๘. โลมสติยเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ โลมสติยตฺเถราปทานํ (๕๔๘)
๑๓๘|๑๓๘.๒๒๕| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๓๘.๒๒๖| ตทาหํ จนฺทโน เจว ปพฺพชิตฺวาน สาสเน อาปาณโกฏิยํ กมฺมํ ปูรยิตฺวาน สาสเน ฯ |๑๓๘.๒๒๗| ตโต จุตา สนฺตุสิตํ อุปปนฺนา อุโภ มยํ ตตฺถ ทิพฺเพหิ นจฺเจหิ คีเตหิ วาทิเตหิ จ ฯ |๑๓๘.๒๒๘| รูปาทิทสหงฺเคหิ อภิโภตฺวาน เสสเก ยาวตายุํ วสิตฺวาน อนุโภตฺวา มหาสุขํ ฯ |๑๓๘.๒๒๙| ตโต จวิตฺวา ติทสํ จนฺทโน อุปปชฺชถ อหํ กปิลวตฺถุสฺมึ อชายึ สากิยตฺรโช ฯ |๑๓๘.๒๓๐| ยทา อุทายิเถเรน อชฺฌิฏฺโฐ โลกนายโก อนุกมฺปิย สกฺยานํ อุเปสิ กปิลวฺหยํ ฯ |๑๓๘.๒๓๑| ตทาติมานิโน สกฺยา น พุทฺธสฺส คุณญฺญุโน ปณมนฺติ น สมฺพุทฺธํ ชาติถทฺธา อนาทรา ฯ |๑๓๘.๒๓๒| เตสํ สงฺกปฺปมญฺญาย อากาเส จงฺกมิ ชิโน ปชฺชุนฺโน วิย วสฺสิตฺถ ปชฺชลิตฺถ ยถา สิขี ฯ |๑๓๘.๒๓๓| ทสฺเสตฺวา รูปมตุลํ ปุน อนฺตรธายถ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา อโหสิ ปุนเรกโก ฯ |๑๓๘.๒๓๔| อนฺธการํ ปกาสญฺจ ทสฺสยิตฺวา อเนกธา ปาฏิเหรํ กริตฺวาน วินยิ ญาตเก มุนิ ฯ |๑๓๘.๒๓๕| จาตุทฺทีโป มหาเมโฆ ตาวเทว ปวสฺสถ ตทา หิ ชาตกํ พุทฺโธ เวสฺสนฺตรมเทสยิ ฯ |๑๓๘.๒๓๖| ตทา เต ขตฺติยา สพฺเพ นิหนฺตฺวา ชาติชํ มทํ อุเปสุํ สรณํ พุทฺธํ อาห สุทฺโธทโน ตทา ฯ |๑๓๘.๒๓๗| อิทํ ตติยํ ตว ภูริปญฺญ ปาทานิ วนฺทามิ สมนฺตจกฺขุ ยทา หิ ชาโต ปฐวี ปกมฺปยิ ยทา จ ตํ นชฺชหิ ชมฺพุฉายา ฯ |๑๓๘.๒๓๘| ตทา พุทฺธานุภาวนฺตํ ทิสฺวา วิมฺหิตมานโส ปพฺพชิตฺวาน ตตฺเถว นิวสึ มาตุปูชโก ฯ |๑๓๘.๒๓๙| จนฺทโน เทวปุตฺโต มํ อุปคนฺตฺวา อปุจฺฉถ ภทฺเทกรตฺตสฺส ตทา สงฺเขปวิตฺถารํ นยํ ฯ |๑๓๘.๒๔๐| โจทิโตหํ ตทา เตน อุเปจฺจ นรนายกํ ภทฺเทกรตฺตํ สุตฺวาน สํวิคฺโค วนมามโก ฯ |๑๓๘.๒๔๑| ตทา มาตรมาปุจฺฉิ วเน วจฺฉามิ เอกโก สุขุมาโลติ เม มาตา วารยิ เต ตทา วจํ ฯ |๑๓๘.๒๔๒| สพฺพํ กุสํ โปฏกิลํ อุสีรํ มุญฺชปพฺพชํ อุรสา ปนุทิสฺสามิ วิเวกมนุพฺรูหยํ ฯ |๑๓๘.๒๔๓| ตทา วนํ ปวิฏฺโฐหํ สริตฺวา ชินสาสนํ ภทฺเทกรตฺตโมวาทํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๓๘.๒๔๔| อตีตํ นานฺวาคเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ ยทตีตมฺปหีนนฺตํ อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ ฯ |๑๓๘.๒๔๕| ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ตํ วิทฺธา อนุพฺรูหเย ฯ |๑๓๘.๒๔๖| อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา ฯ |๑๓๘.๒๔๗| เอวํ วิหาริมาตาปึ อโหรตฺตมตนฺทิตํ ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ สนฺโต อาจิกฺขเต มุนิ ฯ |๑๓๘.๒๔๘| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๓๘.๒๔๙| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๓๘.๒๕๐| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โลมสติโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ โลมสติยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕๔๘. อรรถกถาโลมกังคิยเถราปทาน
____________________________
บาลีว่า โลมสติยเถราปทาน.
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระโลมสกังคิยเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ได้มีศรัทธาเลื่อมใสแล้ว. อีกคนหนึ่งชื่อว่า จันทนะ ได้เป็นสหายของเขา. พวกเขาทั้งสองคนได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส บวชแล้วได้รักษาศีลจนตลอดชีวิต ได้เสวยทิพยสุขจนตลอดพุทธันดรหนึ่งแล้ว.
ทั้งสองคนนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ คนหนึ่งได้มาบังเกิดในตระกูลสักยะ อีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าจันทนะ ได้บังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในภพดาวดึงส์.
ลำดับนั้น ท่านได้มองเห็นอิทธิปาฏิหาริย์ฝนโบกขรณีพรรษที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระกาฬุทายีผู้เลื่อมใสในสักยตระกูล กราบทูลให้ทรงยินดีแล้ว ทรงกระทำการข่มมานะของพวกเจ้าสักยะ แสดงพระธรรมคือเวสสันดรชาดกแล้วมีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาภัทเทกรัตตสูตรที่ตรัสไว้แล้วในมัชฌิมนิกาย อยู่ในป่า อนุสรณ์ถึงเทศนาคำสั่งสอนในภัทเทกรัตตสูตรแล้ว ส่งญาณไปตามลำดับของเทศนานั้น ตั้งใจบำเพ็ญกัมมัฏฐาน ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ครั้นท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้.
คำว่า กัป ในคำว่า กปฺเป นั้นมี ๔ อย่างเท่านั้นคือ สารกัป วรกัป มัณฑกัปและภัททกัป.
ในบรรดากัปทั้ง ๔ อย่างนั้น พระพุทธเจ้าองค์เดียวทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่าสารกัป.
พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์หรือ ๓ พระองค์ ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่าวรกัป.
พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่ามัณฑกัป.
พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่าภัททกัป.
แต่ในที่อื่นท่านกล่าวกัปไว้ ๕ อย่าง อย่างนี้คือ :-
กัปมี ๕ อย่างคือ สารกัป มัณฑกัป สารมัณฑกัป
วรกัปและภัททกัป. พระผู้นำโลกย่อมทรงอุบัติขึ้น
ในบรรดากัปทั้ง ๕ อย่างเหล่านี้ตามลำดับคือ :-
พระพุทธเจ้า ๑ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในสารกัป
พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในมัณฑกัป
พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในสารมัณฑกัป
พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในวรกัป
พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในภัททกัป.
บรรดาบทเหล่านั้น กัปนี้ได้มีชื่อว่าภัททกัป เพราะประดับไปด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคดมพุทธเจ้าและพระเมตเตยยพุทธเจ้า.
เชื่อมความว่า เพราะฉะนั้น พระกัสสปพุทธเจ้าผู้นำโลกทรงอุบัติขึ้นแล้วในภัททกัปนี้.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาโลมสกังคิยเถราปทาน -----------------------------------------------------