อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๓๖

๑. อัฏฐิสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๓๖–๖๔๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ลกฺขณสํยุตฺตํ ------ ปฐมวคฺโค ปฐโม

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ๑. อัฏฐิสูตร

ข้อ ๖๓๖

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา จ ลกฺขโณ อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต วิหรนฺติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถานเขตพระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ ฯ

ข้อ ๖๓๗

อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยนายสฺมา ลกฺขโณ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ ลกฺขณํ เอตทโวจ เอหิ อาวุโส ลกฺขณ ราชคหํ ปิณฺฑาย ปวิสิสฺสามาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา ลกฺขโณ อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อญฺญตรสฺมึ ปเทเส สิตํ ปาตฺวากาสิ ฯ อถ โข อายสฺมา ลกฺขโณ อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ โก นุ โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน เหตุ โก ปจฺจโย สิตสฺส ปาตุกมฺมายาติ ฯ อกาโล โข อาวุโส ลกฺขณ เอตสฺส ปญฺหสฺส ภควโต มํ สนฺติเก เอตํ ปญฺหํ ปุจฺฉาติ ฯ

ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ท่านพระมหาโมคคัลลานะ นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปหาท่านพระลักขณะจนถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้วได้กล่าวชวนท่านพระลักขณะว่า มาไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ด้วยกันเถิดท่านลักขณะท่านพระลักขณะรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า อย่างนั้น ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้ยิ้มแย้มขึ้นในที่แห่งหนึ่ง ทีนั้นท่านพระลักขณะได้ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ท่านโมคคัลลานะ อะไรเล่าเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ทำให้ยิ้มแย้ม ท่านมหาโมคคัลลานะตอบว่า ท่านลักขณะมิใช่เวลาที่จะเฉลยปัญหาข้อนี้ ท่านจงถามผมในสำนักพระผู้มีพระภาคเถิด ฯ

ข้อ ๖๓๘

อถ โข อายสฺมา จ ลกฺขโณ อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา ลกฺขโณ อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ อิธายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อญฺญตรสฺมึ ปเทเส สิตํ ปาตฺวากาสิ โก นุ โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน เหตุ โก ปจฺจโย สิตสฺส ปาตุกมฺมายาติ ฯ

ครั้งนั้นแล ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัตตาหารแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระลักขณะนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้ยิ้มแย้มขึ้นแล้วในที่แห่งหนึ่ง ดูกรท่านพระมหาโมคคัลลานะ อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย ทำให้ยิ้มแย้มขึ้น ฯ

ข้อ ๖๓๙

อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ อฏฺฐิสงฺขลิกํ เวหาสํ คจฺฉนฺตึ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กากาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สา สุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ เอวรูโปปิ นาม สตฺโต ภวิสฺสติ เอวรูโปปิ นาม ยกฺโข ภวิสฺสติ เอวรูโปปิ นาม อตฺตภาวปฏิลาโภ ภวิสฺสตีติ ฯ

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ตอบว่า เมื่อผมลงมาจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นโครงกระดูกลอยอยู่ในเวหาส พวกแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างก็โผถลาตามเจาะ จิก ทึ้งโครงกระดูกนั้น ได้ยินว่า โครงกระดูกนั้นส่งเสียงร้องครวญคราง ผมคิดว่า อัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีมาหนอ สัตว์แม้เห็นปานนี้ก็จักมี ยักษ์แม้เห็นปานนี้ก็จักมี การได้อัตภาพแม้เห็นปานนี้ก็จักมี ฯ

ข้อ ๖๔๐

อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ จกฺขุภูตา วต ภิกฺขเว สาวกา วิหรนฺติ ญาณภูตา วต ภิกฺขเว สาวกา วิหรนฺติ ยตฺร หิ นาม สาวโก เอวรูปํ ญสฺสติ วา ทกฺขติ วา สกฺขึ วา กริสฺสติ ฯ ปุพฺเพว เม โส ภิกฺขเว สตฺโต ทิฏฺโฐ อโหสิ อปิจาหํ น พฺยากาสึ อหญฺเจตํ พฺยากเรยฺยํ ปเรปิ เม น สทฺทเหยฺยุํ เย เม น สทฺทเหยฺยุํ เตสนฺตํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย ฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมิญฺเญว ราชคเห โคฆาตโก อโหสิ โส ตสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน พหูนิ วสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตานิ พหูนิ วสฺสสหสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตสหสฺสานิ นิรเย ปจิตฺถ ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากาวเสเสน เอวรูปํ อตฺตภาวปฏิลาภํ ปฏิสํเวทยตีติ ฯ ปฐมํ ฯ [สพฺเพสํ สุตฺตนฺตานํ เอเสว เปยฺยาโล]

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย สาวกทั้งหลายเป็นผู้มีจักษุหนอ เป็นผู้มีญาณหนอ เพราะว่า แม้สาวกก็จักรู้ จักเห็นสัตว์เช่นนี้ หรือจักเป็นพยาน เมื่อก่อนเราได้เห็นสัตว์ตนนั้นเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้พยากรณ์ไว้ หากว่าเราพึงพยากรณ์สัตว์นั้นไซร้ คนอื่นๆก็จะไม่พึงเชื่อถือเรา ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน แก่ผู้ไม่เชื่อถือเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์นี้เป็นคนฆ่าโคอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ด้วยผลของกรรมนั้น เขาจึงหมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นปี สิ้นร้อยปีพันปี แสนปี เป็นอันมาก ด้วยผลของกรรมนั่นแหละยังเหลืออยู่ เขาจึงต้องเสวยการได้อัตภาพเห็นปานนี้ ฯ จบสูตรที่ ๑ [สูตรทุกสูตรนี้ขึ้นต้นเหมือนสูตรที่ ๑ แต่มีเนื้อความต่างกันดังต่อไปนี้]

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๘. ลักขณสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๑. อัฏฐิสูตร ๘. ลักขณสังยุต ๑. ปฐมวรรค หมวดที่ ๑ ๑. อัฏฐิสูตร ว่าด้วยเปรตมีแต่โครงกระดูก

ข้อ ๒๐๒

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตเขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ ครั้นเวลาเช้า พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข้าไปหาท่านพระลักขณะถึงที่อยู่ เชิญชวนว่า ‘ท่านพระลักขณะมาเถิด พวกเราจะเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ด้วยกัน’ ท่านพระลักขณะรับคำแล้ว ขณะที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏถึงสถานที่แห่งหนึ่งได้แสดงอาการแย้ม ลำดับนั้น ท่านพระลักขณะถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ‘ท่านโมคคัลลานะอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ท่านแสดงอาการแย้ม’ “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลาตอบปัญหานี้ เมื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคจึงถามปัญหานี้เถิด” ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะและท่านพระมหาโมคคัลลานะ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้วท่านพระลักขณะ@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.มหา. (แปล) ๑/๒๒๘/๒๒๐-๒๒๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๓๐๓}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๘. ลักขณสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๒. เปสิสูตร ได้กล่าวกับท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได้แสดงอาการแย้ม อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านแสดงอาการแย้ม” “ท่านผู้มีอายุ เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นอัฏฐิสังขลิกเปรต (เปรตมีแต่โครงกระดูก) ลอยขึ้นสู่กลางอากาศ ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพากันโฉบอยู่ขวักไขว่จิกทึ้งยื้อแย่งเนื้อที่ติดอยู่ตามระหว่างซี่โครงสะบัดไปมาจนมันร้องครวญคราง กระผมมีความรู้สึกว่า ‘อัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยปรากฏ ที่มีสัตว์เช่นนี้ มียักษ์เช่นนี้ มีการได้อัตภาพเช่นนี้อยู่” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายสาวกทั้งหลายที่มีจักษุมีญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได้ เมื่อก่อนเราก็ได้เห็นอัฏฐิสังขลิกเปรตนั้น แต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์ นั้น จะไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ซ้ำจะเป็นทุกข์ยาวนาน แก่ผู้ที่ไม่เชื่อเรา ภิกษุทั้งหลาย เปรตนั้นเคยเป็นคนฆ่าโคในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้นจึงตกนรกหมกไหม้อยู่หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปีแล้วได้มีอัตภาพเช่นนี้ เพราะเศษกรรมนั้นที่ยังเหลือ” [พระสูตรทุกสูตรที่ละไว้มีความเต็มเหมือนสูตรนี้] อัฏฐิสูตรที่ ๑ จบ ๒. เปสิสูตร ว่าด้วยเปรตมีแต่ร่างชิ้นเนื้อ

ข้อ ๒๐๓

“ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นมังสเปสิเปรต(เปรต มีแต่ร่างชิ้นเนื้อ)ลอยขึ้นสู่กลางอากาศ ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพากันโฉบอยู่ขวักไขว่จิกทึ้งยื้อแย่งเปรตนั้นสะบัดไปมาจนมันร้องครวญคราง ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เปรตนั้นเคยเป็นคนฆ่าโคในกรุงราชคฤห์” ฯลฯ เปสิสูตรที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ พยากรณ์ หมายถึงเปิดเผยสู่สาธารณชน @ ดูเทียบ วิ.มหา. (แปล) ๑/๒๒๙/๒๒๒-๒๒๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๓๐๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อรรถกถาอัฏฐิสูตรที่ ๑

ในลักขณสังยุตมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

พระลักขณเถระที่ท่านกล่าวว่า อายสฺมา จ ลกฺขณตฺเถโร เป็นผู้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นผู้หนึ่งแห่งชฎิลจำนวน ๑,๐๐๐ คนบรรลุพระอรหัตในเวลาจบอาทิตตปริยายสูตร พึงทราบว่า เป็นพระมหาสาวกรูปหนึ่ง.

ก็เพราะเหตุที่ท่านประกอบด้วยอัตภาพสมบูรณ์ด้วยลักษณะ บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง เสมอด้วยพรหม ฉะนั้น จึงได้สมญาว่าลักขณะ. ส่วนท่านมหาโมคคัลลานะบรรลุพระอรหัตในวันที่ ๗ นับแต่วันที่ท่านบวช เป็นพระอัครสาวกองค์ที่ ๒.

บทว่า สิตํ ปาตฺวากาสิ ความว่า ได้กระทำการแย้มน้อยๆ ให้ปรากฏ. ท่านอธิบายไว้ว่า ประกาศคือแสดง.

ถามว่า ก็เพราะเห็นอะไร พระเถระจึงกระทำการแย้มให้ปรากฏ.

ตอบว่า เพราะได้เห็นสัตว์ผู้เกิดในเปตโลกตนหนึ่ง มีแต่ร่างกระดูก ซึ่งมาแล้วในบาลีข้างต้น. ก็แล ท่านเห็นสัตว์นั้นด้วยทิพยจักษุ หาได้เห็นด้วยปสาทจักษุไม่. จริงอยู่ อัตภาพเหล่านั้นย่อมไม่ปรากฏแก่ปสาทจักษุ.

ถามว่า ก็เมื่อท่านเห็นอัตภาพเห็นปานนี้แล้วควรกระทำความกรุณา เพราะเหตุไรจึงกระทำการแย้มให้ปรากฏ.

ตอบว่า เพราะระลึกถึงสมบัติของตน และพุทธญาณ.

จริงอยู่ พระเถระเห็นอัตภาพนั้นแล้ว ระลึกถึงสมบัติของตนว่า "เราหลุดพ้นแล้วจากอัตภาพเห็นปานนี้ ที่บุคคลผู้ไม่เห็นสัจจะจะพึงได้ นั่นเป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอและระลึกถึงสมบัติแห่งพุทธญาณอย่างนี้ว่า โอ ญาณสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมวิบากเป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ดังนี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงแสดงกรรมวิบากอันนั้นให้ประจักษ์หนอ. ธรรมธาตุอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงแทงตลอดดีแล้ว" ดังนี้ จึงทำความแย้มให้ปรากฏ.

ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านพระลักขณะจึงไม่เห็น ท่านไม่มีทิพยจักษุหรือ.

ตอบว่า ไม่มี หามิได้. แต่พระมหาโมคคัลลานเถระนึกถึงอยู่จึงได้เห็น. ฝ่ายพระลักขณะไม่ได้เห็นเพราะไม่นึกถึง. เพราะธรรมดาพระขีณาสพทั้งหลาย จะแย้มโดยเหตุอันไม่สมควรก็หาไม่ ฉะนั้น พระลักขณเถระจึงถามท่านว่า "ท่านโมคคัลลานะ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้การแย้มปรากฏ" ดังนี้.

ฝ่ายพระเถระได้อ้างพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพยาน เพราะผู้ที่มิได้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยตนเองจะเชื่อได้ยาก จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อกาโล โข อาวุโส ดังนี้ เพราะประสงค์จะพยากรณ์อ้างพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพยาน ต่อแต่นั้น เมื่อถูกถามในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงพยากรณ์โดยนัยมีอาทิว่า อิธาหํ อาวุโส ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐิสงฺขลิกํ ได้แก่ โครงกระดูกขาว ไม่มีเนื้อและเลือด.

บทว่า คิชฺฌาปิ กากาปิ กุลลาปิ ความว่า แม้นกเหล่านี้ ทั้งแร้งยักษ์ ทั้งกายักษ์ ทั้งพญาแร้งยักษ์ เข้ารุม ก็รูปอย่างนั้นย่อมไม่ปรากฏแก่แร้งเป็นต้นตามปกติ.

บทว่า อนุปติตฺวา ได้แก่ ติดตาม.

บทว่า วิตุเทนฺติ ความว่า ใช้จะงอยปากเหล็กซึ่งคมกริบเหมือนดาบ เจาะตัดถากข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้าง.

บทว่า สุทํ ในบทว่า สา สุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ นี้ เป็นนิบาต. อธิบายว่า โครงกระดูกนั้นส่งเสียงร้องครวญคราง คือเสียงแสดงความอาดูรเดือดร้อน. อัตภาพเช่นนั้นมีประมาณถึง ๓ โยชน์บังเกิดขึ้นเพื่อเสวยวิบากของอกุศลกรรม เป็นอัตภาพใสขึ้นพองเหมือนฝีสุก. ฉะนั้น โครงกระดูกนั้นเดือดร้อน เพราะเวทนามีกำลัง จึงส่งเสียงร้องประหลาดเช่นนั้น.

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงคิดว่า ธรรมดาสัตว์ผู้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ย่อมไม่พ้นจากอัตภาพเห็นปานนี้ เมื่อจะแสดงธรรมสังเวชที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ ดังนี้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศอานุภาพของพระเถระ จึงตรัสคำมีอาทิว่า จกฺขุภูตา วต ภิกฺขเว สาวกา วิหรนฺติ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น สาวกชื่อว่า จกฺขุภูตา เพราะภิกษุเหล่านั้นเกิดมีจักษุ. อธิบายว่า ภิกษุเหล่านั้นมีจักษุเกิด ยังจักษุให้เกิดขึ้นอยู่.

แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ยตฺร ในคำว่า ยตฺร หิ นาม นี้บ่งถึงเหตุ.

ในข้อนั้นมีอัตถโยชนาประกอบความดังต่อไปนี้

แม้ธรรมดาว่าสาวกย่อมรู้เห็นสัตว์เห็นปานนี้ หรือจักกระทำให้เป็นพยานได้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายเป็นผู้มีจักษุหนอ เป็นผู้มีญาณหนอ ด้วยคำว่า ปุพฺเพว เม โส ภิกฺขเว สตฺโต ทิฏฺโฐ ดังนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราเมื่อกระทำสัตตนิกาย และภพ คติ โยนิ ฐิติ นิวาส อันหาประมาณมิได้ ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ให้เป็นพยานด้วยการแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิมัณฑสถาน ได้เห็นสัตว์นั้นแล้วในกาลก่อนแล.

บทว่า โคฆาตโก ได้แก่ สัตว์ผู้ฆ่าโคแล่กระดูกและเนื้อขายเลี้ยงชีพ.

บทว่า ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากาวเสเสน ความว่า อปราปริยกรรมนั้นอันประมวลไว้ด้วยเจตนาต่างๆ.

จริงอยู่ เมื่อวิบากของเจตนาอันเป็นเหตุให้เกิดปฏิสนธิในนรกนั้นสิ้นแล้ว ปฏิสนธิกระทำกรรมที่เหลือ หรือกรรมนิมิตให้เป็นอารมณ์แล้วเกิดในเปรตเป็นต้นอีก. เพราะฉะนั้น ปฏิสนธินั้น ท่านเรียกว่าเป็นเศษวิบากของกรรมนั้นเอง เพราะมีส่วนเสมอกับกรรม หรือเพราะมีส่วนเสมอกับอารมณ์.

ก็สัตว์นี้เกิดขึ้นแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ด้วยเศษวิบากของกรรมนั้นนั่นแล.

ได้ยินว่า ในเวลาที่สัตว์นั้นจุติจากนรก กองกระดูกของโคทั้งหลายที่ไม่มีเนื้อนั่นแล ได้ปรากฏเป็นนิมิต. สัตว์นั้นกระทำกรรมที่ปกปิดไว้ แม้นั้นเหมือนปรากฏแก่วิญญูชน จึงเกิดเป็นอัฏฐิสังขลิกเปรต.

จบอรรถกถาอัฏฐิสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา