๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร
เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขต พระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังนี้ ฯ
ภควา เอตทโวจ อนมตคฺโคยํ ภิกฺขเว สํสาโร ปุพฺพา โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชานีวรณานํ สตฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชนานํ สนฺธาวตํ สํสรตํ ฯ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อิมสฺส เวปุลฺลสฺส ปพฺพตสฺส ปาจีนวํโสเตฺวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ เตน โข ปน ภิกฺขเว สมเยน มนุสฺสานํ ติวราเตฺวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ ติวรานํ ภิกฺขเว มนุสฺสานํ จตฺตาฬีสวสฺสสหสฺสานิ อายุปฺปมาณํ อโหสิ ฯ ติวรา ภิกฺขเว มนุสฺสา ปาจีนวํสํ ปพฺพตํ จตูเหน อาโรหนฺติ จตูเหน โอโรหนฺติ ฯ เตน โข ปน ภิกฺขเว สมเยน กกุสนฺโธ ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ ฯ กกุสนฺธสฺส ภิกฺขเว ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส วิธูรสญฺชีวนฺนาม สาวกยุคํ อโหสิ อคฺคํ ภทฺทยุคํ ฯ ปสฺสถ ภิกฺขเว สา เจวิมสฺส ปพฺพตสฺส สมญฺญา อนฺตรหิตา เต จ มนุสฺสา กาลกตา โส จ ภควา ปรินิพฺพุโต ฯ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อทฺธุวา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อนสฺสาสิกา ภิกฺขเว สงฺขารา ฯ ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว อลเมว สพฺพสงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทิตุํ อลํ วิรชฺชิตุํ อลํ วิมุจฺจิตุํ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เวปุลลบรรพตนี้ได้ชื่อว่า ปาจีนวังสะสมัยนั้นแล หมู่มนุษย์ได้ชื่อว่า ติวรา หมู่มนุษย์ชื่อติวรา มีอายุประมาณสี่หมื่นปีหมู่มนุษย์ชื่อติวราขึ้นปาจีนวังสบรรพตเป็นเวลา ๔ วัน ลงก็เป็นเวลา ๔ วัน สมัยพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กกุสันธ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธ มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าวิธูระ และสัญชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแล อันตรธานไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นกระทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อิมสฺส เวปุลฺลสฺส ปพฺพตสฺส วงฺกโตเตฺวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ เตน โข ปน ภิกฺขเว สมเยน มนุสฺสานํ โรหิตสฺสาเตฺวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ โรหิตสฺสานํ ภิกฺขเว มนุสฺสานํ ตึสวสฺสสหสฺสานิ อายุปฺปมาณํ อโหสิ ฯ โรหิตสฺสา ภิกฺขเว มนุสฺสา วงฺกตํ ปพฺพตํ ตีเหน อาโรหนฺติ ตีเหน โอโรหนฺติ ฯ เตน โข ปน ภิกฺขเว สมเยน โกนาคมโน ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ ฯ โกนาคมนสฺส ภิกฺขเว ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ภิยฺโยสุตฺตรํ นาม สาวกยุคํ อโหสิ อคฺคํ ภทฺทยุคํ ฯ ปสฺสถ ภิกฺขเว สา เจวิมสฺส ปพฺพตสฺส สมญฺญา อนฺตรหิตา เต จ มนุสฺสา กาลกตา โส จ ภควา ปรินิพฺพุโต ฯ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ฯเปฯ อลํ วิมุจฺจิตุํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ภูเขาเวปุลละนี้มีชื่อว่าวงกฏ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์มีชื่อว่า โรหิตัสสะ มีอายุประมาณสามหมื่นปีมนุษย์ชื่อว่าโรหิตัสสะขึ้นวงกฏบรรพตเป็นเวลา ๓ วัน ลงก็เป็นเวลา ๓ วันสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกนาคมนะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกนา-*คมนะ มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าภิยโยสและอุตตระ ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแลอันตรธานไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อิมสฺส เวปุลฺลสฺส ปพฺพตสฺส สุปสฺโสเตฺวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ เตน โข ปน ภิกฺขเว สมเยน มนุสฺสานํ สุปฺปิยาเตฺวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ สุปฺปิยานํ ภิกฺขเว มนุสฺสานํ วีสติวสฺสสหสฺสานิ อายุปฺปมาณํ อโหสิ ฯ สุปฺปิยา ภิกฺขเว มนุสฺสา สุปสฺสํ ปพฺพตํ ทฺวีเหน อาโรหนฺติ ทฺวีเหน โอโรหนฺติ ฯ เตน โข ปน ภิกฺขเว สมเยน กสฺสโป ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ ฯ กสฺสปสฺส ภิกฺขเว ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ติสฺส ภารทฺวาชํ นาม สาวกยุคํ อโหสิ อคฺคํ ภทฺทยุคํ ฯ ปสฺสถ ภิกฺขเว สา เจวิมสฺส ปพฺพตสฺส สมญฺญา อนฺตรหิตา เต จ มนุสฺสา กาลกตา โส จ ภควา ปรินิพฺพุโต ฯ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อทฺธุวา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ ฯเปฯ อลํ วิมุจฺจิตุํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เวปุลลบรรพตนี้มีชื่อว่าสุปัสสะ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์มีชื่อว่าสุปปิยา หมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยามีอายุประมาณสองหมื่นปี หมู่มนุษย์ที่ชื่อว่าสุปปิยาขึ้นสุปัสสบรรพต เป็นเวลา ๒ วัน ลงก็เป็นเวลา ๒ วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสป เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสป ได้มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าติสสและภารทวาชะดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแลอันตรธานไปแล้วมนุษย์เหล่านั้นกระทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
เอตรหิ โข ปน ภิกฺขเว อิมสฺส เวปุลฺลสฺส ปพฺพตสฺส เวปุลฺโลเตฺวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ เอตรหิ โข ปน ภิกฺขเว อิเมสํ มนุสฺสานํ มาคธกาตฺเวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ มาคธกานํ ภิกฺขเว มนุสฺสานํ อปฺปกํ อายุปฺปมาณํ ปริตฺตกํ ลหุกํ โย จิรํ ชีวติ โส วสฺสสตํ อปฺปํ วา ภิยฺโย วา ฯ มาคธกา ภิกฺขเว มนุสฺสา เวปุลฺลํ ปพฺพตํ มุหุตฺเตเนว อาโรหนฺติ มุหุตฺเตน โอโรหนฺติ ฯ เอตรหิ โข ปนายํ ภิกฺขเว อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน ฯ มยฺหํ โข ปน ภิกฺขเว สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานํ นาม สาวกยุคํ อคฺคํ ภทฺทยุคํ ฯ ภวิสฺสติ ภิกฺขเว โส สมโย ยา อยญฺเจวิมสฺส ปพฺพตสฺส สมญฺญา อนฺตรธายิสฺสติ อิเม จ มนุสฺสา กาลํ กริสฺสนฺติ อหญฺจ ปรินิพฺพายิสฺสามิ ฯ เอวํ อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อทฺธุวา ภิกฺขเว สงฺขารา เอวํ อนสฺสาสิกา ภิกฺขเว สงฺขารา ฯ ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว อลเมว สพฺพสงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทิตุํ อลํ วิรชฺชิตุํ อลํ วิมุจฺจิตุนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บัดนี้แล ภูเขาเวปุลละนี้มีชื่อเวปุลละทีเดียวก็บัดนี้หมู่มนุษย์เหล่านี้มีชื่อว่ามาคธ หมู่มนุษย์ที่ชื่อมาคธมีอายุน้อย นิดหน่อย ผู้ใดมีชีวิตอยู่นาน ผู้นั้นมีอายุเพียงร้อยปี น้อยกว่าก็มี เกินกว่าก็มี หมู่มนุษย์ชื่อมาคธขึ้นเวปุลลบรรพตเพียงครู่เดียว ลงก็เพียงครู่เดียว และบัดนี้ พระอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เราแลมีสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้นก็จักมี และชื่อแห่งบรรพตนี้จักอันตรธาน หมู่มนุษย์เหล่านี้จักทำกาละ และเราก็จักปรินิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา ปาจีนวํโส ติวรานํ โรหิตสฺสาน วงฺกโต สุปฺปิยานํ สุปสฺโสปิ มาคธานญฺจ เวปุโล อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ ทสมํ ฯ ทุติยวคฺโค ทุติโย ฯ ตสฺส อุทฺทานํ ทุคฺคตํ สุขิตญฺเจว ตึสมาตา ปิเตน จ ภาตา ภคินี ปุตฺโต จ ธีตา เวปุลฺลปพฺพตํ ฯ อนมตคฺคสํยุตฺตํ ตติยํ สมตฺตํ ฯ ---------
พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปว่า ปาจีนวังสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อติวระ วงกฏบรรพตของหมู่ มนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ สุปัสสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยา และเวปุลลบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อมาคธ สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นแลเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิด ขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับไป เป็นสุข ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ ๑๐ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ทุคคตสูตร ๒. สุขิตสูตร ๓. ติงสมัตตาสูตร ๔. มาตุสูตร ๕. ปิตุสูตร ๖. ภาตุสูตร ๗. ภคินีสูตร ๘. ปุตตสูตร ๙. ธีตุสูตร ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร จบอนมตัคคสังยุตต์ที่ ๓ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๔. อนมตัคคสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร ว่าด้วยภูเขาเวปุลละ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุง ราชคฤห์ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ที่สุดเบื้องต้น ที่สุดเบื้องปลายไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ผู้ถูกอวิชชากีดขวาง ถูกตัณหาผูกไว้ วนเวียนท่องเที่ยวไป เรื่องเคยมีมาแล้ว ภูเขาเวปุลละนี้ได้ชื่อว่าปาจีนวังสะ สมัยนั้นหมู่มนุษย์ได้ชื่อว่าเผ่าติวรา มนุษย์เผ่าติวรามีอายุประมาณ ๔ หมื่นปี มนุษย์เผ่าติวราขึ้นภูเขาปาจีนวังสะใช้เวลา ๔ วัน ลงก็ใช้เวลา ๔ วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ มีพระสาวกคู่หนึ่งเป็นคู่เลิศ คู่เจริญชื่อว่าวิธูระ และสัญชีวะ เธอทั้งหลายจงดูเถิด ชื่อภูเขาลูกนี้แหละหายไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นก็ตายไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ เพราะเหตุนี้แหละจึงควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรเพื่อหลุดพ้นจากสังขารทั้งปวง เรื่องเคยมีมาแล้ว ภูเขาเวปุลละนี้ได้ชื่อว่าวงกต สมัยนั้นหมู่มนุษย์ได้ชื่อว่าเผ่าโรหิตัสสะ มนุษย์เผ่าโรหิตัสสะมีอายุประมาณ ๓ หมื่นปี มนุษย์เผ่าโรหิตัสสะขึ้นภูเขาวงกตใช้เวลา ๓ วัน ลงก็ใช้เวลา ๓ วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ มีพระสาวกคู่หนึ่งเป็นคู่เลิศ คู่เจริญ ชื่อว่าภิยโยสะ และอุตตระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๓๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๔. อนมตัคคสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร เธอทั้งหลายจงดูเถิด ชื่อภูเขาลูกนี้แหละหายไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นก็ตายไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ฯลฯ ควรเพื่อหลุดพ้น ... เรื่องเคยมีมาแล้ว ภูเขาเวปุลละนี้ได้ชื่อว่าสุปัสสะ สมัยนั้น หมู่มนุษย์ได้ชื่อว่าเผ่าสุปปิยา มนุษย์เผ่าสุปปิยามีอายุประมาณ ๒ หมื่นปี มนุษย์เผ่าสุปปิยาขึ้นภูเขาสุปัสสะใช้เวลา ๒ วัน ลงก็ใช้เวลา ๒ วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีพระสาวกคู่หนึ่งเป็นคู่เลิศ คู่เจริญ ชื่อว่าติสสะ และภารทวาชะ เธอทั้งหลายจงดูเถิด ชื่อภูเขาลูกนี้แหละหายไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นก็ตายไปแล้วและพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ฯลฯ ควรเพื่อหลุดพ้น ... แต่ในบัดนี้ ภูเขาเวปุลละนี้ได้ชื่อว่าเวปุลละเหมือนเดิม ก็บัดนี้หมู่มนุษย์เหล่านี้ได้ชื่อว่าเผ่ามาคธะ มนุษย์เผ่ามาคธะมีอายุน้อย นิดหน่อย ผู้ใดมีชีวิตอยู่นานผู้นั้นมีอายุเพียง ๑๐๐ ปีเป็นเกณฑ์ จะต่ำกว่าหรือเกินกว่าก็มี มนุษย์เผ่ามาคธะขึ้นภูเขาเวปุลละเพียงครู่เดียว ลงก็เพียงครู่เดียว และบัดนี้เราเป็นพระอรหันตสัมมา-สัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก เรามีสาวกคู่หนึ่งเป็นคู่เลิศ คู่เจริญ ชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะ สมัยนั้น ภูเขานี้แหละจักหายไป มนุษย์เหล่านี้ก็จักตาย และเราก็จักปรินิพพาน ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ เพราะเหตุนี้แหละจึงควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรเพื่อหลุดพ้นจากสังขารทั้งปวง” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๓๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๔. อนมตัคคสังยุต] ๒. ทุติยวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค “ภูเขาปาจีนวังสะของหมู่มนุษย์เผ่าติวรา ภูเขาวงกตของหมู่มนุษย์เผ่าโรหิตัสสะ ภูเขาสุปัสสะของหมู่มนุษย์เผ่าสุปปิยา และภูเขาเวปุลละของหมู่มนุษย์เผ่ามาคธะ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความเข้าไปสงบระงับสังขารเหล่านั้นเป็นความสุข” เวปุลลปัพพตสูตรที่ ๑๐ จบ ทุติยวรรค จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ทุคคตสูตร ๒. สุขิตสูตร ๓. ติงสมัตตสูตร ๔. มาตุสูตร ๕. ปิตุสูตร ๖. ภาตุสูตร ๗. ภคินิสูตร ๘. ปุตตสูตร ๙. ธีตุสูตร ๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร อนมตัคคสังยุต จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๓๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเวปุลลปัพพตสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในเวปุลลปัพพตสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ภูตปุพฺพํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเรื่องราวเรื่องหนึ่งในอดีตกาลมาแสดง.
บทว่า สมญฺญา อุทปาทิ ได้แก่ บัญญัติ.
บทว่า จตุเหน อาโรหนฺติ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงคนมีกำลังปานกลาง.
บทว่า อคฺคํ คือ สูงสุด. บทว่า ภทฺทยุคํ คือ คู่ที่ดี.
บทว่า ตีเหน อาโรหนฺติ ความว่า ได้ยินว่า แผ่นดินหนาขึ้น ๑ โยชน์ระหว่างพระพุทธเจ้าทั้งสอง ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ภูเขานั้นสูง ๓ โยชน์.
บทว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย ความว่า ผู้อยู่เกินกว่า ๑๐๐ ปี น้อยกว่า ๑๐ ปีบ้าง. ผู้ที่ชื่อว่าอยู่ตลอด ๑๐๐ ปี ไม่มีอีก. แต่โดยสูงสุด สัตว์มีชีวิตอยู่ได้ ๖๐ ปีบ้าง ๘๐ ปีบ้าง ส่วนสัตว์ยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี ตายไปในเวลา ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีเป็นต้นก็มีมาก.
คำว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะบังเกิดในเวลามีอายุ ๔ หมื่นปี พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมนะบังเกิดในเวลามีอายุ ๓ หมื่นปี ดังนี้ ท่านจัดให้เป็นความเสื่อมโดยลำดับ. แต่ไม่พึงทราบว่า อายุเสื่อมอย่างนี้ เจริญแล้วๆ ก็เสื่อม.
ถามว่า อย่างไร.
ตอบว่า ครั้งแรก พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะบังเกิดในเวลามีอายุ ๔ หมื่นปี ในกัปนี้แบ่งประมาณอายุออกเป็น ๕ ส่วน ดำรงอยู่ ๔ ส่วน ปรินิพพานแล้วในเมื่อส่วนที่ ๕ ยังมีอยู่. อายุนั้นเสื่อมลงถึง ๑๐ ปี กลับเจริญขึ้นอีกจนถึงอสงไขยปีแล้วกลับเสื่อม ดำรงอยู่ในเวลามีอายุ ๓ หมื่นปี. พระโกนาคมนะบังเกิดแล้วในกาลนั้น. แม้พระองค์ก็ปรินิพพานอย่างนั้นแล อายุสั้นเสื่อมลงถึง ๑๐ ปีกลับเจริญขึ้นอีกจนถึงอสงไขยปี แล้วก็เสื่อม ดำรงอยู่ในเวลามีอายุ ๒ หมื่นปี. พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะบังเกิดในกาลนั้น. แม้พระองค์ปรินิพพานแล้วอย่างนั้นแล อายุนั้นเสื่อมลงถึง ๑๐ ปีกลับเจริญขึ้นอีกจนถึงอสงไขยปี แล้วเสื่อมลงไปถึง ๑๐๐ ปี. ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงอุบัติ.
พึงทราบว่าอายุเสื่อมแล้วกลับเจริญ เจริญแล้วก็เสื่อม. พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติในมนุษย์ มีประมาณอายุอันใดในกัปนั้น อันนั้นแลเป็นประมาณอายุแม้ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น.
จบอรรถกถาเวปุลลปัพพตสูตรที่ ๑๐ จบทุติยวรรคที่ ๒ จบอรรถกถาอนมตัคคสังยุต -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทุคคตสูตร
๒. สุขิตสูตร
๓. ติงสมัตตาสูตร
๔. มาตุสูตร
๕. ปิตุสูตร
๖. ภาตุสูตร
๗. ภคินีสูตร
๘. ปุตตสูตร
๙. ธีตุสูตร
๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร -----------------------------------------------------