อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๒

๔. วิปัสสีสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒–๒๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๔ วิปัสสีสูตร

ข้อ ๒๒

สาวตฺถิยํ วิหรติ ... วิปสฺสิสฺส ภิกฺขเว ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต เอตทโหสิ กิจฺฉํ วตายํ โลโก อาปนฺโน ชายติ จ ชิยฺยติ จ มิยฺยติ จ จวติ จ อุปปชฺชติ จ อถ จ ปนิมสฺส ทุกฺขสฺส นิสฺสรณํ นปฺปชานาติ ชรามรณสฺส กุทสฺสุ นาม อิมสฺส ทุกฺขสฺส นิสฺสรณํ ปญฺญายิสฺสติ ชรามรณสฺสาติ ฯ

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ-*บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าวิปัสสี ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้ปริวิตกว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่าความออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ จักปรากฏ ฯ

ข้อ ๒๓

อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ ชรามรณํ โหติ กึปจฺจยา ชรามรณนฺติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ชาติยา โข สติ ชรามรณํ โหติ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ฯ {๒๓.๑} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ ชาติ โหติ กึปจฺจยา ชาตีติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ภเว โข สติ ชาติ โหติ ภวปจฺจยา ชาตีติ ฯ {๒๓.๒} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ ภโว โหติ กึปจฺจยา ภโวติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย อุปาทาเน โข สติ ภโว โหติ อุปาทานปจฺจยา ภโวติ ฯ {๒๓.๓} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ อุปาทานํ โหติ กึปจฺจยา อุปาทานนฺติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ตณฺหาย โข สติ อุปาทานํ โหติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ ฯ {๒๓.๔} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ ตณฺหา โหติ กึปจฺจยา ตณฺหาติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย เวทนาย โข สติ ตณฺหา โหติ เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ ฯ {๒๓.๕} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ เวทนา โหติ กึปจฺจยา เวทนาติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ผสฺเส โข สติ เวทนา โหติ ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ ฯ {๒๓.๖} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ ผสฺโส โหติ กึปจฺจยา ผสฺโสติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย สฬายตเน โข สติ ผสฺโส โหติ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสติ ฯ {๒๓.๗} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ สฬายตนํ โหติ กึปจฺจยา สฬายตนนฺติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย นามรูเป โข สติ สฬายตนํ โหติ นามรูปปจฺจยา สฬายตนนฺติ ฯ {๒๓.๘} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ นามรูปํ โหติ กึปจฺจยา นามรูปนฺติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย วิญฺญาเณ โข สติ นามรูปํ โหติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ ฯ {๒๓.๙} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ วิญฺญาณํ โหติ กึปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย สงฺขาเร โข สติ วิญฺญาณํ โหติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ฯ {๒๓.๑๐} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ สงฺขารา โหนฺติ กึปจฺจยา สงฺขาราติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย อวิชฺชาย โข สติ สงฺขารา โหนฺติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ฯ {๒๓.๑๑} อิติ หิทํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ สมุทโย สมุทโยติ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมีชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมีตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงจะมี สฬายตนะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมีสังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างเกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ

ข้อ ๒๔

อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ชรามรณํ น โหติ กิสฺส นิโรธา ชรามรณนิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ชาติยา โข อสติ ชรามรณํ น โหติ ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธติ ฯ {๒๔.๑} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ชาติ น โหติ กิสฺส นิโรธา ชาตินิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ภเว โข อสติ ชาติ น โหติ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธติ ฯ {๒๔.๒} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ภโว น โหติ กิสฺส นิโรธา ภวนิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย อุปาทาเน โข อสติ ภโว น โหติ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธติ ฯ {๒๔.๓} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ อุปาทานํ น โหติ กิสฺส นิโรธา อุปาทานนิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ตณฺหาย โข อสติ อุปาทานํ น โหติ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธติ ฯ {๒๔.๔} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ตณฺหา น โหติ กิสฺส นิโรธา ตณฺหานิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย เวทนาย โข อสติ ตณฺหา น โหติ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธติ ฯ {๒๔.๕} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ เวทนา น โหติ กิสฺส นิโรธา เวทนานิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ผสฺเส โข อสติ เวทนา น โหติ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ ฯ {๒๔.๖} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ผสฺโส น โหติ กิสฺส นิโรธา ผสฺสนิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย สฬายตเน โข อสติ ผสฺโส น โหติ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธติ ฯ {๒๔.๗} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ สฬายตนํ น โหติ กิสฺส นิโรธา สฬายตนนิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย นามรูเป โข อสติ สฬายตนํ น โหติ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธติ ฯ {๒๔.๘} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ นามรูปํ น โหติ กิสฺส นิโรธา นามรูปนิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย วิญฺญาเณ โข อสติ นามรูปํ น โหติ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธติ ฯ {๒๔.๙} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ วิญฺญาณํ น โหติ กิสฺส นิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย สงฺขาเร โข อสติ วิญฺญาณํ น โหติ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ฯ {๒๔.๑๐} อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ สงฺขารา น โหนฺติ กิสฺส นิโรธา สงฺขารนิโรโธติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย อวิชฺชาย โข อสติ สงฺขารา น โหนฺติ อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธติ ฯ {๒๔.๑๑} อิติ หีทํ อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ ฯ นิโรโธ นิโรโธติ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุปาทิ อาโลโก อุทปาทีติ ฯ จตุตฺถํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชราและมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มีเพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ เมื่ออุปาทานไม่มีภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เมื่อไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มีเพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มีเวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับนามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับเมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่าเมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ ๔

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๑. พุทธวรรค ๔. วิปัสสีสูตร ๔. วิปัสสีสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี

ข้อ

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี “ภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ก่อนแต่ตรัสรู้เมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า ‘โลก นี้ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ ก็บุคคลไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ได้’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี ชราและมรณะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัยชราและมรณะจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ชาติ จึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อภพมีชาติจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี ภพจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ภพจึงมี’เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่ออุปาทานมีภพจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี’ @เชิงอรรถ : @ โลก ในที่นี้หมายถึงสัตว์โลก (สํ.นิ.อ. ๒/๔/๒๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๐}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๑. พุทธวรรค ๔. วิปัสสีสูตร จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี สฬายตนะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อวิญญาณมี นามรูปจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี วิญญาณจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี‘ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรมี สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะอะไรเป็น ปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่ออวิชชามี สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี’ @เชิงอรรถ : @ ข้อความตอนนี้ใน ที.ม. ๑๐/๕๗/๒๘ มีเนื้อความบาลีว่า นามรูเป โข สติ วิญฺญาณํ โหติ นามรูปปจฺจยา@วิญฺญาณํ ส่วนในที่นี้มีเนื้อความบาลีว่า สงฺขาเรสุ โข สติ วิญฺญาณํ โหติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ@เนื้อความบาลีทั้ง ๒ จึงไม่ตรงกัน แต่อรรถกถาและฎีกาของ ที.ม. อธิบายยืนยันว่า การรู้แจ้งนี้ไม่ต้องอาศัย@ความสืบต่อแห่งอวิชชาและสังขารซึ่งเป็นอตีตภพ เพราะว่ามหาบุรุษ (พระโพธิสัตว์) อยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบัน@(ที.ม.อ. ๕๗/๕๖, ที.ม.ฏีกา ๕๗/๖๐) ส่วนอรรถกถาของ สํ.นิ. ไม่ได้อธิบายไว้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๑}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๑. พุทธวรรค ๔. วิปัสสีสูตร อนึ่ง เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุทั้งหลาย จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคย ได้ฟังมาก่อนได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ว่า ‘สมุทัย(ความเกิดขึ้น) สมุทัย(ความเกิดขึ้น)’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับชราและมรณะจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระ-ปัญญาว่า ‘เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ’เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อภพไม่มีชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ’เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ’ @เชิงอรรถ : @ จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ในที่นี้หมายถึง ญาณ เป็นไวพจน์ของญาณคือปัญญารู้แจ้ง@(สํ.นิ.อ. ๒/๔/๒๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๒}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๑. พุทธวรรค ๔. วิปัสสีสูตร จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี เพราะอะไรดับสังขารจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า‘เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ’ อนึ่ง เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุทั้งหลาย จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคย ได้ฟังมาก่อนได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ว่า ‘นิโรธ(ความดับ) นิโรธ(ความดับ)”วิปัสสีสูตรที่ ๔ จบ [พระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ ก็พึงขยายความอย่างนี้]

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๓}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาวิปัสสีสูตรที่ ๔

ในวิปัสสีสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า วิปสฺสิสฺส ความว่า ได้ยินว่า ดวงตาทั้งหลายของโลกิยมนุษย์ผู้มองดูอะไรๆ ย่อมกลอกไปมาเพราะประสาทตาอันเกิดแต่กรรมที่บังเกิดแต่กรรมเล็กน้อย มีกำลังอ่อนเช่นใด แต่ดวงตาของพระโพธิสัตว์นั้น หากลอกเช่นนั้นไม่เพราะประสาทตาอันเกิดแต่กรรม บังเกิดแต่กรรมมีกำลัง มีกำลังมาก พระองค์จึงมองดูด้วยดวงตามที่ไม่กลอกไม่กะพริบนั่นแลเหมือนเทวดาในดาวดึงส์ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระกุมารเพ่งดูโดยไม่กะพริบเพราะฉะนั้น พระวิปัสสีกุมารนั้นจึงเกิดสมัญญาว่า วิปัสสี วิปัสสี นั่นแล.

จริงอยู่ ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้

ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นความบริสุทธิ์.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นด้วยทั้งดวงตาที่เบิก.

ก็ในที่นี้ดวงตาของพระโพธิสัตว์ทั้งหมด ผู้เกิดในภพสุดท้ายย่อมไม่กลอก เพราะประสาทที่เกิดแต่กรรมอันมีกำลัง มีกำลังแรง. ก็พระโพธิสัตว์นั้น ย่อมได้ชื่อด้วยเหตุนั้นนั่นเอง.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิปัสสี เพราะพิจารณาเห็น. อธิบายว่า เพราะเลือกเฟ้นจึงเห็น.

ได้ยินว่า วันหนึ่ง อำมาตย์ทั้งหลายนำพระมหาบุรุษผู้ประดับตกแต่ง พระวรกายแล้วมาวางไว้บนพระเพลาของพระราชาผู้ประทับนั่งพิจารณาคดีอยู่ในศาล เมื่อพระราชาทรงพระทัยที่ได้มหาบุรุษนั้นอยู่บนพระเพลา อำมาตย์ทั้งหลายได้กระทำเจ้าของทรัพย์ไม่ให้เป็นเจ้าของทรัพย์. พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งเสียงแสดงความไม่พอพระทัย. พระราชาตรัสว่า พวกท่านพิจารณาทบทวนดูทีหรือว่าเรื่องนั้นเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นเป็นอย่างไร. พวกอำมาตย์เมื่อพิจารณาทบทวน ก็ไม่เห็นกรณีเป็นอย่างอื่นจึงคิดว่า ชะรอยว่าที่ทำไปแล้วอย่างนี้ จักเป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบ. จึงทำผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ให้เป็นเจ้าของทรัพย์อีก เมื่อทดลองว่ากุมารจะรู้หรือหนอ จึงทำอย่างนี้. จึงทำเจ้าของทรัพย์ให้ไม่เป็นเจ้าของทรัพย์อีก.

ครั้งนั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า พระมหาบุรุษคงจะรู้ ตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นผู้ไม่สะเพร่า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กุมารใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญเล่า จึงรู้คดีเพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย พระกุมารนั้นจึงเกิดพระนามโดยประมาณยิ่งกว่า วิปัสสี นั้นแล.

บทว่า ภควโต แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยภาคยะ.

บทว่า อรหโต ได้แก่ ผู้มีพระนามอันเกิดขึ้นโดยคุณอย่างนี้ว่า ชื่อว่า อรหา เพราะกำจัดกิเลสเพียงดังข้าศึกมีราคะเป็นต้นเสียได้ เพราะทรงหักกำแห่งสังสารจักร หรือเพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย.

บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ได้แก่ ผู้ตรัสรู้สัจจะ ๔ โดยความเพียรของบุรุษ โดยพระองค์เอง เฉพาะพระองค์ โดยชอบ โดยนัย โดยเหตุ.

บทว่า ปุพฺเพว สมฺโพธา ความว่า ญาณในมรรค ๔ ท่านเรียกว่า สัมโพธะ ตรัสรู้พร้อม, ก่อนแต่การตรัสรู้นั้นแล.

บทว่า โพธิ ในคำว่า โพธิสตฺตสฺเสว สโต นี้ได้แก่ญาณ, สัตว์ผู้ตรัสรู้ ชื่อว่าโพธิสัตว์. อธิบายว่า ผู้มีญาณ คือผู้มีปัญญา ชื่อว่าบัณฑิต.

จริงอยู่ สัตว์นั้นเป็นบัณฑิต จำเดิมแต่ทรงมีอภินิหารแทบบาทมูลแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ใช่อันธพาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระโพธิสัตว์.

อนึ่ง ชื่อว่าโพธิสัตว์ แม้เพราะเป็นสัตว์ผู้จะเบิกบาน โดยอรรถวิเคราะห์ว่า บำเพ็ญพระบารมี แล้วจักเบิกบาน โดยหาอันตรายมิได้อย่างแน่นอน เพราะได้คำพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เปรียบเหมือนดอกปทุม ที่โผล่ขึ้นจากน้ำตั้งอยู่ แก่ได้ที่แล้วจักบานโดยสังผัสแสงอาทิตย์อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ดอกปทุมบาน. อนึ่ง สัตว์ปรารถนาโพธิกล่าวคือญาณในมรรค ๔ ปฏิบัติอยู่ เหตุนั้น ผู้ที่ยังติดอยู่ในโพธิจึงชื่อว่า โพธิสัตว์ ดังนี้ก็มี. เมื่อพระโพธิสัตว์มีอยู่โดยพระนามที่เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้.

บทว่า กิจฺฉํ แปลว่า ลำบาก.

บทว่า อาปนฺโน แปลว่า ถึงแล้วเนืองๆ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า น่าอนาถ สัตว์โลกนี้ ถึงความลำบากเนืองๆ.

บทว่า จวติ จ อุปปชฺชติ จ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิไปๆ มาๆ.

บทว่า นิสฺสรณํ ได้แก่ พระนิพพาน. จริงอยู่ พระนิพพานนั้น ท่านเรียกว่า นิสสรณะ เพราะสลัดออกจากทุกข์คือชราและมรณะ.

บทว่า กุทาสฺสุ นาม ได้แก่ ในกาลไหนๆ แล.

บทว่า โยนิโสมนสิการา ได้แก่ โดยการใส่ใจโดยอุบาย คือ การใส่ใจครั้งแรก.

____________________________

พม่า. ปถมนสิกาเรน คือ การมนสิการตามคลองธรรม.

บทว่า อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ความว่า ได้แก่ การตรัสรู้ คือความประกอบชอบซึ่งเหตุแห่งชราและมรณะด้วยปัญญา. อธิบายว่า พระองค์เห็นดังนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย ได้แก่ ได้ตรัสรู้ด้วยโยนิโสมนสิการ และด้วยปัญญา. อธิบายว่า ได้แทงตลอดเหตุแห่งชราและมรณะอย่างนี้ว่า เมื่อความเกิดมีอยู่แล ชราและมรณะก็มี. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.

บทว่า อิติ หิทํ เท่ากับ เอวมิทํ สิ่งนี้มีด้วยประการฉะนี้. ด้วยบทว่า สมุทโย นี้ ท่านประมวลการเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นต้นแสดงในฐานะ ๑๑.

บทว่า ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ความว่า ในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อนแต่นี้ อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ความเกิดขึ้นของสังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยดังนี้ หรือในอริยสัจธรรม ๔.

บทว่า จกฺขุํ เป็นต้นเป็นไวพจน์ของญาณนั่นเอง.

จริงอยู่ ในที่นี้ ญาณนั่นแล ท่านกล่าวว่าจักขุ เพราะอรรถว่าเห็น, กล่าวว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้, กล่าวว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด, กล่าวว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด, กล่าวว่าอาโลกะ เพราะอรรถว่าสว่าง. ก็ญาณนี้นั้น พึงทราบว่า ท่านชี้แจงว่าเจือทั้งโลกิยะและโลกุตระ ในสัจจะ ๔.

แม้ในนิโรธวาระ พึงทราบความโดยนัยนี้แล.

จบอรรถกถาวิปัสสีสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา