พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๖๘

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๖๘53 มาตรา7 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 17 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 dc8646e3… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ การจัดตั้ง วัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจมาตรา ๕–๘ · 4 มาตรา
  2. หมวด ๒ ทุน รายได้ และทรัพย์สินมาตรา ๙–๑๒ · 4 มาตรา
  3. หมวด ๓ การบริหารและการดำเนินกิจการมาตรา ๑๓–๓๒ · 20 มาตรา
  4. หมวด ๔ เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานขององค์การมาตรา ๓๓–๓๗ · 5 มาตรา
  5. หมวด ๕ การบัญชี การตรวจสอบ และการประเมินผลงานขององค์การมาตรา ๓๘–๔๑ · 4 มาตรา
  6. หมวด ๖ การกำกับดูแลมาตรา ๔๒–๔๓ · 2 มาตรา
  7. บทเฉพาะกาลมาตรา ๔๔–๕๓ · 10 มาตรา

ปรารภ

เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก พระราชกฤษฎีกา จัดตั้งองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖8 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งองค์การบริหารไนท์ซาฟารีขึ้นเป็นองค์การมหาชนตามกฎหมาย ว่าด้วยองค์การมหาชน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกำจัดตั้งองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๖๘”

  2. เป็นต้นไป พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก

  3. ในพระราชกฤษฎีกานี้ “ไนท์ซาฟารี” หมายความว่า สวนสัตว์ที่จัดให้มีการแสดงสัตว์หรือชมสัตว์ในเวลากลางคืน และเวลาที่ต่อเนื่องกัน “องค์การ” หมายความว่า องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการองค์การบริหารไนท์ซาฟารี “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการองค์การบริหารไนท์ซาฟารี “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารไนท์ซาฟารี “ลูกจ้าง” หมายความว่า ลูกจ้างขององค์การบริหารไนท์ซาฟารี “ผู้ปฏิบัติงาน” หมายความว่า ผู้ปฏิบัติงานขององค์การบริหารไนท์ซาฟารี “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

  4. ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

  5. หมวด ๑ การจัดตั้ง วัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจ

    4 มาตรา
  6. ให้จัดตั้งองค์การมหาชนขึ้น เรียกว่า “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “อบน.” และให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Night Safari (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “NS”

  7. ให้องค์การมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ และอาจตั้งสำนักงานสาขาได้ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

  8. องค์การมีวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมบนพื้นฐานทางธรรมชาติในรูปแบบไนท์ซาฟารี ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

    (๑) บริหารจัดการและพัฒนาสวนสัตว์ในรูปแบบไนท์ซาฟารีและกิจการอื่นที่ส่งเสริม ไนท์ซาฟารี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูงและยั่งยืน

    (๒) ส่งเสริมการเรียนรู้และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการจัดแสดงสัตว์ป่าในสภาพธรรมชาติหรือใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติมากที่สุด เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก

    (๓) ส่งเสริมและจัดให้มีการบำรุงและเพาะพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิดโดยเน้นสัตว์ป่าที่ใช้ชีวิต กลางคืน เพื่อรักษาและอนุรักษ์ไว้มิให้สูญพันธุ์ เพื่อการศึกษาและวิจัย และการแลกเปลี่ยน รวมทั้งเผยแพร่การเลี้ยงสัตว์เพื่อการอนุรักษ์ และดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการไนท์ซาฟารี

    (๔) ส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ การทะนุบำรุง และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น เพื่อการท่องเที่ยวไนท์ซาฟารี และกิจการอื่นตาม (๑)

    (๕) ประสานงานและสนับสนุนการสร้างเครือข่ายในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ ตามวัตถุประสงค์ขององค์การ เพื่อมิให้มีการดำเนินการที่ซ้ำซ้อนหรือแข่งขันกันอันเป็นการทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากร การดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง องค์การจะต้องไม่ดำเนินกิจการในรูปแบบไนท์ซาฟารี ในจังหวัดหรือในพื้นที่ที่ใกล้กันกับที่องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยได้ดำเนินการอยู่แล้ว

  9. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ ให้องค์การมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    (๑) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ

    (๒) ก่อตั้งสิทธิหรือทำนิติกรรมทุกประเภท เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการขององค์การ

    (๓) ทำความตกลงและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์การ

    (๔) จัดให้มีและให้ทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์การ

    (๕) เข้าร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ขององค์การ

    (๖) ถือหุ้นในกิจการของนิติบุคคลอื่นเพื่อส่งเสริมกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ขององค์การ โดยต้องไม่มีวัตถุประสงค์ในการมุ่งแสวงหากำไรเป็นหลัก

    (๗) กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์การ

    (๘) เรียกเก็บค่าบำรุง ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการกำหนด

    (๙) กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ

    (๑๐) ปฏิบัติงานหรือดำเนินการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการมอบหมาย เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก การเข้าร่วมทุนตาม

    (๕) การถือหุ้นตาม

    (๖) และการกู้ยืมเงินตาม

    (๗) ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  10. หมวด ๒ ทุน รายได้ และทรัพย์สิน

    4 มาตรา
  11. ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการขององค์การ ประกอบด้วย

    (๑) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา ๔๕

    (๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี

    (๓) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชน หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้

    (๔) ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ ขององค์การ

    (๕) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินขององค์การ การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม

    (๓) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้องค์การขาดความเป็นอิสระ หรือความเป็นกลาง

  12. ๑๐

    บรรดารายได้ขององค์การไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือสมควร องค์การโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจนำรายได้ ขององค์การในจำนวนที่เห็นสมควรส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

  13. ๑๑

    อสังหาริมทรัพย์ที่องค์การได้มาจากการให้ แลกเปลี่ยน หรือซื้อด้วยเงินรายได้ ขององค์การ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การ องค์การมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย และจัดหาประโยชน์จาก ทรัพย์สินขององค์การ

  14. ๑๒

    การใช้จ่ายเงินขององค์การ ให้ใช้จ่ายไปเพื่อกิจการขององค์การโดยเฉพาะ การเก็บรักษาและเบิกจ่ายเงินขององค์การ ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก

  15. หมวด ๓ การบริหารและการดำเนินกิจการ

    20 มาตรา
  16. ๑๓

    ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการองค์การบริหารไนท์ซาฟารี” ประกอบด้วย

    (๑) ประธานกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์สูงด้านการท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การบริหาร เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการขององค์การ

    (๒) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสองคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านการท่องเที่ยว สวนสัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การบริหาร การตลาด กฎหมาย หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการ ขององค์การ ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ เป็นผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น ประธานกรรมการและกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยการเสนอแนะของคณะกรรมการ ซึ่งต้องสอดคล้องกับ หลักเกณฑ์กลางที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  17. ๑๔

    ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน และต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย

    (๑) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี และไม่เกินเจ็ดสิบปี

    (๒) ไม่เป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติงานขององค์การ เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก

    (๓) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจการที่กระทำกับองค์การ หรือ ในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการขององค์การ เว้นแต่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในนิติบุคคลซึ่งองค์การ เข้าร่วมทุนตามมาตรา ๘

    (๕) หรือเป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๘

    (๖) ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการ มอบหมาย

  18. ๑๕

    ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้น อยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้

  19. ๑๖

    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการและกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือ หย่อนความสามารถ

    (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๔

  20. ๑๗

    ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือในกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หรือเป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้น อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทนหรือผู้ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว แล้วแต่กรณี เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และยังไม่มี การแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ แต่ยังมีกรรมการเหลืออยู่เกินกึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่า เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก จะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง และในกรณีที่ประธาน กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้กรรมการที่เหลือเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธาน กรรมการเป็นการชั่วคราว

  21. ๑๘

    คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและ การดำเนินงานขององค์การเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ หน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

    (๑) กำหนดนโยบายการบริหารงาน การจัดหาทุน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงาน ขององค์การ

    (๒) อนุมัติงบประมาณประจำปี รายงานการเงิน แผนการลงทุน และการดำเนินโครงการ ตามที่คณะกรรมการกำหนด

    (๓) ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับองค์การในเรื่องดังต่อไปนี้

    (ก) การบริหารงานทั่วไป การจัดแบ่งส่วนงาน และขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว

    (ข) การสรรหา การแต่งตั้ง และการถอดถอนผู้อำนวยการ การปฏิบัติงานและ การประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการ การรักษาการแทนและการมอบให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน

    (ค) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่น ของเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน

    (ง) การกำหนดประมวลจริยธรรมในการปฏิบัติงานของกรรมการ ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน

    (จ) การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การประเมินผลงาน การถอดถอน วินัย และการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์และการอุทธรณ์การลงโทษของเจ้าหน้าที่ และผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจ้างที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และลูกจ้าง

    (ฉ) การบริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินขององค์การ รวมทั้งการบัญชี และการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ

    (ช) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน

    (ซ) การแต่งตั้ง หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการตรวจสอบ

    (ฌ) การกำหนดขอบเขตเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ และผู้ตรวจสอบภายใน เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก

    (ญ) การกำหนดเครื่องแบบผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานและเครื่องหมาย ขององค์การ

    (๔) กำหนดค่าบำรุง ค่าตอบแทน และค่าบริการในการดำเนินกิจการขององค์การ และการยกเว้นมิให้เก็บเงินดังกล่าว

    (๕) ให้ความเห็นชอบรายงานประจำปีเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรี

    (๖) กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ

    (๗) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ระเบียบเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญตาม (๓)

    (ฉ) ต้องเป็นไปตามกฎหมาย และหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  22. ๑๙

    การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการด้วยโดยอนุโลม

  23. ๒๐

    ในการควบคุมดูแลการดำเนินงานขององค์การ ให้คณะกรรมการพิจารณา กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานขององค์การให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมือง ที่ดี ซึ่งต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจ ความซื่อสัตย์สุจริต การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การกระจายอำนาจ การตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน

  24. ๒๑

    คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา ของคณะกรรมการ และมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตามมาตรา ๑๘ (๓)

    (ซ) และคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ ที่ปรึกษาของคณะกรรมการ ประธานกรรมการตรวจสอบ กรรมการตรวจสอบ ประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการ จะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในกิจการที่กระทำกับองค์การหรือในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการขององค์การ เว้นแต่ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในนิติบุคคลซึ่งองค์การเข้าร่วมทุนตามมาตรา ๘

    (๕) หรือเป็นผู้แทนผู้ถือหุ้น ตามมาตรา ๘

    (๖) ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก ให้นำความในมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับแก่การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและคณะอนุกรรมการด้วย โดยอนุโลม

  25. ๒๒

    ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ที่ ปรึกษาของคณะกรรมการ ประธานกรรมการตรวจสอบ กรรมการตรวจสอบ ประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการ ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  26. ๒๓

    ให้องค์การมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง เป็นผู้บริหารกิจการขององค์การภายใต้ การควบคุมดูแลของคณะกรรมการ คณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจสรรหา แต่งตั้ง และถอดถอนผู้อำนวยการ การสรรหาผู้อำนวยการ ให้เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการซึ่งต้องสอดคล้องกับ หลักเกณฑ์กลางที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  27. ๒๔

    ในการแต่งตั้งผู้อำนวยการต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่มีเหตุต้องแต่งตั้งผู้อำนวยการ และหากมีเหตุผลจำเป็น คณะกรรมการอาจขยายระยะเวลา ได้อีกไม่เกินหกสิบวัน หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการพัฒนา และส่งเสริมองค์การมหาชนรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการ

  28. ๒๕

    ผู้อำนวยการต้องมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมกับ กิจการขององค์การตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจขององค์การ สามารถทำงาน ให้แก่องค์การได้เต็มเวลา รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยองค์การ มหาชนด้วย

  29. ๒๖

    ผู้อำนวยการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

  30. ๒๗

    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) ออกตามกรณีที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการกับผู้อำนวยการ

    (๔) คณะกรรมการให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือ หย่อนความสามารถ

    (๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๒๕ เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก มติของคณะกรรมการให้ผู้อำนวยการออกจากตำแหน่งตาม

    (๔) ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่โดยไม่นับรวมผู้อำนวยการ การขาดคุณสมบัติเพราะมีอายุเกินหกสิบห้าปี ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลา ในสัญญาจ้าง

  31. ๒๘

    ภายใต้บังคับมาตรา ๓๘ วรรคสองและวรรคสาม ให้ผู้อำนวยการมีหน้าที่ บริหารกิจการขององค์การให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ขององค์การ มติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ข้อกำหนด นโยบาย และมติของคณะกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ และผู้ปฏิบัติงานทุกตำแหน่ง รวมทั้งให้มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

    (๑) เสนอเป้าหมาย แผนงาน โครงการ และงบประมาณประจำปีต่อคณะกรรมการ เพื่อให้การดำเนินงานขององค์การบรรลุวัตถุประสงค์

    (๒) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ขององค์การ รวมทั้ง เสนอรายงานการเงินต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

    (๓) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการและการดำเนินงานขององค์การให้มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การต่อคณะกรรมการ ผู้อำนวยการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการขององค์การ

  32. ๒๙

    ผู้อำนวยการมีอำนาจ

    (๑) แต่งตั้งรองผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เพื่อเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงาน ของผู้อำนวยการตามที่ผู้อำนวยการมอบหมาย

    (๒) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ และผู้ปฏิบัติงานตามมาตรา ๓๓ (๑) และ

    (๓) ตลอดจนให้บุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

    (๓) วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์การโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ข้อกำหนด นโยบาย หรือมติของคณะกรรมการ

  33. ๓๐

    ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือผู้อำนวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองผู้อำนวยการที่คณะกรรมการกำหนดรักษาการแทน ถ้าไม่มีรองผู้อำนวยการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการหรือเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานตามมาตรา ๓๓ (๑) หรือ

    (๓) คนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทน เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก ให้ผู้รักษาการแทนตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้อำนวยการ ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นแต่งตั้งให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการ หรือให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ให้ผู้รักษาการแทนเป็นกรรมการหรือมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับ ผู้อำนวยการด้วย แล้วแต่กรณี

  34. ๓๑

    ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนขององค์การ เพื่อการนี้ ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไป ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

  35. ๓๒

    ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  36. หมวด ๔ เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานขององค์การ

    5 มาตรา
  37. ๓๓

    เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานขององค์การมีสามประเภท คือ

    (๑) เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง ได้แก่ ผู้ซึ่งปฏิบัติงานโดยรับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากงบประมาณ ขององค์การ

    (๒) ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ซึ่งองค์การจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญโดยมีสัญญาจ้าง

    (๓) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาปฏิบัติงานขององค์การเป็นการชั่วคราวตามมาตรา ๓๗

  38. ๓๔

    เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานต้องมีคุณวุฒิหรือประสบการณ์เหมาะสมกับ วัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจขององค์การ สามารถทำงานให้แก่องค์การได้เต็มเวลา รวมทั้ง ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชนด้วย

  39. ๓๕

    เจ้าหน้าที่และลูกจ้างพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๔

    (๔) ครบกำหนดเวลาจ้างตามสัญญา เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก

    (๕) ถูกให้ออก เพราะไม่ผ่านการประเมินผลงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ใน ข้อบังคับ

    (๖) ถูกไล่ออกหรือปลดออก เพราะผิดวินัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ การขาดคุณสมบัติเพราะมีอายุเกินหกสิบปี ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลา ในสัญญาจ้าง

  40. ๓๖

    องค์การอาจทำสัญญาจ้างที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ หรือลูกจ้างตามระยะเวลา ที่กำหนดในสัญญาได้

  41. ๓๗

    เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานขององค์การ รัฐมนตรีอาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนอื่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ มาปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติงานในองค์การ เป็นการชั่วคราวได้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้นั้น และมีข้อตกลง ที่ทำไว้ในการอนุมัติ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับอนุมัติให้มาปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติงาน เป็นการชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้ออกจากราชการหรือออกจากงาน ไปปฏิบัติงานใดๆ และให้นับระยะเวลาระหว่างที่มาปฏิบัติงานในองค์การสำหรับการคำนวณบำเหน็จบำนาญ หรือประโยชน์ตอบแทนอื่นทำนองเดียวกันเสมือนอยู่ปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานเต็มเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้มาปฏิบัติงานในองค์การ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนในส่วนราชการหรือหน่วยงานเดิม ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งและเงินเดือนเดิมตามข้อตกลงที่ทำไว้ในการอนุมัติ

  42. หมวด ๕ การบัญชี การตรวจสอบ และการประเมินผลงานขององค์การ

    4 มาตรา
  43. ๓๘

    การบัญชีขององค์การ ให้จัดทำตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐ และต้องจัดให้มีการตรวจสอบ ภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุขององค์การ ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบ ให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก ในการตรวจสอบภายใน ให้มีเจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติงานขององค์การทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ภายในโดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการตามระเบียบ ที่คณะกรรมการกำหนด ในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง และลงโทษทางวินัยของผู้ตรวจสอบ ภายใน ให้ผู้อำนวยการและคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาร่วมกันแล้วเสนอให้คณะกรรมการ ให้ความเห็นชอบก่อนจึงดำเนินการได้

  44. ๓๙

    ให้องค์การจัดทำรายงานการเงินประจำปีส่งผู้สอบบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันสิ้นปีบัญชีทุกปี ในทุกรอบปี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการแต่งตั้ง ด้วยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินขององค์การ โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไป ตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด แล้วทำบันทึกรายงานผลการสอบบัญชี เสนอต่อคณะกรรมการ ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ขององค์การ เข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระบบสารสนเทศ สอบถามผู้อำนวยการ ผู้ตรวจสอบภายใน เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน หรือบุคคลอื่น และเรียกให้ส่งสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ขององค์การเป็นการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

  45. ๔๐

    ให้องค์การทำรายงานประจำปีเสนอรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ รายงานนี้ ให้กล่าวถึงผลงานขององค์การในปีที่ล่วงมาแล้ว รายงานการเงิน พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการ แผนงาน และโครงการ ที่จะจัดทำในภายหน้า

  46. ๔๑

    การประเมินผลงานขององค์การให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน

  47. หมวด ๖ การกำกับดูแล

    2 มาตรา
  48. ๔๒

    ให้รัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการขององค์การ ให้เป็นไปตามกฎหมายและให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์การ นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี และแผนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ เพื่อการนี้ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้องค์การชี้แจง เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำขององค์การที่ขัดต่อกฎหมาย วัตถุประสงค์ ของการจัดตั้งองค์การ นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี หรือแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการขององค์การได้

  49. ๔๓

    เพื่อประโยชน์ในการประสานงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่การพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวของประเทศและการดำเนินการตามมาตรา ๗ วรรคสอง รัฐมนตรีอาจจัดให้มี การประชุมร่วมระหว่างองค์การ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องได้ ในกรณีที่เห็นสมควร คณะกรรมการอาจมีมติให้องค์การจัดการประชุมร่วมตามวรรคหนึ่งได้

  50. บทเฉพาะกาล

    10 มาตรา
  51. ๔๔

    เมื่อพระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับแล้ว ให้ถือว่าสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) และรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกายุบเลิกสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ดำเนินการครบถ้วนตามมาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวและได้มีการประกาศยุติการดำเนินการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ตามมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว และให้พระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นอันยกเลิก

  52. ๔๕

    ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน งบประมาณ และรายได้ของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับไปเป็นขององค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้

  53. ๔๖

    ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนครตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการองค์การบริหารไนท์ซาฟารีตามพระราชกฤษฎีกานี้ ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการองค์การบริหารไนท์ซาฟารีตามพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

  54. ๔๗

    ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนครหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ แทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนครตามพระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การบริหารไนท์ซาฟารีตามพระราชกฤษฎีกานี้ไปพลางก่อนจนกว่า จะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การบริหารไนท์ซาฟารีตามพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งต้องดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

  55. ๔๘

    ให้โอนเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ไปเป็นเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน ขององค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้ โดยให้ดำรงตำแหน่งเดิม และได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเคยได้รับอยู่ในวันก่อนวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไปพลางก่อน ทั้งนี้ จนกว่าจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตามมาตรา ๔๙ วรรคสอง

  56. ๔๙

    ให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างตามมาตรา ๔๘ ซึ่งประสงค์จะปฏิบัติงานในองค์การ บริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ต่อไป แสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เมื่อแสดงความจำนงแล้วจะถอนคืนมิได้ ในกรณีที่ไม่แสดงความจำนงภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าไม่ประสงค์จะปฏิบัติงานในองค์การ บริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ต่อไปและให้ดำเนินการตามมาตรา ๕๐ ภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ดำเนินการคัดเลือกเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างตามวรรคหนึ่ง เพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างขององค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ต่อไป โดยให้นับระยะเวลาทำงาน ในสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างซึ่งได้รับการคัดเลือก เป็นระยะเวลาทำงานต่อเนื่องกับระยะเวลาทำงานในองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ด้วย

  57. ๕๐

    เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างซึ่งไม่ประสงค์จะปฏิบัติงานในองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ต่อไป หรือไม่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๔๙ วรรคสอง แล้วแต่กรณี ให้ถือว่าออกจากงานเพราะเลิกจ้างโดยมิใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง และให้มีสิทธิ ได้รับค่าตอบแทนการเลิกจ้างและเงินช่วยเหลือเยียวยาตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ พ้นกำหนดเวลาที่ให้แสดงความจำนงหรือวันที่ไม่ได้รับการคัดเลือก แล้วแต่กรณี

  58. ๕๑

    ในระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ข้อกำหนด หรือ มติของคณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้นำระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ข้อกำหนด หรือมติของคณะกรรมการที่ออกตามพระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก พ.ศ. ๒๕๕๖ บรรดาที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับเท่าที่ ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชกฤษฎีกานี้ จนกว่าจะได้มีการออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ข้อกำหนด หรือมติของคณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ

  59. ๕๒

    เมื่อองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ดำเนินการครบห้าปีนับแต่ วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้สำนักงาน ก.พ.ร. จัดให้มีการประเมินความคุ้มค่าตามตัวชี้วัด และค่าเป้าหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน หากพิจารณาเห็นว่าไม่คุ้มค่าในการจัดตั้ง ให้สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอรัฐมนตรีเพื่อยุบเลิกและโอนถ่ายภารกิจ ไปให้หน่วยงานอื่นต่อไป

  60. ๕๓

    ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามบทเฉพาะกาลของพระราชกฤษฎีกานี้ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัยสั่งการและให้คำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด โดยให้หน่วยงานต่าง ๆ ถือปฏิบัติ ตามคำวินิจฉัยนั้น ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๗ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการท่องเที่ยวเป็นแหล่ง รายได้สำคัญของประเทศ ดังนั้น เพื่อให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมบนพื้นฐาน ทางธรรมชาติ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ของศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบไนท์ซาฟารีที่มีความหลากหลาย และเสริมสร้างประสบการณ์ในการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยว มูลค่าสูงและยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างงาน กระจายรายได้ และส่งเสริมเศรษฐกิจทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สมควรจัดตั้งองค์การบริหารไนท์ซาฟารีขึ้นเป็นองค์การมหาชนเพื่อดำเนินภารกิจดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตรา พระราชกฤษฎีกานี้ PoweredbyTCPDF(www.tcpdf.org)

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/13186ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiZjZmZTJkYmMtODBlMC00ZTdmLWFiZmMtMzZmMzgwNjg2ZDJmIiwiZmlsZW5hbWUiOiLguK0wMDE3IOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4geC4pOC4qeC4juC4teC4geC4siAyNTY4LTU34LiBLTUzLnBkZiJ9.lG5SVUsDtSW94F6q-CZG1cFp3wDNPsBTUlaaHhZFm3c17 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:dc8646e3ee0c52dae51d1f8f379031e6094459682fa64cfe351c70981195273fดึงเมื่อ 2026-08-23T18:23:45.704Z
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจด้วยสามวิธี ไม่พบความเพี้ยน"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR