๓. คิญชกาวสถสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๓. คิญชกาวสถสูตร
เอกํ สมยํ ภควา ญาติเก วิหรติ คิญฺชกาวสเถ ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺญา อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ วิตกฺโกติ ฯ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระตำหนักที่สร้างด้วยอิฐ ใกล้หมู่บ้านของพระญาติ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุทิฐิบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ วิตกบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ ฯ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา กจฺจาโน ภควนฺตํ เอตทโวจ ยายํ ภนฺเต ทิฏฺฐิ อสมฺมาสมฺพุทฺเธสุ สมฺมาสมฺพุทฺธาติ อยํ นุ โข ภนฺเต ทิฏฺฐิ กึ ปฏิจฺจ ปญฺญายตีติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระกัจจานะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฐิที่ว่า พระสัมมาสัมพุทธะในบุคคลที่มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้ ย่อมปรากฏเพราะอาศัยอะไร ฯ
มหตี โข เอสา กจฺจาน ธาตุ ยทิทํ อวิชฺชาธาตุ ฯ หีนํ กจฺจาน ธาตุํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ หีนา สญฺญา หีนา ทิฏฺฐิ หีโน วิตกฺโก หีนา เจตนา หีนา ปตฺถนา หีนา ปณิธิ หีโน ปุคฺคโล หีนา วาจา หีนํ อาจิกฺขติ เทเสติ ปญฺญเปติ ปฏฺฐเปติ วิวรติ วิภชติ อุตฺตานีกโรติ หีนา ตสฺส อุปปตฺตีติ วทามิ ฯ มชฺฌิมํ กจฺจาน ธาตุํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ มชฺฌิมา สญฺญา มชฺฌิมา ทิฏฺฐิ มชฺฌิโม วิตกฺโก มชฺฌิมา เจตนา มชฺฌิมา ปตฺถนา มชฺฌิมา ปณิธิ มชฺฌิโม ปุคฺคโล มชฺฌิมา วาจา มชฺฌิมํ อาจิกฺขติ เทเสติ ปญฺญเปติ ปฏฺฐเปติ วิวรติ วิภชติ อุตฺตานีกโรติ มชฺฌิมา ตสฺส อุปปตฺตีติ วทามิ ฯ ปณีตํ กจฺจาน ธาตุํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปณีตา สญฺญา ปณีตา ทิฏฺฐิ ปณีโต วิตกฺโก ปณีตา เจตนา ปณีตา ปตฺถนา ปณีตา ปณิธิ ปณีโต ปุคฺคโล ปณีตา วาจา ปณีตํ อาจิกฺขติ เทเสติ ปญฺญเปติ ปฏฺฐเปติ วิวรติ วิภชติ อุตฺตานีกโรติ ปณีตา ตสฺส อุปปตฺตีติ วทามีติ ฯ ตติยํ ฯ
พ. ดูกรกัจจานะ ธาตุคืออวิชชานี้ เป็นธาตุใหญ่แล ดูกร กัจจานะ สัญญาที่เลว ทิฐิที่เลว วิตกที่เลว เจตนาที่เลว ความปรารถนาที่เลวความตั้งใจที่เลว บุคคลที่เลว วาจาที่เลว บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุที่เลวบุคคลที่เลวนั้น ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผยย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ซึ่งธรรมที่เลว เรากล่าวว่า อุปบัติของบุคคลที่เลวนั้นย่อมเลว ดูกรกัจจานะ สัญญาที่ปานกลาง ทิฐิที่ปานกลาง วิตกที่ปานกลางเจตนาที่ปานกลาง ความปรารถนาที่ปานกลาง ความตั้งใจที่ปานกลาง บุคคลที่ปานกลาง วาจาที่ปานกลาง บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุที่ปานกลาง บุคคลที่ปานกลางนั้น ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ซึ่งธรรมที่ปานกลาง เรากล่าวว่า อุปบัติของบุคคลที่ปานกลางนั้น เป็นปานกลาง ดูกรกัจจานะ สัญญาที่ประณีต ทิฐิที่ประณีต วิตกที่ประณีต เจตนาที่ประณีต ความปรารถนาที่ประณีต ความตั้งใจที่ประณีตบุคคลที่ประณีต วาจาที่ประณีต บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุที่ประณีต บุคคลที่ประณีตนั้น ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผยย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ซึ่งธรรมที่ประณีต เรากล่าวว่า อุปบัติของบุคคลที่ประณีตนั้น ย่อมประณีต ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. คิญชกาวสถสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรม ณ ตำหนักอิฐ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำหนักอิฐ ใกล้หมู่บ้าน ญาติกะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัญญาเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ ทิฏฐิเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ วิตกเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๘๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๓. ธาตุสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๓. คิญชกาวสถสูตร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระกัจจานะได้ทูลถามพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฏฐิที่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบุคคลที่มิใช่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้ย่อมปรากฏเพราะอาศัยอะไร” “กัจจานะ ธาตุคืออวิชชานี้ เป็นธาตุใหญ่ สัญญาที่เลว ทิฏฐิที่เลว วิตกที่เลว เจตนาที่เลว ความปรารถนาที่เลว ความตั้งใจที่เลว บุคคลที่เลว วาจาที่เลว เกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุที่เลว บุคคลที่เลวนั้น ย่อมบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผยจำแนก ทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่เลว เรากล่าวว่า ความเกิดของบุคคลนั้นเลว สัญญาที่ปานกลาง ทิฏฐิที่ปานกลาง วิตกที่ปานกลาง เจตนาที่ปานกลาง ความปรารถนาที่ปานกลาง ความตั้งใจที่ปานกลาง บุคคลที่ปานกลาง วาจาที่ ปานกลาง เกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุที่ปานกลาง บุคคลที่ปานกลางนั้น ย่อมบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่ปานกลาง เรากล่าวว่า ความเกิดของบุคคลนั้นปานกลาง กัจจานะ สัญญาที่ประณีต ทิฏฐิที่ประณีต วิตกที่ประณีต เจตนาที่ประณีต ความปรารถนาที่ประณีต ความตั้งใจที่ประณีต บุคคลที่ประณีต วาจาที่ประณีต เกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุที่ประณีต บุคคลที่ประณีตนั้น ย่อมบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่ประณีต เรากล่าวว่า ความเกิด ของบุคคลนั้นประณีต” คิญชกาวสถสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ บุคคลที่มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงครูทั้ง ๖ (คือ (๑) ครูปูรณะ กัสสปะ (๒) ครูมักขลิ โคศาล@(๓) ครูอชิตะ เกสกัมพล (๔) ครูปกุธะ กัจจายนะ (๕) ครูนิครนถ์ นาฏบุตร (๖) ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร)@(สํ.นิ.อ. ๒/๙๗/๑๕๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๘๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาคิญชกาวสถสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในคิญชกาวสถสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ธาตุํ ภิกฺขเว ท่านแสดงว่า ธาตุคืออัธยาศัยจำเดิมแต่นี้.
บทว่า อุปฺปชฺชติ สญฺญา ความว่า สัญญาย่อมเกิดขึ้น อัธยาศัยทิฏฐิย่อมเกิดขึ้น วิตกย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัย. แม้ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยคำมีประมาณเท่านี้ เพื่อให้โอกาสแก่กัจจานะนั้นด้วยพระดำริว่า กัจจานะจักถามปัญหา ดังนี้.
บทว่า อสมฺมาสมฺพุทเธสุ ได้แก่ ในครูทั้งหก.
บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธา ความว่า เราเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เราเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ.
บทว่า กึ ปฏิจฺจ ปญฺญายติ กัจจานะถามทิฏฐิที่เกิดขึ้นแก่ครูทั้งหลายว่า เมื่ออะไรมี ทิฏฐิจึงมี จึงถามทิฏฐิแม้ของสาวกเดียรถีย์ ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พระสัมมาสัมพุทธะเหล่านั้น ในบุคคลที่มิใช่พระสัมมาสัมพุทธะ.
บัดนี้ เพราะสาวกเดียรถีย์เหล่านั้นมีทิฏฐิ เพราะอาศัยธาตุคืออวิชชา ก็ธาตุใหญ่ ชื่อว่าธาตุคืออวิชชา ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงอาศัยธาตุใหญ่ ทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐินั้น จึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า มหตี โข เอสา.
บทว่า หีนํ กจฺจาน ธาตุํ ปฏิจฺจ ได้แก่ อาศัยอัธยาศัยเลว.
บทว่า ปณิธิ แปลว่า ความตั้งจิต. ก็ความตั้งจิตนี้นั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปรารถนาความเป็นหญิง หรือความเป็นดิรัจฉานมีลิงเป็นต้น.
บทว่า หีโน ปุคฺคโล ความว่า ธรรมเลวเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลใด แม้บุคคลนั้น ก็ชื่อว่าเลว.
บทว่า หีนา วาจา ความว่า วาจาใดเป็นวาจาของบุคคลนั้น แม้วาจานั้นก็จัดว่าเลว.
บทว่า หีนํ อาจิกฺขติ พึงประกอบบททุกบทว่า บุคคลนั้นแม้เมื่อบอก ก็บอกแต่สิ่งที่เลวเท่านั้น แม้เมื่อแสดง ก็แสดงแต่สิ่งที่เลวเท่านั้น.
บทว่า อุปปตฺติ ได้แก่ อุปบัติ ๒ อย่างคือ การได้เฉพาะ และการเกิด. การเกิด พึงทราบด้วยอำนาจกุศลที่เลวเป็นต้น การได้เฉพาะ พึงทราบด้วยอำนาจความเลว ๓ หมวด ในขณะจิตตุปบาท.
ถามว่า อย่างไร.
ตอบว่า ก็เพราะเขาเกิดในตระกูลต่ำ ๕ ตระกูล ชื่อว่าการเกิดที่เลว เพราะเกิดในตระกูลแพศย์และศูทร ชื่อว่าปานกลาง เพราะเกิดในตระกูลกษัตริย์และพราหมณ์ ชื่อว่าประณีต.
ก็เพราะได้เฉพาะอกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ดวง ชื่อว่าการได้ที่เลว เพราะการได้ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่าปานกลาง เพราะได้โลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่าประณีต. ส่วนในที่นี้ประสงค์เอาการเกิดอย่างเดียว.
จบอรรถกถาคิญชกาวสถสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------