฺตาริปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน ปญฺจปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน ทสปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน วีสติปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน ตึสมฺปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน จตฺตาฬีสมฺปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน ปญฺญาสมฺปิ วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน วสฺสสตมฺปิ ติฏฺฐมาโน ภิยฺโยปิ ติฏฺฐมาโน ฯ ยญฺจ โข เอตํ ภิกฺขเว วุจฺจติ จิตฺตํ อิติปิ มโน อิติปิ วิญฺญาณํ อิติปิ ตํ รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ อญฺญเทว อุปฺปชฺชติ อญฺญํ นิรุชฺฌติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอา ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มกฺกโฏ อรญฺเญ จ พฺรหาวเน จรมาโน สาขํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ คณฺหาติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยมิทํ วุจฺจติ จิตฺตํ อิติปิ มโน อิติปิ วิญฺญาณํ อิติปิ ตํ รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ อญฺญเทว อุปฺปชฺชติ อญฺญํ นิรุชฺฌติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ
ตตฺร ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก ปฏิจฺจสมุปฺปาทญฺเญว สาธุกํ โยนิโส มนสิกโรติ อิติ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ ยทิทํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับ ย่อมใส่ใจโดยแยบคาย ด้วยดีถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูปเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข-*โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้อนึ่ง เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก รูปสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ สงฺขาเรสุปิ นิพฺพินฺทติ วิญฺญาณสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ ฯ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ฯ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ ปฐมํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้ย่อมหน่ายแม้ในรูป ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัดเพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้วย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๗. มหาวรรค ๑. อัสสุตวาสูตร ๗. มหาวรรค หมวดว่าด้วยพระสูตรที่มีเนื้อหาสำคัญ ๑. อัสสุตวาสูตร ว่าด้วยผู้ไม่ได้สดับ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค ... “ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ พึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง จากกายซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุที่การประชุมก็ดี ความสิ้นไปก็ดี การยึดถือก็ดี การทอดทิ้งกายซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ก็ดี ย่อมปรากฏ เพราะฉะนั้น ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง จากกายนั้น ตถาคตเรียกสิ่งนี้ว่า ‘จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง’ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นไปจากจิตเป็นต้นนั้นได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตเป็นต้นนี้ ถูกรัดไว้ด้วยตัณหา ยึดถือว่าเป็นของเรา เป็นสิ่งที่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับยึดมั่นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ ตลอดกาลนานเพราะฉะนั้น ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ จึงไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นไปจากจิตเป็นต้นนั้นได้ @เชิงอรรถ : @ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ในที่นี้หมายถึงปุถุชนผู้เว้นจากการศึกษาเล่าเรียน การสอบถาม การวินิจฉัยในขันธ์@ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการ และสติปัฏฐานเป็นต้น (สํ.นิ.อ. ๒/๖๑/๑๑๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๑๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๗. มหาวรรค ๑. อัสสุตวาสูตร ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ พึงยึดถือกายซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ โดยความเป็นอัตตายังประเสริฐกว่า ส่วนการยึดถือจิตโดยความเป็นอัตตาไม่ประเสริฐเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกายซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง๑๐๐ ปีบ้าง หรือเกินกว่าบ้าง ก็ยังปรากฏ ตถาคตเรียกสิ่งนี้ว่า ‘จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง’ จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดทั้งคืนและวัน เปรียบเหมือนลิงเมื่อเที่ยวไปในป่าเล็กและป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งไม้นั้นแล้ว ย่อมจับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งนั้นแล้วย่อมจับกิ่งอื่นต่อไป ฉะนั้น ตถาคตจึงเรียกสิ่งนี้ว่า ‘จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง’จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดทั้งคืนและวัน ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมนสิการปฏิจจสมุปบาทนั้นแหละโดยแยบคาย ในกายและจิตนั้นว่า ‘เพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้ อนึ่ง เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้’ ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” อัสสุตวาสูตรที่ ๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๑๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหาวรรคที่ ๗ อรรถกถาอัสสุตวตาสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอัสสุตวตาสูตรที่ ๑ แห่งมหาวรรคต่อไป.
บทว่า อสุตวา ผู้มิได้สดับ ได้แก่ ผู้เว้นจากการเรียน การสอบถามและการวินิจฉัยในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการและสติปัฏฐานเป็นต้น.
บทว่า ปุถุชฺชโน ปุถุชน ได้แก่ ชื่อว่าปุถุชน เพราะเหตุที่ยังกิเลสมากนานัปการเป็นต้นให้เกิด.
จริงอยู่ ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า ชื่อว่าปุถุชน เพราะยังกิเลสหนาให้เกิด.
ข้อความทั้งปวงนั้น ควรทำให้พิสดาร.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปุถุชน เพราะหยั่งลงภายในของพวกชนจำนวนมาก คือนับไม่ได้ หันหลังให้อริยธรรม ประพฤติธรรมต่ำ.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้นี้ชื่อว่าปุถุ เพราะถึงการนับไว้แผนกหนึ่งทีเดียว ชื่อว่าชน เพราะแยกจากพระอริยเจ้าผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลและสุตะเป็นต้น ฉะนั้นจึงชื่อว่าปุถุชน.
ด้วยบททั้งสอง คือ อสุตวา ปุถุชฺชโน ดังกล่าวแล้วนี้นั้น ท่านถือเอาอันธปุถุชน ในจำนวนปุถุชน ๒ จำพวกที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้ว่า ปุถุชนมี ๒ จำพวก คืออันธปุถุชน ๑ กัลยาณปุถุชน ๑.
ด้วยบทว่า อิมสฺมึ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกายที่เห็นประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน.
บทว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺมึ แปลว่า ในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔. อธิบายว่า บังเกิดแต่มหาภูตรูป ๔ ชื่อว่าสำเร็จแต่มหาภูตรูป ๔.
บทว่า นิพฺพินฺเทยฺย แปลว่า พึงหน่าย.
บทว่า วิรชฺเชยฺย แปลว่า ไม่พึงยินดี.
บทว่า วิมุจฺเจยฺย แปลว่า พึงเป็นผู้ใคร่จะพ้น.
บทว่า อาจโย แปลว่า ความเจริญ.
บทว่า อปจโย แปลว่า ความเสื่อม.
บทว่า อาทานํ แปลว่า การบังเกิด.
บทว่า นิกฺเขปนํ แปลว่า ความแตกสลาย.
บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเหตุที่มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้ ย่อมปรากฏ เพราะมีความเจริญ ความเสื่อม ความบังเกิดและความแตกสลาย. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำรูปที่มิได้ประกอบ (ในการ) เพื่อกำหนดรูปในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ แล้วทรงกระทำรูปที่ประกอบแล้วในกาย เพื่อกำหนดว่า ไม่มีรูป.
เพราะเหตุไร.
เพราะว่า การถือมั่นในรูปของภิกษุเหล่านั้นมีกำลังเกินประมาณ.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่การถือมั่นในรูปของภิกษุเหล่านั้นว่า เป็นรูปที่ไม่ควรกำหนด เมื่อจะทรงนำออก จึงตรัสอย่างนั้น เพื่อทรงตั้งไว้ในความไม่มีรูป.
คำทั้งปวงมี จิตฺตํ เป็นอาทิ เป็นชื่อของมนายตนะนั่นเอง.
ก็มนายตนะนั้น เรียกว่าจิต เพราะเป็นที่ตั้งแห่งจิต เพราะเป็นโคจรแห่งจิต เพราะมีจิตเป็นสัมปยุตธรรม เรียกว่ามนะ เพราะอรรถว่าน้อมไป และเรียกว่าวิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง.
บทว่า นาลํ แปลว่า ไม่สามารถ.
บทว่า อชฺโฌสิตํ แปลว่า ถูกตัณหากลืน คือร้อยรัดยึดไว้.
บทว่า มมายิตํ ได้แก่ ถือเอาว่า นี้ของเราด้วยการยึดว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา.
บทว่า ปรามฏฺฐํ ได้แก่เป็นอันถูกทิฏฐิยึดถือเอาโดยประการอื่น (นอกพระพุทธศาสนา).
คำว่า เอตํ มม นั่นของเรา เป็นการยึดถือด้วยอำนาจตัณหา. ความวิปริตแห่งตัณหา ๑๐๘ เป็นอันถือเอาด้วยคำนั้น.
บทว่า เอโสหมสฺมิ เป็นการยึดถือด้วยอำนาจมานะ. มานะ ๙ เป็นอันถือเอาด้วยคำนั้น.
บทว่า เอโส เม อตฺตา นั่นคืออัตตาของเรา เป็นการยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิ. ทิฏฐิ ๖๒ เป็นอันถือเอาด้วยคำนั้น.
บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะยึดถือรูปนี้ไว้ตลอดกาลนาน ฉะนั้น จึงไม่สามารถจะหน่ายได้.
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ปรํ ภิกฺขเว นี้. แก้ว่า เพราะรูปที่ ๑ เป็นอันภิกษุนั้นกระทำให้เป็นรูปที่ไม่สมควรจะกำหนด ทำอรูปให้เป็นรูปที่สมควร เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นออกจากการยึดถือรูป ถืออรูป ดังนี้ จึงทรงปรารภพระเทศนานี้ เพื่อทรงคร่าออกซึ่งการยึดถือนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺตโต อุปคจฺเฉยฺย ความว่า พึงถือเอาว่าเป็นอัตตา.
บทว่า ภิยฺโยปิ ความว่า แม้จะเกินกว่า ๑๐๐ ปีขึ้นไป.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น ขึ้นชื่อว่า รูปที่ตั้งอยู่เกิน ๑๐๐ ปีมีอยู่หรือ. รูปที่เป็นไปในปฐมวัยอยู่ไม่ถึงมัชฌิมวัย, รูปที่เป็นไปในมัชฌิมวัยอยู่ไม่ถึงปัจฉิมวัย, รูปที่เป็นไปก่อนอาหารอยู่ไม่ถึงหลังอาหาร, รูปที่เป็นไปหลังอาหารอยู่ไม่ถึงปฐมยาม,รูปที่เป็นไปในปฐมยามอยู่ไม่ถึงมัชฌิมยาม, รูปที่เป็นไปในมัชฌิมยามอยู่ไม่ถึงปัจฉิมยาม, มีอยู่ มิใช่หรือ.
อนึ่ง รูปที่เป็นไปในเวลาเดินอยู่ไม่ถึงเวลายืน, รูปที่เป็นไปในเวลายืนอยู่ไม่ถึงเวลานั่ง,รูปที่เป็นไปในเวลานั่งอยู่ไม่ถึงเวลานอน. แม้ในอิริยาบถหนึ่ง รูปที่เป็นไปในเวลายกเท้าอยู่ไม่ถึงย้ายเท้า,รูปที่เป็นไปในเวลาย้ายเท้าอยู่ไม่ถึงเวลาย่างเท้า, รูปที่เป็นไปในเวลาย่างเท้าอยู่ไม่ถึงเวลาหย่อนเท้า,รูปที่เป็นไปในเวลาหย่อนเท้าอยู่ไม่ถึงเวลาเหยียบพื้น, รูปเป็นไปในเวลาเหยียบพื้นอยู่ไม่ทันถึงเวลายันพื้น. สังขารทั้งหลายทำเสียงว่า ตฏะ ตฏะ ลั่นเป็นข้อๆ ในที่นั้นๆ เหมือนงาที่เขาใส่ไว้ในภาชนะร้อนฉะนั้นหรือ.
แก้ว่า ข้อนั้นย่อมเป็นจริงอย่างนั้น. เหมือนอย่างว่า เมื่อประทีปกำลังลุกโพลง เปลวไฟไม่โพลงล่วงส่วนแห่งไส้นั้นๆ ย่อมแตก [เทียะๆ] ในที่นั้นๆ.
อนึ่งเล่า เมื่อประทีปกำลังลุกโพลงตลอดคืนยันรุ่ง ด้วยอำนาจที่เนื่องด้วยความสืบต่อ ท่านก็เรียกว่าประทีปฉันใด แม้ในที่นี้ กายแม้นี้ ท่านแสดงให้เป็นเหมือนตั้งอยู่ตลอดกาลนานอย่างนั้น ด้วยอำนาจความสืบต่อก็ฉันนั้น.
ก็บทว่า รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.
บทว่า อญฺญเทว อุปฺปชฺชติ อญฺญํ นิรุชฺฌติ ความว่า จิตใจเกิดขึ้นและดับไปในเวลากลางคืน จิตดวงอื่นนอกจากจิตดวงนั้นนั่นแลย่อมเกิดขึ้นและดับไปในกลางวัน. แต่ไม่ควรถือเอาอรรถอย่างนี้ว่า จิตดวงอื่นเกิดขึ้น จิตดวงอื่นที่ยังไม่เกิดขึ้นนั่นแลย่อมดับไป.
บทว่า รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ นี้ ท่านถือเอาความสืบต่ออันน้อยกว่าความสืบต่อเดิมแล้วกล่าวด้วยอำนาจความสืบต่อนั่นเอง. ก็จิตดวงเดียวเท่านั้นชื่อว่าสามารถเพื่อตั้งอยู่สิ้นคืนหนึ่งหรือวันหนึ่ง ย่อมไม่มี.
จริงอยู่ ในขณะดีดนิ้วครั้งเดียว จิตเกิดขึ้นหลายโกฏิแสนดวง.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในมิลินทปัญหาว่า มหาบพิตร ข้าวเปลือก ๑๐๐ เล่มเกวียน ๑ บั้น ๗ สัดกับ ๒ ทะนาน ไม่ถึงการนับ คือไม่ถึงเสี้ยว ไม่ถึงส่วนของเสี้ยวแห่งจิตที่เป็นไปในขณะดีดนิ้วครั้งเดียว.
บทว่า พฺรหาวเน แปลว่า ป่าใหญ่.
ด้วยคำว่า ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา คณฺหาติ ทรงแสดงความไว้ดังนี้ว่า ลิงนั้นไม่ได้กิ่งไม้ที่จะพึงจับ ก็ไม่ลงสู่พื้นดิน โดยที่แท้เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่นั้นจับเอาแต่กิ่งไม้นั้นๆ เที่ยวไปเท่านั้น.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีอุปมาเป็นเครื่องเทียบเคียงดังต่อไปนี้
จริงอยู่ ป่าอันถือเอาเป็นอารมณ์ พึงทราบเหมือนป่าใหญ่ในป่า จิตอันเกิดขึ้นในป่าคืออารมณ์ พึงทราบเหมือนลิงที่เที่ยวไปในป่านั้น การได้อารมณ์เหมือนการจับกิ่งไม้. ลิงนั้นเที่ยวไปในป่าปล่อยกิ่งไม้นั้นๆ แล้วจับกิ่งไม้นั้นๆ ฉันใด แม้จิตนี้ก็ฉันนั้น เที่ยวไปในป่าคืออารมณ์ บางคราวยึดเอารูปารมณ์เกิดขึ้นบางคราวยึดเอาอารมณ์มีสัททารมณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง บางคราวยึดเอาอตีตารมณ์หรืออนาคตารมณ์ บางคราวยึดเอาอารมณ์ปัจจุบันบางคราวยึดเอาอารมณ์ภายในหรืออารมณ์ภายนอก. เหมือนอย่างว่า ลิงนั้นเที่ยวไปในป่าไม่ได้กิ่งไม้ ไม่พึงกล่าวว่าลงแล้วบนภาคพื้นดิน. แต่จับเอากิ่งไม้กิ่งหนึ่งแล้วนั่งอยู่ฉันใด แม้จิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เที่ยวไปในป่าคืออารมณ์ ไม่พึงกล่าวว่า ไม่ได้อารมณ์ที่ยึดเหนี่ยวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแต่พึงทราบว่า ในการเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง จิตยึดเอาอารมณ์แล้วจึงเกิดขึ้น.
ก็ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำออกจากรูปแล้วให้ตั้งการยึดในอรูป นำออกจากอรูปให้ตั้งในรูป.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์จะแยกรูปนั้นออกเป็น ๒ ส่วน จึงเริ่มแสดงว่า ตตฺร ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก พึงทราบความอุปมาครั้งบุรุษผู้ถูกงูพิษกัดดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า บุรุษคนหนึ่งถูกงูพิษกัด. ลำดับนั้น หมอผู้ฉลาดคนหนึ่งมาด้วยหมายใจว่าจะถอนพิษงูนั้นออก แล้วทำให้คายพิษร่ายมนต์ว่า ข้างล่างเป็นครุฑ ข้างบนเป็นนาค แล้วไล่พิษไว้ข้างบน.
หมอนั้นรู้ว่า พิษถูกยกขึ้นจนถึงส่วนขอบตาแล้ว คิดว่า แต่นี้ไปเราไม่ยอมให้ขึ้นไป เราจะตั้งไว้ในที่ๆ ถูกกัดนั่นเอง จึงร่ายมนต์ว่าข้างบนเป็นครุฑ ข้างล่างเป็นนาค จึงรมควันที่แผล เอาไม้เคาะ ปลงพิษลงตั้งไว้ในที่ๆ ถูกกัดนั่นเอง. เขารู้ว่าพิษตั้งอยู่ในที่นั้น จึงทำลายพิษโดยการทายาขนานเยี่ยม แล้วให้อาบน้ำกล่าวว่า ขอท่านจงมีความสบายเถิด แล้วหลีกไปตามประสงค์.
ในข้อนั้น กาลที่ภิกษุเหล่านี้ถือเอาประมาณยิ่งในรูป พึงทราบเหมือนการตั้งอยู่ของพิษในกายของบุรุษผู้ถูกอสรพิษกัด. พระตถาคตเหมือนหมอผู้ฉลาด. กาลที่ภิกษุเหล่านั้นอันพระตถาคตให้ทำการยึดถือจากรูป แล้วให้ตั้งอยู่ในอรูป เหมือนเวลาที่หมอร่ายมนต์แล้วไล่ยาพิษไว้ข้างบนกาลที่ภิกษุเหล่านั้นอันพระตถาคตให้นำการยึดถือจากอรูป แล้วให้ตั้งอยู่ในรูป เปรียบเหมือนเวลาที่หมอไม่ให้พิษที่แล่นขึ้นข้างบนจนถึงขอบตาแล้วไล่ลงด้วยกำลังมนต์อีก แล้วตั้งไว้ในที่ๆ ถูกอสรพิษกัด พึงทราบกาลที่พระศาสดาทรงเริ่มเทศนานี้เพื่อนำการยึดถือออกจากอารมณ์ทั้ง ๒ ฝ่าย เปรียบทำลายยาพิษที่หยุดไว้ในที่ถูกอสรพิษกัดด้วยการทายาขนานเยี่ยม.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ พระองค์ตรัสเหมือนการมรรค.
ด้วยบทว่า วิราคา วิมุจฺจติ ตรัสผล.
ด้วยบทว่า วิมุตฺตสฺมึ เป็นต้น ตรัสปัจจเวกขณญาณ.
จบอรรถกถาอัสสุตวตาสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------
๑. อัสสุตวาสูตร [ฉบับเฉลิมพระเกียรติฯ]
๗. มหาวรรค ๑. อัสสุตวาสูตร ว่าด้วยปุถุชนผู้มิได้สดับ [๖๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระกาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชน ผู้มิได้สดับ แล้วพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึง คลายกำหนัดได้บ้าง พึงหลุดพันได้บ้าง ในร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี ความเกิดก็ดี ความตายก็ดีย่อมปรากฎแก่ร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔ นี้ ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วจึงเบื่อหน่ายได้บ้าง คลายกำหนัดได้บ้าง พ้นได้บ้างในร่างกายนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ว่าในสิ่งที่ตถาคตเรียกว่า 'จิต' บ้าง 'มโน' บ้าง วิญญาณ' บ้างนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วไม่อาจที่จะเบื่อหน่ายได้ ไม่ ปุถุชน คนที่ยังมีกิเลสหนา สามารถก่อกิเลสอย่างหนานานัปการให้เกิดได้ตลอดเวลา หมายถึงคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคล มี ๒ ประเภท คือ อันธปุถุชน คนโง่เขลาที่ไม่สามารถพัฒนาตนให้เป็นอริยบุคคล และกัลยาณปุถุชน คนที่สามารถพัฒนาตนให้เป็นอริยบุคคลได้(นัย ที.สี.อ. ๕๘, ม.มู.อ. ๑/๒๒, สํ.นิ.อ. ๑๑๑) ผู้มิได้สดับ หมายถึงเป็นผู้เว้นจากการศึกษาเล่าเรียน การสอบถาม การวินิจฉัยในสภาวธรรมต่างๆ เช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการ และสติปัฏฐาน เป็นต้น (ม.มู.อ. ๑/๒๑, สํ.นิ.อ. ๑๑๑) จิต มโน วิญญาณ ทั้ง ๓ คำนี้เป็นชื่อของมนายตนะ (อายตนะคือใจ) ที่เรียกว่า จิต เพราะเป็นศูนย์รวม เป็นที่โคจรแล่นอยู่แห่งความคิด และเพราะเป็นตัวคิดสัมปยุตตธรรรม ที่เรียกว่า มโนเพราะเป็นธรรมชาติรับรู้ ที่เรียกว่า วิญญาณ เพราะเป็นธาตุรู้แจ้งอารมณ์ (สํ.นิ.อ. ๑๑๒)
อาจที่จะคลายกำหนัดได้ ไม่อาจที่จะหลุดพ้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไรเพราะเหตุว่าจิตนี้อันปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วรวบไว้ ถือไว้ ยึดไว้ด้วยตัณหาทิฏฐิมาเป็นเวลาช้านานแล้วว่า 'นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา'ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วจึงไม่อาจที่จะเบื่อหน่ายได้ ไม่อาจที่จะคลายกำหนัดได้ ไม่อาจที่จะหลุดพ้นในจิตนั้นได้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วพึงยึดมั่นร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔ นี้โดยความเป็นอัตตายังดีกว่า แต่การยึดมั่นจิตโดยความเป็นอัตตาไม่ดีเลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔ นี้ย่อมปรากฎว่าดำรงอยู่ได้ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง๕๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง เกิน ๑๐๐ ปีบ้าง แต่ว่าสิ่งที่ตถาคตเรียกว่า 'จิต' บ้าง 'มโน' บ้าง 'วิญญาณ' บ้าง นั้นในตอนกลางคืนและตอนกลางวัน ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งก็ดับไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อท่องเที่ยวไปในป่าใหญ่ย่อมยึดกิ่งไม้ไว้ ปล่อยกิ่งนั้นแล้วก็ยึดกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งอื่นนั้นแล้วก็เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด สิ่งที่ตถาคตเรียกว่า 'จิต' บ้าง 'มโน' บ้าง 'วิญญาณ' บ้างนั้นในตอนกลางคืนและตอนกลางวัน ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วย่อมใสใจโดยแยบคายด้วยดีซึ่งปฏิจจสมุปบาทในร่างกายและจิตนั้นว่า 'เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพเพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง เพราะอวิชชาดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งหมดนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้' ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า 'ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก' ดังนี้แล” (๑)-----------------------------------------------------